ร่างที่คนกลุ่มนี้อุ้มอยู่ ที่แท้ก็เป็เพื่อนที่สนิทที่สุดของเซียวจิ่งหยวนขอทานที่เพิ่งกินเนื้อสุนัขด้วยกันเมื่อวาน ฟางเส้าไป๋นั่นเอง
“เกิดอะไรขึ้น...”
เซียวจิ่งหยวนมองแวบหนึ่งก็ร้อนรนเห็นได้ชัดว่าตอนนี้ฟางเส้าไป๋สลบไม่ได้สติ ใบหน้าแดงระเรื่อท่าทางไม่ค่อยสู้ดีนัก
“ท่านนักพรต รีบดูลูกพี่ไป๋เร็วเข้าเถอะ”
เมื่อเห็นเซียวจิ่งหยวนออกมาเหล่าขอทานก็ทำราวกับว่าเจอผู้ช่วยให้รอด พูดด้วยความกระวนกระวายใจ “ไม่รู้ว่าลูกพี่ไป๋เป็อะไร จู่ๆ ถึงกลายเป็แบบนี้เรียกอย่างไรก็ไม่ยอมตื่น”
เซียวจิ่งหยวนมุ่นคิ้วยื่นมือออกไปอย่างรวดเร็ว นิ้วทั้งห้าวางไว้บนข้อมือของฟางเส้าไป๋ ยังไม่ทันวัดชีพจรก็ััได้ถึงไอร้อนที่แผ่ออกมาจากิั
“อา...”
แวบเดียวเขาก็ต้องตกตะลึง รู้สึกตัวหนักอึ้ง
“ไม่จริง เป็ไปไม่ได้...”
เซียวจิ่งหยวนตั้งสมาธิและวิเคราะห์ชีพจรอีกครั้งทันใดนั้นเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าชีพจรของฟางเส้าไป๋ผิดปกติมากสถานการณ์เลวร้ายกว่าที่เขาคิด
เขาตัดสินใจอย่างรวดเร็วรีบโบกมือพลางกล่าวว่า “เร็ว อุ้มเขาเข้าไปในอารามก่อน”
คนข้างๆ ไม่กล้าชักช้าครู่เดียวฟางเส้าไป๋ก็ถูกนำมาไว้ในห้องนอน
ขณะเดียวกันเซียวจิ่งหยวนก็หยิบน้ำเต้าขนาดเท่าฝ่ามืออันหนึ่งออกมาจากลิ้นชักใต้โต๊ะภายในห้องเขาเทยาลูกกลอนเม็ดเล็กๆ สองเม็ดออกมาจากน้ำเต้าอย่างระมัดระวังแล้วยัดเข้าไปในปากของฟางเส้าไป๋
ยาลูกกลอนนี้ละลายในปากกลายเป็น้ำไหลลงคอฟางเส้าไป๋ไป
ยานี้อัศจรรย์ยิ่งนัก ไม่นานก็ออกฤทธิ์สถานการณ์ของฟางเส้าไป๋เริ่มดูคงที่ อย่างน้อยไอร้อนจากร่างกายก็ลดลงไปบ้าง
“ค่อยยังชั่ว..."
เมื่อเห็นเช่นนี้จึงมีคนดีใจจนะโโลดเต้นกันเป็ธรรมดา
“อย่าเพิ่งดีใจไป ยังไม่หายเลย”
เซียวจิ่งหยวนขมวดคิ้วเข้าหากันไม่คลายยาลูกกลอนในขวดน้ำเต้านี้เป็วิธีการลับของนักพรตเฒ่าที่เก็บรวบรวมวัตถุดิบยาหายากเอาไว้ไม่น้อยกลั่นออกมาด้วยความประณีต เป็สิ่งที่นักพรตเฒ่าให้เขาเก็บรักษาเอาไว้ตราบใดที่ยังไม่ตาย เพียงกินยาลูกกลอนนี้เข้าไปก็อาจรักษาลมหายใจเอาไว้ได้
แน่นอนถึงแม้ว่ายาจะดี แต่ก็ไม่ใช่ยาวิเศษในนิทานที่จะสามารถชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นขึ้นมาได้ ฟางเส้าไป๋ได้ยาลูกกลอนนี้ไป เพียงแค่ประคองอาการมิให้แย่ลงเท่านั้น
ยังไม่อาจหาสาเหตุของโรคได้จะหายได้อย่างไร
เซียวจิ่งหยวนสีหน้าเคร่งเครียด เขาจับชีพจรตรวจหาโรคอีกครั้งด้วยท่าทางจริงจังเคร่งขรึมครั้งนี้เขาฟังเสียงชีพจรอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็ออกอาการใ ทั้งกังวลทั้งโมโห
“พิษ... เขาได้รับพิษแน่ๆ “
“อะไรนะ ได้รับพิษรึ”
เสียงของคนรอบข้างดังขึ้นเป็ธรรมดาที่ทุกคนจะใ
“บอกมา สรุปแล้วมันเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่”
เซียวจิ่งหยวนผุดลุกขึ้นยืนสายตาคมกริบดุจใบมีดเผยให้เห็นแรงกดดันน่าสะพรึง
ทันใดนั้น คนรอบข้างสองสามคนก็รู้สึกว่าขาทั้งสองข้างอ่อนแรงอีกเพียงนิดเดียวก็แทบลงไปคุกเข่า
“ท่าน... ท่านนักพรตพวกเราไม่รู้จริงๆ...”
ใครสักคนกลืนน้ำลายลงคอแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ“เมื่อวานลูกพี่ไป๋หายไปทั้งวันพวกข้าก็นึกว่าเขาค้างที่นี่กับท่าน นึกไม่ถึงว่ายามห้า[1]...ยามห้าใช่หรือไม่”
“ใช่ ยามห้า”
คนข้างๆ กล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงร้อนรน“ยามห้าพวกเรายังนอนกันอยู่เลยแล้วลูกพี่ไป๋ก็เดินโซซัดโซเซกลับมา ไม่พูดไม่จาสักคำ จากนั้นก็สลบเหมือดไป พวกข้าคิดว่าเขามีอาการแปลกๆจึงรีบนำเขามาที่นี่”
ขอทานผู้หนึ่งอ้อนวอนเขา “ท่านอาจารย์ ความสามารถทางการแพทย์ท่านสูงส่งโปรดรีบช่วยลูกพี่ไป๋เร็วเข้าเถอะ”
เซียวจิ่งหยวนได้ยินดังนั้นคิ้วก็ยิ่งขมวดมุ่นยิ่งกว่าเดิม
เมื่อวานฟางเส้าไป๋กลับไปั้แ่หัวค่ำจากอารามเต๋าถึงในเมืองไม่ว่าจะช้าเท่าใดเวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็เหลือแหล่ ทว่าฟางเส้าไป๋ไม่ได้กลับไปรวมตัวกับคนอื่นๆ ในเมือง เพิ่งจะกลับมาเอาตอนยามห้า
เพียงคืนเดียวมันเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่
เซียวจิ่งหยวนสับสนมาก แววตาสั่นระริกทันใดนั้นเขาก็ยกแขนของฟางเส้าไป๋แล้วถกแขนเสื้อขึ้น
แววตาของเขาเบิกโพลง ลมหายใจเย็นเยียบประดุจน้ำแข็ง
บนแขนของฟางเส้าไป๋มีาแคล้ายร่องรอยการกัดของสัตว์มีพิษเนื้อแขนบวมแดงปนสีน้ำเงินอมดำ
“โอย...”
คนรอบข้างเห็นก็ใไปตามๆ กันพลางกล่าวด้วยความใ “พิษ ถูกพิษจริงๆ ใช่งูพิษกัดรึเปล่า”
“ไม่ใช่าแจากงูพิษ...”
เซียวจิ่งหยวนมีสีหน้าเคร่งเครียดเขาตรวจดูอย่างระมัดระวังอยู่ครู่หนึ่ง แววตาสั่นไหวเล็กน้อย รีบออกคำสั่งเด็ดขาด “พวกเ้าสองสามคนรีบไปต้มน้ำ จากนั้นก็ช่วยอาบน้ำเขาให้สะอาด...”
หลังจากออกคำสั่งไม่กี่คำเซียวจิ่งหยวนก็เดินออกไป หิ้วเอากระบุงและพลั่วขุดสมุนไพรเดินออกไปด้านนอก
“นักพรตเซียว ท่านจะไปที่ใดรึ”
มีคนผู้หนึ่งะโถามไล่หลังมาด้วยความร้อนรน
“เก็บสมุรไพรน่ะ…”
เมื่อรู้ว่าฟางเส้าไป๋ถูกพิษแน่แล้วก็คิดใคร่ครวญได้ง่ายขึ้นอย่างน้อยก็รู้ว่าจะใช้ยาอะไรให้ตรงกับอาการ
ลมก่อตัวขึ้นใต้ฝ่าเท้าพาร่างของเขาโจนทะยานไปยังูเาด้านหลัง
ตลอดเส้นทางเขารู้จักลู่ทางเป็อย่างดีเหมือนลิงที่คล่องแคล่วบนูเาที่คดเคี้ยวสูงชัน ถ้าเป็ยามปกติความเร็วของเขาคงไม่เร็วเท่านี้แต่ตอนนี้เขามีลมปราณไหลเวียนภายในกาย ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใดแม้ว่าจะตะลอนไปทั่วป่าเขามาแล้วพักใหญ่
ไม่นานเขาก็เข้าสู่ส่วนลึกของหุบเขามาถึงยอดผาที่สูงชัน
ยอดผานี้อย่างน้อยๆก็สูงหลายร้อยจั้งได้ ทั้งสองด้านเป็หุบเหวสูงชันอันตราย ทรงคล้ายกับคมขวานหินชะง่อนรูปร่างแปลกประหลาดผ่านการกัดกร่อนโดยกระแสลม แหลมคมดังมีด
ตอนนี้เป็่เช้าดวงอาทิตย์เริ่มขึ้นสูง ภายใต้หน้าผามีหมอกขาวเป็ชั้นๆ เคลื่อนตัวเชื่องช้าอ้อยอิ่งทำให้คนมองไม่เห็นเบื้องล่างว่าเป็อย่างไร หากมีผู้ใดพลาดพลั้งไม่ระวังจนหล่นลงไปร่างกายได้แหลกละเอียดไม่เหลือแม้แต่กระดูก กลายเป็เพียงก้อนเนื้อที่แหลกเหลวเป็แน่
เพียงแต่แม้ที่นี่จะอันตรายกลับมีวัตถุดิบล้ำค่าที่ยากจะพบได้อยู่มากมาย
ถ้าเป็เมื่อก่อนนี้หากเซียวจิ่งหยวน้าจะเก็บสมุนไพรจะต้องหา่เวลาดีๆ เข้ามา เวลาที่ดีที่สุดคือเที่ยงวันยามดวงอาทิตย์แผดจ้าหมอกด้านล่างจางลงแล้วถึงกล้าโรยตัวลงไป
แต่วันนี้ช่วยไม่ได้จริงๆ
หลังจากเลือกตำแหน่งที่มั่นคงจากหน้าผาสูงชันได้แล้วก็หยิบเชือกเส้นยาวออกมาจากกระบุงจากนั้นก็ผูกเข้ากับหินก้อนใหญ่ไว้เพื่อโรยตัวลงไปใต้ผา เมื่อเตรียมพร้อมแล้วเขาก็ไม่รีรอ รีบแบกกระบุงไว้บนหลัง โรยตัวลงผาอย่างระมัดระวัง
เซียวจิ่งหยวนเชี่ยวชาญเส้นทางเป็อย่างมากรู้ว่าตรงที่ใดมีจุดเหยียบ ไม่นานก็ลงไปลึกราวยี่สิบหรือสามสิบหมี่[2]แต่หน้าผาแห่งนี้เมื่อเข้าสู่จุดสามสิบหมี่จะถือว่าเข้าสู่เขตแดนลึกลับ
ตัวเขาห้อยต่องแต่งอยู่บนหน้าผาเชือกแกว่งไปมากลางอากาศน่าหวาดเสียว ถึงเขาจะจิตแข็งขนาดไหนก็ยังอดหวั่นใจไม่ได้ยังดีที่เชือกเส้นนี้ถูกทอมาเป็พิเศษจึงเหนียวกว่าปกติ
ยิ่งกว่านั้นตอนนี้หูตาของเขากว้างไกล ประสาทััรวดเร็วดั่งสายฟ้า สามารถสำรวจพื้นที่โดยรอบอย่างง่ายดายจึงเป็ธรรมดาที่เขาระบุตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ ดังนั้นตลอดเส้นทางที่ผ่านมาแม้จะเข้าไปในหุบเหวที่ปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกก็ไม่เจออันตรายใดๆ
หลังจากสำรวจอยู่นานเหลืออีกไม่กี่สิบหมี่ก็ถึงหุบเหวเบื้องล่าง แต่เซียวจิ่งหยวนพลันหยุดโรยตัวเนื่องจากค้นพบสิ่งที่เขา้าแล้วนั่นเอง
เขาหันไปเห็นร่องผาร่องหนึ่งห่างจากเขาไปไม่ไกล ภายในร่องมีพืชกอเล็กที่เติบโตอย่างเงียบๆ กอหนึ่ง พืชชนิดนี้ใบยาวประดุจผ้าแพรไหมดอกสีสันสดใส เมื่อสายลมพัดผ่านกลิ่นหอมประหลาดก็โชยมาแตะจมูกทำให้จิตใจของเขาเบิกบานอย่างน่าประหลาด
“เอื้องแพรดิน...”
เซียวจิ่งหยวนดีใจจนหุบยิ้มไม่อยู่
กล้วยไม้ชนิดนี้เติบโตบนผาสูงชันหนึ่งปีจะบานเพียง่ฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วงเท่านั้น เมื่อหมดฤดูกาลก็จะร่วงโรยเหลือเพียงรากที่ฝังอยู่ในดิน เมื่อฝนตกก็จะแตกยอดขึ้นใหม่อีกครั้ง
สิ่งสำคัญคือเอื้องแพรดินเป็ยาถอนพิษชั้นดี
เมื่อก่อนนักพรตเฒ่าก็ใช้เอื้องแพรดินกับยาในการรักษาชาวเขาที่ถูกงูพิษกัดจนาเ็ทำให้เขากลายเป็หมอเทวดาในสายตาของชาวเขา
ถึงแม้ว่าพิษที่อยู่ในร่างกายของฟางเส้าไป๋อาจจะไม่ใช่พิษงูแต่เอื้องแพรดินน่าจะใช้ได้ผล
เวลาไม่ค่อยท่าเซียวจิ่งหยวนเลิกลังเล ค่อยๆ ยื่นมือไปเก็บเอื้องแพรดินอย่างระมัดระวัง ณ เวลานี้หัวใจของเขาเต้นรัวแรงราวกับมีลางสังหรณ์อะไรบางอย่าง
กว่าเขาจะทันรู้ตัวงูสีเขียวเรียวยาวเหมือนตะเกียบตัวหนึ่งก็โผล่ออกมาจากกอกล้วยไม้อันอุดมสมบูรณ์ มันเลื้อยไวดุจสายฟ้าแยกเขี้ยวฉกพุ่งเข้ามาที่ใบหน้าของเขาอย่างรวดเร็ว
“อ๊าก...”
เซียวจิ่งหยวนใจนเหงื่อท่วมตัว ทันใดนั้นฝ่ามือก็อ่อนแรงเชือกพลันหลุดมือ ผล็อยหลุดร่วงตกไปยังอากาศว่างเปล่าเบื้องล่าง
เสียงลมหวีดหวิว หุบเหวสะท้อนเสียงกรีดร้องของเขาไปมายาวนาน
ผลจากการตกลงมาจากระดับความสูงหลายสิบหมี่สุดจะจินตนาการ...
‘จบสิ้นแล้ว’ ภายในหัวเซียวจิ่งหยวนมีความคิดดังกล่าวโผล่ขึ้นมาจากนั้นเขาก็รู้สึกร่างกายสั่นเทา ก่อนจะกระแทกอย่างแรงเข้ากับบางสิ่งนุ่มๆ ซึ่งช่วยลดทอนแรงกระแทกแต่ไม่ว่าจะนุ่มสักเท่าใดก็มีแรงสะท้อนกลับอยู่ดี
แรงกระท้อนกลับทำให้เ็ปไปทั้งร่างกายราวกับร่างจะแตกสลายการร่วงลงมาเช่นนี้ทำให้เขามึนงงไปหมด หลังจากที่งุนงงอยู่ครู่หนึ่งก็กลับมาได้สติอีกครั้งก่อนเงยหน้ามองสถานการณ์โดยรอบ
หลังจากที่มองไปรอบๆเขาก็ทอดถอนใจให้กับความโชคดีของตนเอง
เพราะเบื้องล่างของหุบเหวที่เขาตกลงมานั้นมีกิ่งไม้และใบไม้แห้งกองหนาเป็พะเนินอยู่กิ่งใบที่ทับถมกันจนเน่าเปื่อยชั้นแล้วชั้นเล่ากลายเป็บ่อโคลนตามธรรมชาติ และบ่อโคลนนี้ก็ทำให้เขารอดชีวิตมาได้
“ดวงแข็งจริงๆ ...”
เซียวจิ่งหยวนฉีกยิ้มเล็กน้อย แต่เมื่อขยับร่างกายก็เ็ปไปหมด ความรู้สึกรวดร้าวถาโถมเข้ามาจะยิ้มก็ยิ้มไม่ออกเท่าใดนัก
“เอ๋ นั่นอะไรน่ะ”
หลังจากพักได้ระยะหนึ่งปราณแท้ที่ไหลเวียนในร่างกายก็เยียวยาอาการาเ็ของเขาเซียวจิ่งหยวนที่อยู่ในบ่อโคลนลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเล แล้วเหลือบไปเห็นว่าที่ตีนผามีสิ่งของสีทองระเรื่ออยู่
สิ่งเล็กๆ มีขน ขดตัวเป็วงขนาดไม่ใหญ่มากนัก ขนสีทองระเรื่อส่องแสงเป็ประกาย ค่อนข้างแปลกตา
นี่มัน...หนูหรือ
เมื่อเซียวจิ่งหยวนมองเห็นชัดเจนก็ประหลาดใจเป็อย่างมาก...
[1] ยามห้า หมายถึง่เวลาตีสามถึงตีห้า
[2]หมี่ หรือ เมตร