มีเสียงเคาะเร็วๆ ดังขึ้นตรงหน้าประตูตามมาด้วยเสียงกริ๊กของลูกบิดที่ถูกหมุนให้เปิดออกโดยไม่รอฟังคำอนุญาตของเธอให้เข้ามาได้ดิน่าจึงวางหูโทรศัพท์กลับลงบนที่ เมื่อหันไปมองทางประตูก็เห็นว่าเป็เชทที่กำลังเดินเข้ามา
“คุณคงเดาไม่ถูกหรอกว่าผมไปได้ยินข่าวอะไรมา” เขาพูดด้วยสีหน้าลึกลับ
“เื่อะไรล่ะคะ” ดิน่ารู้สึกตึงเครียดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“ก็เื่ที่เชท สแตนตัน จะแต่งงานกับคุณนายแชนดเลอร์ไงล่ะ”
ดิน่าอดที่จะหัวเราะกับคำตอบของเขาไม่ได้มันเป็เสียงหัวเราะที่ประสมอยู่ระหว่างความขบขันและความโล่งใจความรู้สึกตึงเครียดเมื่อครู่คลายลงทันที
“อ๋อ...ก็แปลว่าคุณได้ยินข่าวลือเื่นี้เหมือนกันใช่ไหมคะ”เธอย้อนถามยิ้มๆ
“เอ๊ะคุณพูดจริงหรือพูดเล่นนี่”ความแจ่มใสบนใบหน้าของเขาทำให้หัวใจเธออบอุ่นขึ้น รู้สึกสบายใจยิ่งกว่าครั้งใดๆ “ผมพยายามจะไปให้ถึงห้องทำงานมาั้แ่เก้าโมงเช้าแล้วแต่ก็ยังไปไม่ถึงสักที ต้องหยุดทักทายใครต่อใครไปตลอดทาง”
“ขนาดนั้นเชียวหรือคะ” ดิน่าถามยิ้มๆ
“ยิ่งตรงห้องโถงยิ่งแล้วใหญ่เลย”
“ที่จริง เช้าวันนี้เราควรจะเรียกประชุมพนักงานทุกคนแล้วก็ประกาศข่าวให้รู้ทั่วๆ กันเสียเลยยังจะดีกว่าแล้วค่อยปล่อยกลับไปทำงานอย่างน้อยเวลาก็ถูกใช้ไปในทางที่มีประโยชน์กว่านี้”
“นั่นสิ ความฉลาดมักจะมาทีหลังเสมอนะ ที่รัก” เชทเดินเข้ามาหาจุมพิตลงตรงนวลแก้มเบาๆ
“จริงค่ะ” ดิน่าออกจะเห็นด้วย เอื้อมมือขึ้นถอดแว่นตาออกพิจารณามันอยู่เป็ครู่ก่อนจะวางลงบนโต๊ะ “เอาละตอนนี้ก็รับรู้กันถ้วนทั่วทุกตัวคนแล้วและทุกคนเขาก็กำลังรอให้ฉันยื่นใบลาออกและแต่งตั้งคุณขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานแทน”ดิน่าจับตาดูปฏิกิริยาของเชทอย่างไม่รู้ตัว
“ผมหวังว่าคุณจะพูดเื่นี้กับพวกเขาอย่างตรงไปตรงมาเลยนะ” เชทตอบอย่างไม่ลังเล“ว่าเราสองคนร่วมมือกันทำงานด้วยดีมาโดยตลอดเพราะฉะนั้นไม่มีเหตุผลอะไรที่คุณจะต้องทำอย่างนั้น เพียงเพราะว่าเราจะแต่งงานกัน”
“นั่นก็เป็สิ่งที่ฉันคิดอยู่เหมือนกัน” ดิน่าตอบ
เชทเอื้อมมาจับไหล่ หมุนร่างเธอให้หันมาหาเขา
“เออ...เช้าวันนี้ ผมบอกคุณหรือยังนะว่าคุณสวยมากแค่ไหน”
“ยังค่ะ” มุมแก้มของเธอกดลึกลงเมื่อตอบเขาด้วยน้ำเสียงจริงจังเช่นที่เขาใช้กับเธอ “แต่บอกตอนนี้ก็ได้นะ”
“คุณเป็ผู้หญิงที่สวยมากจริงๆ นะที่รัก”
เขารั้งร่างเธอเข้ามาแนบอก โน้มร่างลงจุมพิตอย่างดูดดื่มแต่ทันใดเสียงเครื่องติดต่อภายในก็ดังขึ้นดิน่าเบี่ยงตัวออกจากอ้อมแขนของเขาในทันที เดินไปกดปุ่มเครื่องรับ
“คะ”
“คุณจาคอบ สโตนรออยู่ที่สายหนึ่งค่ะ” เสียงเอมี่ตอบมา
“ขอบใจ” ดิน่าเหลือบตามองไปทางเชท พร้อมกับไหวไหล่เบาๆ
“เจค สโตน...นั้นเขาเป็ทนายความประจำตระกูลแชนดเลอร์ไม่ใช่หรือเชทถาม
“ใช่” เธอพยักหน้ารับพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบหูโทรศัพท์ “บางทีเขาอาจจะมีธุระเกี่ยวกับเื่ทรัพย์สินของเบลคละมัง”
“ถ้าเช่นนั้นผมก็เห็นจะต้องกลับไปก่อน”
“ค่ะ คืนนี้ดินเนอร์ตอน 2 ทุ่มใช่ไหมคะ”
“ใช่ครัมผม” เขาหลิ่วตาให้ ทำท่าจะเดินออกไปจากห้อง
“คุณช่วยโทรศัพท์ไปหาคุณแม่แชนดเลอร์ แล้วก็บอกว่าฉันเชิญคุณด้วยก็แล้วกันนะคะ” พูดจบเธอก็กดปุ่มเครื่องรับตรงสายหนึ่ง
ดิน่าจับตามองตามร่างคู่หมั้นที่เดินออกไปจากห้องเพียงเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้แฮรี่ แลนเดอร์สได้สร้างความสงสัยให้เกิดขึ้นกับเธอว่าเชทอาจจะ้าแต่งงานกับเธอเพียงเพราะอยากจะได้ตำแหน่งในบริษัท แต่การปฏิเสธของเขาในเื่ที่จะก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งประธานของบริษัทได้ทำให้ความสงสัยทุกประการคลายลงและความไว้วางใจในตัวเขาก็บังเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
“เฮลโล...สวัสดีค่ะ คุณสโตน” ดิน่ากรอกเสียงลงไปในสาย
“สวัสดีครับ คุณนายแชนดเลอร์สบายดีหรือครับ”เสียงห้วนห้าวดังมาจากปลายสาย
“สบายดีค่ะ ขอบคุณ”
เมื่อถึงปลายสัปดาห์ ความตื่นเต้นเกี่ยวกับข่าวคราวการหมั้นหมายระหว่าง ดิน่า แชนดเลอร์ กับ เชท สแตนตัน ก็คลายลงการทำงานเริ่มเข้าสู่ภาวะปรกติเช่นที่เคยเป็มาอีกครั้งบรรยากาศที่มีความกดดันเนื่องจากข่าวดังกล่าวนี้ ได้ค่อยคลายลง
แต่กระนั้นเมื่อเช้าวันเสาร์ที่มาถึงดิน่าซึ่งตื่นขึ้นพร้อมกับแสงแรกของดวงอาทิตย์ ก็ไม่อาจจะหลับตาลงนอนต่อได้ในที่สุด เธอก็เลิกล้มความพยายาม ลุกขึ้นจากที่นอนและลงมือแต่งตัวด้วยกางเกงขายาวกับเสื้อสีขาวสวนทับด้วยสเวตเตอร์คอปิดสำหรับสมาชิกคนอื่นๆ ที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ซึ่งได้แก่นอร์ม่า แชนดเลอร์กับแม่บ้านที่ชื่อเดียเดร ยังนอนหลับกันอยู่
หลังจากที่เบลคได้หายสาบสูญไปเป็เวลาถึง 2 ปีครึ่งทั้งดิน่าและมารดาของเขาก็มีความเห็นพ้องต้องกันว่ามันเป็การไม่สมควรที่จะต้องแยกบ้านกันอยู่โดยเฉพาะเมื่อวันเวลาแห่งการมีความทุกข์ร่วมกันได้ยืดออกไปเป็สัปดาห์และเป็เดือนเช่นนี้ ในที่สุดดิน่าก็ได้ให้ผู้อื่นเข้ามาเช่า่อพาร์ตเม้นท์ของเธอและย้ายออกมาอยู่ร่วมบ้านกับมารดาของเขา
เธอเคยคิดว่า การกระทำเช่นนั้นจะช่วยให้คลายความเหงาลงและช่วยขจัดความหวาดหวั่นลึกๆ ที่อยู่ในใจได้แต่ดูเหมือนมันจะมิได้เป็ไปเช่นที่คิดไว้ ดิน่าได้ใช้เวลาส่วนตัวของเธอไปมากในการปลุกปลอบใจคุณแม่แชนดเลอร์ อันเป็สรรพนามที่เธอเรียกมารดาของสามีแต่ทว่าเธอกลับได้รับการปลอบใจจากสตรีสูงอายุผู้นี้น้อยมาก
แต่กระนั้น ก็นับว่าเป็การเตรียมการที่เหมาะสมมีทั้งที่กินที่นอนและอาหารแต่ละมื้อก็มีผู้จัดเตรียมให้ไว้และเมื่อเธอต้องทุ่มเทเวลาทั้งหมดรวมทั้งพลังกายพลังใจลงไปในงานเพื่อให้บริษัทสามารถดำเนินการต่อไปได้การมาอยู่ร่วมกันจึงเป็เื่ที่เหมาะสมอย่างยิ่ง
ขณะนี้ ยามที่เธอกำลังจรดปลายเท้าย่องออกจากบ้านในขณะที่ท้องฟ้าเริ่มจะสางดิน่าบังเกิดความปรารถนาอย่างรุนแรงที่จะได้อยู่ตามลำพังในบ้านของตนเองซึ่งเธอสามารถจะเดินเข้าไปในครัว จัดอาหารเช้าให้กับตัวเองโดยไม่ต้องรู้สึกว่ากำลังล่วงล้ำเข้าไปในสิทธิของผู้ใดและเดียเดรก็ออกจะเป็แม่บ้านที่หวงครัวของเธออยู่มาก
เธอค่อยๆ ปิดประตูอย่างแ่เบา หยุดฟังเสียงกุญแจที่ล็อกกลับเข้าที่เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงได้เดินตรงไปทางรถวิ่งซึ่งมีปอร์เช่สีขาวคันหนึ่งจอดอยู่ แต่ขณะเดียวกันจากภายในตัวบ้านเธอได้ยินเสียงกริ่งโทรศัพท์กรีดก้องขึ้นอยู่ในท่ามกลางความเงียบของรุ่งอรุณสีชมพู
ดิน่าชะงักฝีเท้าลงเปิดกระเป๋าถือค้นหากุญแจที่จะเปิดประตูกลับเข้าไปในตัวบ้านซึ่งไม่ใคร่จะได้เอาออกมาใช้เพราะมักจะมีใครคนใดคนหนึ่งคอยเปิดประตูให้เธออยู่เสมอ
แต่ก่อนที่เธอจะพบกุญแจดอกนั้น ปรากฏว่าเสียงโทรศัพท์ได้เงียบลงแล้วเธอยังหยุดรออยู่เพื่อจะรอฟังว่ามันจะกริ่งเรียกขึ้นอีกหรือไม่แต่อาจจะมีใครสักคนในบ้านตื่นขึ้นและรับสายแล้วก็ได้ ไม่เช่นนั้นผู้ที่อยู่ทางปลายสายก็อาจจะเรียกมาใหม่ในตอนสายกว่านี้
เธอรีบสาวเท้าก้าวเดินตรงไปยังรถคันนั้น เอาประทุนลงก่อนที่จะก้าวขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัยและสตาร์ทเครื่องหลังจากที่แวะซื้อโดนัทกับกาแฟใส่กระติกเรียบร้อยแล้วเธอก็ขับรถผ่านย่านธุรกิจที่เงียบสงัดไป
ละไอหมอกยามเช้าที่คละเคล้าอยู่ในสายลมอ่อนล้อเล่นอยู่กับเรือนผมดิน่าสลัดศีรษะไปมาเพื่อให้ปลายนิ้วอันเยือกเย็นของมันผ่านเข้าไปในปอยผมที่สลวยงามปานเส้นไหมดวงตาคู่สีฟ้าหรี่ลงเหมือนจะตัดสินใจก่อนที่จะเลี้ยวรถปอร์เช่คันนั้นลงจากถนนหลวงสายที่จะผ่านไปยังสำนักงานและมุ่งหน้าไปยังชายหาดที่แสนสงบในยามเช้า
เธอทรุดตัวลงนั่งบนขอนไม้ท่อนหนึ่ง จับตาดูดวงตะวันที่ค่อยๆ ลอยสูงขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือเกาะโร๊ดไอร์แลนด์ระลอกคลื่นวิ่งไล่ทยอยกันเข้าหาฝั่งเสียงน้ำสาดเซาะอยู่กับพื้นทราย ไกลออกไปพื้นน้ำเป็ประกายราวอาบไว้ด้วยสีทองเมืองนิวปอร์ทแห่งนี้ตั้งอยู่บนเกาะ โร๊ดไอร์แลนด์ซึ่งชื่อของรัฐก็ตั้งชื่อตามเกาะแห่งนี้
เศษโดนัทหลายชิ้นถูกโยนให้กับนกนางนวลที่พาพวกมาจับปลาหากินอยู่ในบริเวณนั้นเสียงกรีดร้องบอกกล่าวของมันดังก้องอยู่ในความเงียบ ที่เงียบสงัดเต็มไปด้วยสันติบุคคลที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดก็คือ คนหาปลา ซึ่งพอจะมองเห็นร่างของเขาได้แม้จะไม่เห็นหน้าตาชัดเจนนักมันเป็่เวลาที่ดิน่าคิดอะไรต่อมิอะไรได้อย่างมากมายแต่พอลุกขึ้นจากที่นั่งเพื่อจะกลับ ก็ลืมเื่ที่คิดไว้จนหมดสิ้น