บทที่ 20 ไม่คู่ควร (รีไรท์)
“ไปทานข้าวด้วยกันก่อนสิ” หลิวไป๋ฮวาเอ่ยออกมาอย่างชักชวน แม้จะรู้ดีว่าสถานการณ์ในตอนนี้นั้นเป็เช่นไร ในขณะที่ริมฝีปากอวบอิ่มคลี่ยิ้มออกมาโดยที่ดวงตาก็ยังคงจับบจ้องไปยังเสี้ยวหน้าของต้าเหิวนโหร่ว มือเรียวเล็กยังคงเกาะกุมท่อนแขนแกร่งของอีกฝ่ายเอาไว้เช่นนั้น
ใบหน้าสวยฉาบไปด้วยความเป็กังวลอีกครั้ง แต่กลับไม่มีทีท่าว่าเขาจะยอมอ่อนข้อหรือหันกลับมาพูดคุยกันดี ๆ เลยแม้แต่น้อย สิ่งที่หลิวไป๋ฮวากำลังทำในตอนนี้มันน่าอายเกินไปหรือเปล่า ถึงแม้จะไม่อยากปล่อยอีกฝ่ายไป แต่นั่นก็คงจะเป็เพียงความ้าที่มาจากเธอเพียงฝ่ายเดียว
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอได้รับท่าทีราวกับชิงชังเช่นนี้ของต้าเหวินโหร่ว แต่กลับเป็ครั้งแรกที่เธอรู้สึกเจ็บแปลบอญุ่ไม่น้อย เพราะถึงแม้จะมีโอกาสย้อนเวลากลับมาแก้ไข แต่ก็ไม่อาจลบล้างความเกลียดชังที่อยู่ในใจเขาได้เลย
ต่างจากต้าเหวินโหร่วโดยสิ้นเชิง ดูเหมือนต่างฝ่ายต่างเข้าใจผิดไป ยิ่งมาเจอสถานการณ์ที่พานให้คิดไปเช่นนั้น ชายหนุ่มไม่มีความเกลียดชังใดต่อหลิวไป๋ฮวา เขาเพียงคิดว่าตัวเขานั้นไม่มีสิ่งใดที่คู่ควรกับเธอเลย ยิ่งคนคนนั้นที่คอยแวะเวียนมาหาหญิงสาว ยิ่งทำให้เขามองเห็นความแตกต่างระหว่างเราชัดเจนยิ่งขึ้น
เสื้อผ้าดี ๆ ที่เขาไม่มีวันได้สวมใส่ รถยนต์ราคาแพงที่เขาไม่มีวันได้ใช้ หรือแม้แต่ของกินมีราคาก็คงไม่มีวันได้ลิ้มลอง ใช้ชีวิตอยู่กับเขาก็มีแต่จะอดอยาก
ต้าเหวินโหร่ว คิดอะไรที่มันเกินเอื้อมไปหรือเปล่า เก็บสะสมเงินที่ได้จากค่าแรงในแต่ละวันอย่างนั้นเหรอ แล้วอีกกี่ชาติล่ะเขาถึงจะร่ำรวย มีเงินทองใช้ไม่ขาดมือ อีกกี่ชาติที่เขาจะทำให้ครอบครัวไม่ต้องเผชิญอยู่กับความลำบากเช่นนี้กัน?
“เหวินโหร่ว” เสียงเล็กยังคงเอ่ยเรียกเขาอย่างแ่เบา
มือใหญ่ค่อย ๆ ดึงมือของหลิวไป๋ฮวาออกจากการเกาะกุมด้วยความระมัดระวัง การกระทำของชายหนุ่มยิ่งตอกย้ำความเจ็บช้ำที่ก่อตัวขึ้นมาภายใต้ความรู้สึกของหญิงสาวได้อย่างชัดเจน แม้ตัวต้าเหวินโหร่วจะมีความรู้สึกให้หลิวไป๋ฮวามากเพียงใด แต่เขาก็ไม่อาจเห็นแก่ตัวเหนี่ยวรั้งเธอให้มาพบเจอกับความยากลำบากเช่นนี้ได้
“ผม…ไม่หิว” เป็น้ำเสียงแ่เบาที่เอื้อนเอ่ยปฏิเสธออกไป
“แต่อย่างน้อยก็เข้าไปนั่งพักให้หายเหนื่อย แล้วค่อยเดินทางต่อเถอะ” แต่ถึงเช่นนั้น หลิวไป๋ฮวาเองก็ไม่ได้คิดจะลดละความพยายาม
“หรือ…อาจจะเข้าไปดื่มน้ำก่อนสักแก้ว” เธอยังคงพยายามหาข้ออ้างเพื่อเอ่ยรั้งชายหนุ่มเอาไว้อยู่เช่นนั้น แต่คำกล่าวรั้งก็ล้วนถูกปฏิเสธเช่นกัน
“หรืออาจจะ…”
“พอเถอะ” ต้วเหวินโหร่วเอ่ยขัดขึ้นโดยไม่รอให้เธอพูดจบ
หลิวไป๋ฮวาที่เห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่ปฏิเสธกันเช่นนั้นก็ถอนหายใจออกมาเสียงดัง คำกล่าวมากมายที่จะร้องขอให้เขาอยู่ต่อนั้นจบลงเพียงแค่ต้าเหวินโหร่วเอ่ยถ้อยคำเช่นนั้นออกมา หลิวไป๋ฮวาเม้มริมฝีปากแน่นอย่างพยายามขบคิดว่าควรจะทำอย่างไร
อย่างไม่อยากจะเห็นสีหน้าของต้าเหวินโหร่วที่อาจจะมองมาด้วยความรังเกียจ เขาเอ่ยปฏิเสธออกมาทุกอย่างเช่นนั้น ทำไมเธอถึงยังไม่เลิกดื้อด้านเสียทีหลิวไป๋ฮวา
“แต่…”
“ไป๋ฮวา!” โจวอี้หานเอ่ยเรียกหญิงสาว สายตาที่มองไปยังคนทั้งสองนั้นเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจอย่างถึงที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้เดินเข้าไปก้าวก่ายอะไร เขาเพียงแค่ไล้สายตามองต้าเหวินโหร่วอย่างพิจารณาเพียงเท่านั้น
สายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล บัดนี้หันกลับไปมองโจวอี้หานเพียงชั่วครู่ แต่ถึงอย่างนั้นหลิวไป๋ฮวาก็ยังยืนหยัดอยู่ที่เดิม
“เขารอนานแล้ว…คุณไปหาเขาเถอะ” แม้จะไม่มีถ้อยคำที่เอ่ยผลักไสกันตามตรง ทว่าความหมายก็ชี้ชัดว่าต้าเหวินโหร่ว้าเช่นนั้น
“แล้วคุณล่ะ คุณจะไม่เข้าไปในบ้านฉันก่อนจริง ๆ เหรอ” เป็ประโยคที่กว่าจะกลั่นออกมาเรียบเรียงเป็คำพูดนั้น เธออยากจะเอ่ยรั้งเขาใฟ้มากกว่านี้ แต่ครั้นที่เห็นสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความอึดอัด ก็กลับอ้าปากรั้งเขาไม่ออก
“เขา…อุตส่าห์มาจากเมืองหลวง เพื่อมาหาคุณโดยเฉพาะ ผมคงไม่กล้าเสนอตัวเข้าไปขัดคอหรอก” มือแกร่งกำเข้าหากันแน่นในทุกครั้งที่ต้องฝืนเอ่ยในสิ่งที่เขาไม่ได้้า
“...ผมแค่จะกลับไปยังพื้นที่ของผม ที่ที่ผมควรอยู่”
“ไม่ใช่…” ทำไมต้าเหวินโหร่วถึงต้องแบ่งชนชั้นกันเช่นนั้น ทั้งที่เธอไม่ได้คิดว่าอีกฝ่ายจะต่ำต้อยอะไรเลยแม้แต่น้อย ทำไมถึงต้องคิดว่าตัวเองไม่เหมาะสมที่จะอยู่ตรงนี้ ตรงพื้นที่ที่เธอสามารถเข้าใกล้ และมองเห็นเขาได้โดยที่ไม่ต้องกวาดสายตาหา ทำไมต้าเหวินโหร่วถึงพยายามตีตัวออกห่างเธอเช่นนั้นกัน ทำไมถึงเป็แบบนั้น
ไร้ปัญญาที่จะเหนี่ยวรั้งชายหนุ่มเอาไว้อีกแล้ว ไร้ปัญญาที่จะทำให้เขาไม่หายไปไหน
“แล้วพรุ่งนี้ล่ะ เหวินโหร่ว!”
“พรุ่งนี้จะได้ไปเที่ยวงานชิวอิกด้วยกันหรือเปล่า!” หลิวไป๋ฮวาะโออกไปสุดเสียง มองอีกฝ่ายด้วยสายตามีความหวัง ทว่ากลับไร้ซึ่งคำตอบ สิ่งที่เห็นคือแผ่นหลังกว้างของต้าเหวินโหร่วที่เดินห่างออกไปไกลแล้ว การที่เขาไม่ตอบคำถามเธอเช่นนี้เป็เพราะไกลเกินกว่าจะได้ยิน หรือเป็เพราะต้าเหวินโหร่ว จงใจที่จะไม่ตอบคำถามนี้กันแน่
ั์ตาสีน้ำตาลอ่อนกดต่ำลง ใบหน้าฉายชัดความเศร้าออกมา เธอไม่เข้าใจว่าทำไมต้าเหวินโหร่วถึงต้องคอยปฏิเสธเธอทุกครั้ง
หญิงสาวถอนหายใจออกมาอย่างจำยอม เพราะถ้าหากมัวแต่รั้งเขาเช่นนั้น ก็พานจะสร้างความอึดอัดใจให้กับต้าเหวินโหร่ว ก่อนที่หลิวไป๋ฮวาจะก้าวเท้ากลับไปยังโจวอี้หานที่ยังคงรออยู่ด้วยความเชื่องช้า จิตใจของหญิงสาวในตอนนี้ได้ลอยตามติดต้าเหวินโหร่วไปเสียแล้ว
“ไป๋ฮวา เป็อะไรไป ทำไมตีหน้าเศร้าแบบนั้นกัน หรือโดนใครหักอกมางั้นเหรอ” โจวอี้หานเอ่ยออกมาอย่างหยอกล้อ กระทั่งหลิวไป๋ฮวาที่ได้ยินเช่นนั้นก็ตีหน้าบึ้งใส่ชายหนุ่มไปทันที เธอหันไปดึงกิ่งไม้แถวนั้น ก่อนจะย่างสามขุมเข้าไปหาโจวอี้หานด้วยท่าทีขึงขัง
ทั้งยังง้างไม้ขึ้นสูงจนชายร่างกำยำที่เห็นเช่นนั้นเบิกตากว้างในทันที ชายหนุ่มรีบวิ่งหนีอีกฝ่ายรอบรถยนต์ของตน โดยที่มีหลิวไป๋ฮวาวิ่งกวดไล่หลังเขา เพื่อหมายจะฟาดไม้ใส่โจวอี้หานที่กล้าล้อเลียนเธอเช่นนี้
“นี่! หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะอี้หาน!” เธอส่งเสียงเรียกอีกฝ่ายดังลั่น ทั้งยังชี้ไม้ใส่หน้าอีกฝ่ายด้วยสายตาคาดโทษ
“นี่ ผมไม่ใช่คนไม่สมประกอบสักหน่อย ที่จะหยุดให้คุณฟาดไม้ใส่น่ะ” ชายหนุ่มเอ่ยออกมาอย่างไม่คิดยอมแพ้ด้วยเช่นกัน ก่อนที่คนทั้งสองจะวิ่งไล่กันเช่นนั้นจนเสียงโวยวายที่ดังลั่นเรียกสายตาจากชวบ้านที่เดินผ่านไปผ่านมาได้เป็อย่างดี
“ก็ไม่ใช่เด็ก ๆ กันแล้ว มาเล่นไล่จับอะไรกันอีก” ชาวบ้านพึำพำเสียงเบา ก่อนจะส่ายหน้าพึมพำไปมาให้กับคนทั้งสองที่วิ่งไล่กันเหมือนคนไม่รู้จักโต
“แล้วผู้ชายคนนั้นที่ไป๋ฮวาวิ่งไล่เป็ใครกันล่ะ” ชาวบ้านอีกคนที่เดินเข้าามาสมทบเอ่ยออกมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ฉันจะไปรู้เหรอ ฉันไม่ได้มีนิสัยสอดเื่ชาวบ้านแบบแกนะ”
“อ้าวเหรอ ก็เห็นแกแอบแส่เื่ชาวบ้านอยู่ก็นึกว่ารู้จักว่าผู้ชายคนนั้นเป็ใคร”
“วะ นังนี่ปากดีไม่น้อยเชียว” หญิงชาวบ้านทั้งสองคนต่างถกเถียงกันไปมาเสียงดัง อย่างไม่แพ้เสียงของหลิวไป๋ฮวาและโจวอี้หานเลย