ตอนที่6 ห้วงมิติพื้นที่
ภายในห้องนั่งเล่นบ้านสกุลกู่
ซูหนี่จัดท่านั่งลงตามปกติ เกริ่นคำแรกอย่างเ็าก็เข้าเื่มรดกทันที
“ตอนนี้หนูก็อายุ 18 ปีบริบูรณ์แล้ว ตามกฎหมาย หนูควรได้รับทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่พ่อแม่แท้ๆทิ้งไว้ให้ได้แล้วจริงมั้ยคะ?”
ประกายแสงเข้มข้นโฉบแล่นอยู่ภายในดวงตาของกู่กัวเฉิง แต่ถึงกระนั้น น้ำเสียงของเขาก็ยังคงรักษาความอ่อนโยนเช่นเดิมไว้ได้
“คงจะไม่ได้หรอก เราน่ะยังเด็กอยู่เลย…”
“แต่ตามกฎหมาย หนูนับว่าเป็ผู้ใหญ่แล้วนะคะ”
ซูหนี่เน้นย้ำคำว่า ‘กฎหมาย’ ซ้ำๆ หวังบีบบังคับอีกฝ่าย
แต่จู่ๆหลัวจุนฮวาที่ถูกสั่งกักบริเวณ ก็พลันโผล่พรวดเข้ามาในห้อง พร้ะคอกด่ากราดเสียงดังอย่างไม่พอใจ
“นังเด็กเวร นังคนอกตัญญู! อยากจะได้ที่ดินทรัพย์สมบัติของคนอื่น ถ้าแกมีปัญญาเอาไปได้ก็ลองดู! พวกเราเฝ้าเลี้ยงดูแกมาตั้งนานหลายปี ไม่รู้จักคำว่าสำนึกบ้างเลยรึไงนังโง่!”
กู่หวานหวานประคองร่างผู้เป็แม่มาด้วยใบหน้าเศร้าโศก ได้แต่ขมวดคิ้วเอ่ยถามกลับไปว่า
“พี่ซูหนี่ หรือพี่จะถูกสหายเซิ่งเต๋าอันคนนั้นเป่าหูมา? เขาไม่ใช่คนดีอย่างที่พี่คิดเลยนะ!”
ซูหนี่พ่นเสียงหัวเราะพร้อมเย้ยเยาะว่า
“เขาอุตส่าห์เสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยตัวเองแท้ๆ แต่กลับพูดออกมาได้ว่าเขาเป็คนไม่ดีนี่นะ?”
“…”
กู่หวานหวานถึงกับสะอึกไปชั่วขณะ ใบหน้าผลัดเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำ เธอตอบโต้กลับไปในทันทีอย่างไม่ขอทน
“หนี่หนี่ พี่แป็นอะไรไปน่ะ?”
ถึงคราวต้องเอาจริงเสียที ซูหนี่คร้านเกินกว่าจะมานั่งปั้นหน้าเล่นละครกับคนพวกนี้อีกต่อไปแล้ว
เธอตัดเข้าประเด็นฉับไว พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็าฟังดูห่างเหินไร้เยื่อไยว่า
“ฉันแค่้าโฉนดที่ดินกับจี้หยกพระที่แม่ทิ้งไว้ให้เท่านั้น ส่วนทรัพย์สินที่เหลือถือว่ายกให้”
พูดจบ ซูหนี่ก็จ้องมองไปที่จี้หยกพระบนคอของกู่หวานหวานตาเขม็งจนแทบลุกเป็ไฟ
กู่หวานหวานรีบคว้าจับจี้หยกเส้นนั้นไว้แน่น พร้อมถอยหลังไปกว่าหลายก้าว สร้อยพระเส้นนี้เธอสวมคล้องคอมานานหลายปีแล้ว เนื่องด้วยเนื้อหยกที่มีคุณภาพชั้นเยี่ยม อีกทั้งยังมีสีออกเขียวมรกตงดงามชัดเจน หากต้องถอดคืนเ้าของเดิม เธอคงทำใจไม่ได้เช่นกัน
หลัวจุนฮวาทนฟังต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว เธอถ่มน้ำลายก้อนโตลงพื้นตรงหน้าซูหนี่ พร้อมชี้หน้าด่ากราดและแทบอยากจะสับหัวนังเด็กสารเลวนี่ให้ตายไปข้าง
“จี้หยกพระเส้นนี้เป็ของลูกสาวฉัน! น้ำหน้าอย่างแกไม่มีวันได้ใส่!”
ซูหนี่ไม่คิดใส่ใจกับเสียงนกเสียงกา เธอหันไปพูดย้ำกับกู่กัวเฉิงซ้ำอีกครั้งว่า
“หนูขอแค่สองสิ่งนี้ ส่วนที่เหลืออยากจะได้เท่าไหร่ก็เอาไป หรือจะเอาไปทั้งหมดเลยก็ได้ พ่อเองก็เคยเป็ถึงเพื่อนสนิทของพ่อแท้ๆหนู อย่างน้อยก็ควรมีสักเื่ที่ไม่ทำให้เขาผิดหวัง จริงมั้ยคะ?”
จากนั้นเธอยังพูดเสริมอีกว่า
“หรือจะปล่อยให้หลัวจุนฮวาสร้างปัญหาต่อไปเรื่อยๆด้วยแผนการโง่ๆของเธอ?”
“พูดจาไร้สาระอะไรของแก?”
หลัวจุนฮวาเร่งตอบโต้โดยเร็ว ทั้งที่ทั่วหน้าผากมีแต่เหงื่อเย็นไหลผุดซึม ออกอาการชัดเจนถึงเพียงนี้ แต่เธอก็ยังคงโต้เถียงอย่างหน้าด้านๆว่า
“นับวันแกก็ยิ่งพูดจาเลอะเลือน! ฉันไปวางยาพวกแกตอนไหนมิทราบ? นังสัตว์นะ-อ๊ะ…!”
โง่จริงเชียว~
มุมปากของซูหนี่กระตุกยิ้มเป็รูปครึ่งวงกลม ลูบคมประชดประชันกลับไปเล็กน้อยว่า
“เอ๊ะ? วางยาอะไรเหรอ? คงไม่ใช่ยาปลุกเซ็กส์ที่แม่แอบหยดลงไปในอาหารของสหายเซิ่งที่เชิญมาวันนี้หรอกนะคะ? น่าเสียดาย หนูดันรู้ตัวซะก่อนใช่มั้ย?”
“แล้วยังไงล่ะ?”
หลัวจุนฮวาเบะปากคว่ำใส่ ทำเหมือนทองไม่รู้ร้อน ดูท่าจะยังไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่ตนเองทำลงไปนั้น แท้จริงแล้วเป็เื่ร้ายแรงเพียงใด เธอยังคงมั่นหน้าพูดจาท้าทายซูหนี่อย่างไม่เกรงกลัว
“ก็ถ้าฉันยืนกรานไม่ยอมรับ ต่อให้เรียกทหารมาทั้งกองพันก็จับฉันไม่ได้!!”
น่าขำชะมัด ถ้าทางทหารคิดจะลงมือสืบสวนกันจริงๆล่ะก็ ต่อให้ทำลายหลักฐานได้แเีแค่ไหน ย่อมต้องมีเบาะแสสาวไปถึงตัวอย่างแน่นอน
ยิ่งเป็พวกโง่เขลาเบาปัญญาไม่คิดหน้าระวังหลังอย่างหลัวจุนฮวาด้วยแล้ว มันจะไปเหลืออะไร?
ภายใต้สถานการณ์ตอนนี้ พนันได้เลยว่ากู่กัวเฉิงไม่กล้าคัดค้านเคลื่อนไหวอะไรมากแน่นอน เพราะเขาจะไม่มีวันปล่อยให้พวกทหารเข้ามาบุกค้นในบ้านจนเปิดโปงความลับอันดำมืดของตนได้แน่
ซูหนี่ตระหนักถึงประเด็นในข้อนี้ดี
กู่กัวเฉิงนั่งนิ่งไร้ซึ่งทีท่ากระโตกกระตากใดๆ คอยเฝ้ามองสังเกตการณ์การเคลื่อนไหวต่อจากนี้อย่างเงียบงัน กระทั่งท้ายที่สุด จึงค่อยปริปากเอ่ยขึ้นว่า
“เอาสิ ก็โตแล้วไม่ใช่เหรอ? แต่อย่ามาเสียใจภายหลังล่ะ”
ทุกพยางค์คำพูดของเขาอบอวลไปด้วยกลิ่นอายภัยคุกคาม ทว่าซูหนี่กลับไม่สนใจแม้สักแต่น้อย
“แน่นอนค่ะ หนูไม่เสียใจภายหลังแน่”
ซูหนี่ตอกกลับย้ำเสียงหนักแน่น
“ในเมื่อเป็แบบนี้ หวานหวานคืนจี้หยกให้พี่สาวของแกซะ จุนฮวาไปหยิบเอกสารโฉนดที่ดินทั้งหมดที่พี่ซูทิ้งไว้ให้หนี่หนี่ออกมา”
ไม่ว่าจะเป็กู่หวานหวานหรือหลัวจุนฮวา สีหน้าท่าทางของพวกเธอทั้งสองต่างก็ไร้ซึ่งความเต็มใจแม้เพียงนิด แต่ไหนเลยจะกล้าขัดคำสั่งของกู่กัวเฉิงได้?
เขาคือหัวหน้าครอบครัวของบ้านหลังนี้
ภายหลังได้รับเอกสารโฉนดที่ดินและจี้หยกคืนมาแล้ว ซูหนี่ก็หมุนตัวกลับเข้าห้องหลังน้อยของตน นั่งขัดสมาธิบนเตียงด้วยรอยยิ้มพร้อมดวงตารูปจันทร์เสี้ยว
โดยไม่รอช้า ซูหนี่กัดปลายนิ้วของเธออย่างแรง และเร่งหยดเืลงบนจี้หยกพระสีมรกตทันที
เืแดงฉานไหลซึมสู่ร่องสลักตามพื้นผิวจี้หยกทีละเล็กละน้อย จนกระทั่งทั้งหมดได้หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย เพียงหนึ่งเสี้ยวอึดใจถัดมาเท่านั้น ซูหนี่ก็รับรู้ได้เพียงแสงสีขาวสว่างวาบขึ้นชั่วขณะ ก่อนที่ตนเองจะถูกย้ายไปยังห้วงมิติพื้นที่ว่าง!