เสียงปรบมือดังขึ้นเมื่อชายสูงวัยผู้เป็เ้าของบริษัทส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์อันดับต้นๆของประเทศไทยเดินขึ้นไปบนเวทีซึ่งคืนนี้ได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับลูกค้าคนสำคัญที่มาร่วมโปรเจกต์ใหญ่หลังจากนั้นก็มีการแจ้งข่าวสำคัญเื่ผู้บริหารคนใหม่ซึ่งก็คือลูกชายคนโตของเขาที่ฝึกงานจนเก่งพอจะบริหารงานแทนเขาได้พนักงานหญิงหลายคนต่างยิ้มเล็กยิ้มน้อยเมื่อผู้บริหารคนใหม่ขึ้นไปกล่าวบางอย่างบนเวที
“คุณแม่คะพี่ชายหนูนี่เสน่ห์แรงนะคะ”
“ลูกแม่สวยหล่อทุกคนนี่ลูก”หญิงสูงวัยที่แต่งตัวจัดเต็มทั้งชุดและเครื่องประดับราวกับตู้เพชรเคลื่อนที่ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“คุณพ่อคงไม่ให้หนูขึ้นไปนะคะหนูไม่อยากไปยืนฉีกยิ้มค่ะ”ไม่ทันไรหญิงสาวก็ถูกผู้เป็พ่อเรียกขึ้นไปบนเวที
“ลำดับต่อไปผมอยากให้ทุกท่านได้รู้จักกับลูกสาวของผมเพราะอนาคตต้องได้มาทำงานที่นี่บริหารงานกับลูกชายคนโต”
เสียงปรบมือดังอีกครั้งเ้าของร่างเพรียวในชุดเกาะอกสีขาวยาวเหนือหัวเข่าเล็กน้อยผมยาวถูกมวยอย่างสวยงามใบหน้าถูกแต่งแต้มจากช่างแต่งหน้าชื่อดังที่แต่งหน้าให้เหล่าดาราชื่อดังรวมถึงเหล่าคนมีชื่อเสียงในสังคม
“คุณน้องแต่งหน้าสวยมากเลยค่ะ”หญิงสูงวัยหันไปชมกับช่างแต่งหน้า
“ลูกสาวคุณท่านสวยอยู่แล้วแต่งนิดเดียวก็สวยค่า”เสียงของช่างแต่งหน้าสาวประเภทสองที่พูดจาเอาอกเอาใจลูกค้าอย่างออกหน้าออกตาเพราะค่าแรงสำหรับวันนี้มากกว่ารับงานทั่วไปถึงสองเท่าตัว
“สวัสดีค่ะหนูฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะเอาไว้เรียนจบคงได้เจอกันค่ะ” ร่างเพรียวยืนมองมาด้านล่างด้วยความอึดอัดหลายๆงานที่พ่อกับแม่ต้องบังคับให้ไปด้วยแล้วก็ต้องเจอกับผู้คนมากมายจนไม่เหลือความเป็ตัวเองบางครั้งหญิงสาวก็อยากหนีไปใช้ชีวิตแบบที่ไม่เคยใช้มาก่อนแต่ก็ได้คิดเพราะั้แ่โตมาชีวิตก็ถูกบงการและขีดเส้นทางเดินมาโดยตลอด
งานเลี้ยงจบลงด้วยความเรียบร้อยครอบครัวนักธุรกิจใหญ่ที่จัดงานเลี้ยงและจะมีนักข่าวคอยสัมภาษณ์เก็บภาพในงานเพื่อทำข่าวในวันรุ่งขึ้นธุรกิจที่เริ่มต้นจากการที่ประธานบริษัทเป็เพียงพนักงานในโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แต่อาศัยความขยันอดทนและซื่อสัตย์จนได้ไต่เต้าขึ้นมาเป็หัวหน้างานและสุดท้ายเขาก็ได้เป็เ้าของโรงงานนั้นด้วยตัวเองเพราะได้แต่งงานกับลูกสาวเพียงคนเดียวของเ้าของโรงงานซึ่งก็คือภรรยาคนปัจจุบันของเขานั้นเอง
หลายวันต่อมา
หญิงสาวรูปร่างเพรียวในชุดเดรสสายเดี่ยวผ้ายืดรัดรูปสีครีมกำลังเต้นกับเพื่อนๆแต่ด้วยสัดส่วนที่พอเหมาะพอดีมีแค่่เนินอกที่ล้นออกมาจากชุดที่สวมใส่ชุดเดรสผ้ายืดรัดรูปสีครีมอ่อนที่เข้ากับสีผิวทำให้มองแล้วดูดึงดูดสายตาใครบางคนที่กำลังเริ่มเมา
“อ๊ะ”มือเรียวเลื่อนไปมารอบหน้าท้องตัวเองพร้อมส่งเสียงร้อง
“อู้ว”ขาเรียวยกไปด้านหน้าสลับกับด้านข้าง
“ลินพอแล้วเมาอะไรวะใครใส่อะไรให้มันกินวะ”ศินีเพื่อนสาวคนสนิทมองไพลินด้วยความสงสัย
“ไม่รู้สิก็ต่างคนต่างกินแก้วใครแก้วมัน”เพื่อนอีกคนบอกแล้วก็หัวเราะลุกขึ้นยืนข้างโต๊ะกับไพลิน
“ยะฮู้”
“อ๊าอ๊ะ อ่า” ไพลินเต้นยั่วยวนราวกับนักเต้นมืออาชีพบนเวที สายตาที่แทบไม่ได้มองใครแล้วก็ยิ้มอยู่เพียงคนเดียว
“ไม่ใช่ล่ะมันต้องโดนสักตัวไม่งั้นไม่ทำท่าทางเอ๊กๆแบบนี้แน่”ศินีคว้าข้อมือของไพลินแล้วบังคับให้นั่งลงที่เก้าอี้
“ม่าย!จาเต้น!”
“แกเมาอะไรกันแน่ไม่ได้กินเยอะเลย”
“ม่ายรู้หอมๆเย็นๆกินแล้วอื๊ออ๊า อ๊ะร้อนปายโหมดเลย” ไพลินตอบพร้อมกับดึงสายเดี่ยวให้พ้นจากไหล่
“อย่าทำตัวแบบนี้แกมันเด็กเรียนเกียรตินิยมอันดับหนึ่งนะ”
“ทามมายเด็กเรียนเต้นม่ายด้ายหรืองายอ๊ะ!” ไพลินลุกยืนแล้วใช้มือเลื่อนไปมาบนเนินอกยั่วยวนศินีทำให้เพื่อนสาวหยิกที่แขนทันที
“แม่แกรู้ เื่ใหญ่แน่ ฉันจะพลอยตายไปด้วยสิหยิกสักสิบทีดีไหมจะได้มีสติ” ศินีพูดพลางหยิกที่แขนเพื่อนสาวทันที
“โอ๊ย!เจ็บ” ไพลินนั่งลงแล้วจิบเหล้าที่เหลือจนหมด
“มันเก็บกดที่ทุกคนคาดหวังกับมันมากจะทำอะไรก็เป็ความหวังของทุกคนไปหมด”เพื่อนอีกคนรีบพูดเสริมส่วนเพื่อนอีกห้าคนก็พยักหน้าเห็นด้วย
“จะมาเที่ยวก็ไม่ได้กลัวคนเห็นเอาไปฟ้องแม่จะกินเหล้าจะเต้นบ้างก็กลัวว่าดีแตก” เสียงเพื่อนสาวพูดเสริมขึ้นมา
“พอๆพวกแกไม่ต้องมายุยงส่งเสริมมันหรอกมันโตแล้ว อายุยี่สิบแล้วทำไรก็ทำไม่มีใครว่าหรอก”
“ศิแกรู้จากช้านมานานกว่าคนอื่นๆ แกก็รู้แม่ช้านเ้าระเบียบแค่ไหนไหนจะพี่ชายช้านอีก”ไพลินพูดพลางหยิบแก้วของเพื่อนอีกคนมา
“พอแล้วกินอะไรนักหนา”
“อยากมาวเบื่อชีวิต่นี้มากม่ายมีอารายตื่นเต้นเลย”
“มันอยากมีแฟนหรือเปล่าวะไม่เคยเห็นชอบใครเลย” เพื่อนอีกคนหันไปถามศินี
“เคยจะคบตอนอยู่ปีหนึ่งพาไปเจอแม่ไอ้บ้านั่นกลัวเลย แม่ยัยลินไม่ธรรมดานะเห็นว่ามองหัวจรดเท้าถ้าไม่รวยก็คือจบเลย”
“แอบคบเลยลินรอมีหลานเดี๋ยวก็ใจอ่อนเอง”
“ไม่ได้!เกิดมันเพี้ยนท้องขึ้นมางานงอกเลยนะ เรียนยังไม่จบเลยพวกแกนี่เมาแล้วก็ไร้สติ”ศินีรีบปรามเพื่อนอีกคน
ไพลินในวัยยี่สิบปีหญิงสาวที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีไม่ว่าจะกิริยาการพูดจาทุกอย่างเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้แต่เมื่อทุกอย่างถูกกดดันและปลูกฝังมาั้แ่เด็กความอยากรู้สิ่งใหม่ๆและสิ่งแปลกๆก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อไพลินเข้าเรียนมหาวิทยาลัยและเจอกับศินีกับกลุ่มเพื่อนๆ
“น่ากินชะมัด”ชายหนุ่มพูดพลางจิบเหล้าจนหมดแก้วสายตายังคงจดจ้องไปที่ไพลินอย่างไม่ละสายตา
“มองอะไรวะคนระดับแกต้องแอบมองผู้หญิงด้วยเหรอวะ”
“ไม่ได้แอบมองแต่ผู้หญิงคนนั้นสวยมาก ถูกใจมาก”
“ไอ้อัครแกนี่เว้นสักคืนก็ได้มั้งคิดว่าหล่อรวยแล้วจะเอาใครก็ได้เหรอวะดูอย่างเพื่อนแสนดีของแกสิไม่เคยทำตัวแบบแกเลยขนาดชวนมาเที่ยวนับครั้งที่มันมาได้เลยวะ”เนติพูดพลางนึกถึงหน้าเพื่อนอีกคนที่ทำแต่งานและอยู่แต่กับครอบครัว
“ช่างมันสิมันเคยบอกไม่ชอบเสียงดัง ส่วนเื่ผู้หญิงฉันไม่เคยบังคับใครแค่ถามแล้วโอเคก็ไปต่อได้เลย”
“รวยหล่อสาวแม่งก็ยอมหมดว่ะ เงินนี่ซื้อความสุขได้จริงๆ”เนติพูดด้วยความรู้สึกอิจฉาเพื่อนเล็กน้อยเพราะตนเป็แค่ผู้จัดการฝ่ายการตลาดส่วนอัครวิชช์นั้นเป็เ้าของโรงงานผลิตฟิล์มติดรถยนต์อันดับต้นๆของประเทศ
“เหมือนจะกลับกันล่ะฉันอยากไปต่อกับผู้หญิงที่เต้นเมื่อกี้”
“ก็ไปดิเดินไปบอกตรงๆ”เนติยิ้มแล้วก็จัดการเหล้าที่แก้วจนหมดส่วนเพื่อนคนสนิทก็ตรงไปยังจุดที่คิดว่าเป้าหมายต้องเดินผ่านไปอย่างแน่นอน
“เดี๋ยวก่อนสิ”อัครวิชช์เรียกเมื่อเป้าหมายเดินผ่านมาใกล้และกลุ่มเพื่อนๆก็เดินตามกันมาติดๆไพลินไม่ได้ยินเพราะมัวแต่มองโทรศัพท์มือถือก่อนจะแวะเข้าห้องน้ำส่วนอัครวิชช์ก็มาดักรอทางออกและก็ได้ผลเพราะไพลินมาเข้าห้องน้ำเพียงลำพังส่วนเพื่อนๆไปรออยู่ที่รถกันหมด
“โอ๊ะ”แขนเรียนปะทะที่แขนชายหนุ่มแปลกหน้าพร้อมกับอาการเซของร่างกายเล็กน้อย
“เดินดีๆสิคุณ”ชายหนุ่มรีบประคองอย่างรวดเร็ว
“ขอบคุณค่า”ไพลินยิ้มหวานราวกับรู้จักเขามาก่อน
“ไปครับว่าแต่ไปทางไหนดีล่ะ” เขายักคิ้วเล็กน้อยแล้วมองเนินอกที่ล้นออกมาโผล่เหนือชุดเดรสอย่างไม่ละสายตา
“เอ๊ะเพื่อนปายหนายหมด”
“ผมไปส่งไหม”เขายิ้ม
“ม่ายด้ายแม่ดุ”ไพลินยกมือโบกไปมา
“อย่างคุณนี่นะแม่ดุ”