ตอนที่ 24
ฟาเอลเพิ่งจะสร้าง์ขึ้นมาบนโลก
หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาหลังจากทำการยึดบัลลังก์ ข้าพบว่าตนเองได้กลายเป็าาที่ถูกลอบปลงพระชนม์บ่อยที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ข้าควรจะเล่าก่อนสินะว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากวันที่ข้าบุกเข้าปราสาท แน่นอนว่าในการต่อสู้ครั้งนั้น อาณาจักรได้สูญเสียนักสำรวจที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรไปถึงสองคนในเวลาเดียวกัน และปิดตำนานห้านักสำรวจที่แข็งแกร่งที่สุดลงด้วยฝีมือของลูซิส แมวปีศาจบ้าเืที่ฆ่าคนไปเกือบสามร้อยคนภายในเวลาแค่วันเดียว หนึ่งในนั้นคือท่านเนียเรส ข้าแทบไม่กล้ามองร่างไร้ิญญาของนางด้วยซ้ำ ความรู้สึกผิดถูกข้าโยนทิ้งลงไปในส่วนลึกของจิตใจ ข้าเดินหน้าต่อตามคำแนะนำของฟาเอลเพื่อใช้อำนาจทำอะไรๆให้มันถูกต้อง
อันดับแรกข้าได้ใช้ความหวาดกลัวปกครองกองทหารที่ยังรอดชีวิต และออกข่าวป่าวประกาศถึงการขึ้นครองราชของข้าผู้ที่เคยเป็ชนชั้นต่ำ เหล่าขุนนางทำการต่อต้าน ในขณะที่เหล่าชนชั้นล่างทั้งหมดต่างให้การสนับสนุน ฟาเอลบอกกับข้าว่าประชากรชั้นต่ำมีอยู่จำนวนมากภายในประเทศ เท่านี้ก็เท่ากับเราได้การยอมรับจากผู้คนครึ่งอาณาจักรแล้ว ที่เหลือก็แค่ทำให้พวกชนชั้นกลางตัดสินใจมาอยู่ภายใต้การปกครองของเรา และเพื่อการนั้นเราก็ต้องแสดงให้ประชาชนเห็นว่าหากเลือกที่จะเป็ศัตรู มันจะมีจุดจบเช่นไร
ข้านึกว่ามันจะมีการนองเื แต่เปล่าเลย สิ่งที่ฟาเอลสั่งให้ข้าทำคือฉีกกฏเกี่ยวกับชนชั้นทิ้งและเลือกตรากฏหมายขึ้นมาใหม่ หลังจากนี้เป็เื่เกี่ยวกับการปกครองที่ข้าไม่เข้าใจใดๆทั้งสิ้น ซึ่งฟาเอลอาสาจะเป็คนจัดการเอง เขาดูมีความสุขกับการได้วางระบบใหม่ๆให้แก่อาณาจักร โดยยึดพื้นฐานที่ว่า “เราจะให้คุณค่าผู้คนผ่านผลงานและความสามารถของเขา”
ซึ่งสำหรับข้า นั่นมันฟังดูดีทีเดียว สตรีชนชั้นล่างหลายคนมีร่างกายที่แข็งแรงกำยำเฉกเช่นพวกผู้ชาย แต่พวกนางกลับถูกใช้งานในฐานะแรงงานทาสแทนที่จะเป็ทหารกล้าหรือไม่ก็นักสำรวจ
ฟาเอลได้เริ่มเปลี่ยนแปลงชนชั้นปกครองใหม่ยกเซ็ท แน่นอนว่าจะต้องมีการต่อต้านจากกลุ่มอำนาจเก่า นักฆ่าถูกส่งมาหาข้าวันละเกือบยี่สิบคน แน่นอนว่าทุกคนโดนลูซิสในร่างแมวที่เหมือนจะหิวเืเป็ทุนเดิมอยู่แล้วตะครุบจนจมกองเืไปทุกราย พักหลังๆจำนวนนักฆ่าก็เลยน้อยลงบ้าง แต่ก็มีอย่างน้อยๆวันละ 5 คนอยู่ดี
ผ่านไปสี่วัน ข้าก็เริ่มได้ยินข่าวไม่ดีมากมายเกี่ยวกับตัวเอง ข้าถูกผู้คนเรียกขานว่า ราชินีสีโคลน แต่ข้าก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก ถ้าเทียบกับเื่ดีๆที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยความปรารถนาของข้าเอง ข้าขอร้องให้ฟาเอลช่วยแก้ปัญหาเื่ที่สตรีโดนกดขี่ในประเทศแห่งนี้ ซึ่งฟาเอลก็ตามใจข้า
นั่นจึงทำให้เพื่อมีการก่อตั้งสภาผู้แทนประชาชนขึ้น เกินครึ่งจากทั้งหมดจึงเป็ผู้หญิง ซึ่งทุกคนกล่าวเป็เสียงเดียวกันว่าสิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แน่นอนว่าก็จะมีเสียงค้านพร้อมกับคำดูถูกดูแคลนจากเ้าพวกผู้ชายน่าสมเพช โดยในหัวข้อโต้แย้งก็จะเต็มไปด้วยถ้อยคำที่มีแต่อคติเหมารวมพวกเราเอาเองทำนองว่า “พวกผู้หญิงน่ะมีจิตใจอ่อนแอ ไม่เข้มแข็ง ไม่เหมาะกับการตัดสินใจใดๆทั้งสิ้น” หรือไม่ก็ “สตรีน่ะมีหน้าที่เพียงแค่ให้กำเนิดบุตรและเลี้ยงดูเด็กๆเท่านั้น พวกนางไม่ควรจะได้รับเกียรติให้เข้าร่วมสภาการปกครอง”
แน่นอนว่าตอนนี้ข้าเป็คนคุมกฏ ด้วยคำแนะนำของฟาเอล ข้าได้ร่างกฏหมายสำคัญขึ้นมาว่าการดูถูกผู้หญิงเป็เื่ต้องห้าม หลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้าแย้งเช่นนั้นอีก ข้าเริ่มได้รับการยอมรับจากเหล่าสตรีขึ้นเรื่อยๆตามนโยบายต่างๆเกี่ยวกับชีวิตความเป็อยู่ของสตรีที่ดีขึ้นตามลำดับ พวกนางได้รับสิทธิเท่าๆกับพวกผู้ชาย ถึงฟาเอลจะพูดบางครั้งว่าตอนนี้มากกว่าแล้ว แต่ข้าก็ยังรู้สึกว่ามันน้อยไปอยู่ดี
แล้วก็เื่ดีๆอีกเื่หนึ่งที่ฟาเอลคิดขึ้นมาและข้ารู้สึกว่านั่นเป็เื่ที่แสนวิเศษก็คือกฏหมายมากมายที่เพิ่มความเท่าเทียมในอาณาจักร เขาได้ยกเลิกระบบชนชั้นทั้งหมดและตรากฏหมายว่าใครก็ตามยิ่งร่ำรวยก็ยิ่งต้องเสียภาษีมากตามสัดส่วนทรัพย์สิน กฏหมายเกี่ยวกับการกระจายงานสู่อดีตชนชั้นต่ำ และการพัฒนาความเป็อยู่ของผู้คนขอบกำแพง และเมื่อผ่านมาครบสองอาทิตย์ ทุกอย่างก็เหมือนจะลงตัวสุดๆ อาณาจักรเปลี่ยนแปลงไปจนข้ารู้สึกว่ามันน่าอยู่ขึ้นกว่าเดิมหลายร้อยเท่า อีเรเมียเองก็ได้รับการรักษาโดยการใช้ตราอัญเชิญสะกดจิตและทำให้นางค่อยๆลืมเื่ราวร้ายๆในอดีตไปทีละเื่ทีละเื่ ข้ารู้สึกเหมือนตัวเองได้รับรางวัลจากการฝ่าฟันความเ็ปอย่างหนัก ในใจลึกๆข้าอยากให้ท่านแม่อยู่ด้วยและชื่นชมความสำเร็จของเรา
ทว่าในตอนนั้นเองที่ข้าได้รับแจ้งเื่ทรัพยากรณ์คงเหลือของอาณาจักรที่น่าจะมีไม่เพียงพอให้พวกเราอยู่รอดไปได้ถึงสามเดือนข้างหน้า แม้ที่ทำการกิลด์จะถูกฟื้นฟูกลับมาแล้ว แต่ความเสียหายของกองกำลังนักสำรวจก็หนักหนาเกินไป นักสำรวจส่วนใหญ่ลาออก ฟาเอลบอกว่านี่คือข้อเสียของสังคมที่มีสงบสุขมากจนเกินไปคือทุกคนเลิกที่จะพยายามดื้นรนกันแล้ว
“ข้าควรจะทำยังไงดี” ข้าหันไปถามเ้าเหมียวฟาเอลที่พึ่งเปลี่ยนร่างมาจากอาเธอร์ มันมองข้าด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายความกระตือรือล้น
“เราจะฆ่ามหาดันเจี้ยนกัน” ฟาเอลตอบ ข้าขมวดคิ้ว
“หมายความว่ายังไง ที่ว่าฆ่าน่ะ” ข้าถาม
“ก็ตรงตามตัวเลยเหมียว เราจะฆ่ามัน” ฟาเอลฉีกยิ้มแบบแมว
“ข้าไม่เข้าใจ เราจะฆ่ามันได้ยังไงก็ในเมื่อมันไม่ใช่สัตว์อสูรซักหน่อย”
“แต่ที่ข้าเห็น เ้านั่นมันเป็สัตว์อสูรนะ” ฟาเอลตอบ ข้าช็อก
“ม...ไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหม” ข้าเหงื่อตก
“ไม่นะฟีเชียร์ ข้าไมไม่ได้ล้อเล่นนะเหมียว” ฟาเอลตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ฟังยังไงก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันกำลังพูดเื่ที่ซีเรียสอยู่เลย “ข้าและทุกคนรู้สึกได้เหมือนกัน เ้ามหาดันเจี้ยนมันมีชีวิต…”
ข้ากลืนน้ำลายอึกใหญ่
“อ้อ! และที่สำคัญมันก็กำลังจะตื่นในเร็วๆนี้แล้วด้วย”
โปรดติดตามตอนต่อไป