เส้นทางอสุรา

    บทที่ 37 เบี้ยนอกกระดานที่ยากคาดเดา

    บทที่ 37 เบี้ยนอกกระดานที่ยากคาดเดา


    เห็นกับตาสัมผัสได้กับตัวว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้มันไม่มีพลังจิตวิญญาณ หนึ่งการฟันดาบสีดำเมื่อครู่ก็มิได้ปลดปล่อยพลังจิตวิญญาณ มันใช้พลังทางกายภาพล้วนๆ พลังทางกายภาพที่สามารถทำลายโล่โลหะซึ่งอยู่ในมือของผู้มีพลังจิตวิญญาณสู่สามัญระดับสิบ!


    “นี่มันเรื่องบ้าอันใด"

    บุรุษฉกรรจ์ที่ถือทวนบนหลังม้ามองขบวนทหารที่ใช้โล่โลหะล้มระเนระนาด เมื่อมองจุดที่เกิดการปะทะจะเห็นโล่โลหะชั้นดีถึงห้าชิ้นบุบยุบ ส่วนทหารที่ถือโล่เหล่านั้นไม่ไหล่หลุดก็แขนหัก ราวกับว่าพวกมันถูกแรงกระแทกอย่างมหาศาลก็ปาน บุรุษหนุ่มแปลกหน้าที่มันไม่รู้จักและไม่มีข้อมูลผู้นี้มันเป็นใคร


    “เจ้าเป็นใคร เรื่องนี้เกี่ยวข้องอันใดกับเจ้า เหตุใดจึงสอดมือ"


    เฉินซือหยางเก็บดาบดำคืนสู่กล่องอาวุธที่กางอยู่ด้านหลัง สายตาจับจ้องเหล่าทหารม้าที่พยายามก่อรูปขบวนปิดล้อมเข้ามา ปากก็กล่าวว่า

    “ข้าก็ไม่อยากแส่เรื่องชาวบ้านเท่าใด แต่ที่ต้องแส่เพราะพวกเจ้าดันอาศัยคนหมู่มากกลุ้มรุมสังหารเถ้าแก่ของข้า”


    บุรุษฉกรรจ์ที่ถือทวนบนหลังม้าผู้นั้นพลันเหลือบมองไปที่ซุนหลง

    “อย่างนี้นี่เอง ที่แท้เจ้าก็ยังมีเบี้ยนอกกระดานอีกตัวสินะ แต่น่าขัน เบี้ยนอกกระดานของเจ้าหามาได้ดีเพียงเท่านี้หรือ กลับเอาคนที่ไร้พลังจิตวิญญาณมาเผชิญกับกองกำลังของข้า คิดว่าอาศัยคนที่มีพละกำลังเยอะแล้วอย่างไร เมื่อครู่คนของข้าก็แค่ประมาทเท่านั้น มันจะไม่มีครั้งที่สอง… ฆ่ามัน!”


    หวังเถาอยากออกไปช่วยเฉินซือหยางสู้ แต่ขีดจำกัดของมันมาถึงแล้ว เพียงย่างก้าวออกไปขาก็ทรุดลงกับพื้น เช่นเดียวกับซุนหลง มันเองก็แทบถึงขีดจำกัด เคี่ยวกรำต่อสู้อย่างต่อเนื่องจนหายใจมิทัน มันจึงได้แต่แหงนมองฟ้าอีกรอบ ตลอดเวลาที่ต่อสู้มันก็แหงนมองฟ้าอยู่บ่อยๆ จนไม่รู้ว่ามันมองท้องฟ้าคืนเดือนมืดไปกี่รอบแล้ว แต่ครานี้นัยน์ตาที่มองท้องฟ้าของมันแตกต่างออกไป เพราะในแววตาคู่นั้นมีประกายความหวังขึ้นมาเล็กๆ ให้เห็น ก่อนมันจะเปลี่ยนมามองที่ร่างของเฉินซือหยาง ปากพึมพำอย่างแผ่วเบา

    “ตอนนี้ต้องพึ่งเจ้าแล้ว ข้าต้องการเวลาอีกพักใหญ่ เวลาให้เมฆได้ตั้งเค้า"

    แรกคืนเดือนมืดมาเยือน ท้องฟ้ายังพอเห็นว่าปลอดโปร่งเพราะสามารถมองดวงดาราที่หม่นประกายบนฟากฟ้าได้ ทว่าหลังเกิดการต่อสู้นองเลือดมาพักใหญ่ ดวงดาราเหล่านั้นเริ่มเเลือนหายไป บนทางฟ้าเริ่มมีพยัพเมฆาเกาะกลุ่มเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ อากาศที่เคยปลอดโปร่งก็มีความชื้นและอบอ้าวขึ้นตลอดเวลา เพียงแต่เหล่าคนอยู่ในช่วงสู้เป็นตาย อุณหภูมิในร่างกายจึงเพิ่มสูงจนไม่รับรู้ถึงสภาพอากาศที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป


    แรกสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ นี้ ซุนหลงก็คล้ายพบโอกาส แต่กองกำลังของฝั่งตรงข้ามทำให้มันหมดหนทางที่จะรอโอกาสนั่น ทว่าเมื่อบุรุษหนุ่มผู้ที่มันเคยตั้งความหวังปรากฏมาอย่างเหนือความคาดหมาย มันจึงยังพอมีความหวังที่จะไปถึงโอกาสนั่นอีกครั้ง มันในตอนนี้ทำอะไรไม่ได้แล้วนอกจากฟื้นฟูร่างกายและรอเวลา เฉินซือหยางก็คือความหวังสุดท้ายของมันที่จะเป็นผู้ตัดสินว่าจะนำพามันไปถึงเวลาที่ต้องการได้หรือไม่


    เฉินซือหยางไม่รู้ว่าบุรุษกลางคนในชุดคลุมเขียวเข้มต้องการอะไรจากตน แต่ที่มันอยู่ตรงนี้เพียงต้องการช่วยเถ้าแก่หวัง และเมื่อมันได้อยู่ตรงนี้แล้ว เมื่อผู้ใดหันอาวุธหมายเอาชีวิตมัน มันย่อมไม่ปล่อยเหล่าคนที่คิดร้ายต่อตัวมันไว้!


    แม้รู้ว่าตนยังอยู่ในขั้นการเพาะบ่มพลังจิตวิญญาณ ยังใช้พลังจิตวิญญาณตามใจประสงค์มิได้ แต่ในใจของชายหนุ่มมีความมั่นใจลึกๆ ว่าระดับพลังจิตวิญญาณของคนบนหลังม้าเหล่านี้ มันสามารถสู้ได้ อีกทั้งเสียงของจินเยว่ที่ดังขึ้นในหัวก็บอกมันเช่นนั้น ระดับพลังทางกายภาพของมันในตอนนี้สู้กับคนที่มีระดับพลังจิตวิญญาณสู่สามัญหรือแม้กระทั่งระดับสามัญได้ทุกผู้


    เมื่อมันประเมินตนว่าสู้ได้ มันจึงไม่รอให้ขบวนม้าโถมทะยานมาหาตน เป็นมันที่ทะยานเข้าหาทหารม้าเกราะเงินแทน เป็นครั้งแรกที่คนหนึ่งคนเป็นฝ่ายพุ่งเข้าหากลุ่มคนที่รวมตัวจนเป็นกองกำลัง!


    แม้เพียงพึ่งรู้จักได้ไม่นานแต่ชายหนุ่มผู้นี้สามารถสร้างความไว้ใจแก่ซุนหลงได้ เช่นนั้นซุนหลงจึงไม่มัวมาเสียเวลาคอยลุ้นในเหตุการณ์ มันฝากความหวังไว้ที่เฉินซือหยาง แล้วมันก็ทิ้งตัวลงนั่งสมาธิฟื้นฟูพลังร่างกายและพลังจิตวิญญาณในทันที ด้านหวังเถาเห็นผู้เป็นสหายไว้ใจในตัวของเฉินซือหยางถึงเพียงนี้ ถึงขนาดละสมาธิมาอยู่ในท่าฟื้นฟูพลังที่สงบได้ มันจึงเริ่มที่จะเชื่อใจในตัวของเฉินซือหยางเช่นเดียวกับซุนหลง เพราะว่าซุนหลงสหายมันมักมองคนไม่ผิดพลาด


    “ก็ได้ การรั้งกองกำลังทหารม้าเหล่านั้นให้เป็นหน้าที่เจ้า ส่วนข้าจะคอยระวังไม่ให้มีสิ่งแปลกปลอมใดเข้ามาในรัศมีการทำสมาธิของมันเอง"


    พอกล่าวจบหวังเถาก็กัดฟันฝืนยืดหยัดขึ้นมาอีกครั้ง มันผลาญพลังใจรวมถึงพลังชีวิตจากการลุกยืนครั้งนี้ไปไม่น้อย เมื่อยืนหยัดได้ มันก็ถือลูกคิดไม้ขึ้นขวางที่ระหว่างอก พร้อมยืนตระหง่านปกป้องอาณาเขตโดยรอบตัวซุนหลง


    เสียงของอาวุธดังกระทบกันเริ่มสนั่นขึ้นอีกครา กองกำลังทหารม้าเกราะเงินที่เกณฑ์คนมานับหลายสิบกำลังปั่นป่วนกับความรวดเร็วและเพลงดาบที่ยากคาดเดาของชายหนุ่มในชุดคลุมดำ วิถีดาบที่ฟาดฟันยังเบี่ยงวิถีอาวุธของพวกมันให้ทิ่มแทงทำร้ายกันเอง ระยะการเคลื่อนที่จู่โจมบ้างก็กระชั้นชิด บ้างก็ถอยห่าง บ้างก็อยู่ไกล ขึ้นอยู่กับรูปแบบอาวุธของฝ่ายตรงข้าม แต่ถึงแม้จะมีระยะการต่อสู้ที่ไม่ตายตัว เพลงดาบของมันกลับฉับไวแม่นยำไม่ลังเลแม้เพียงเสี้ยววินาทีที่มันสะบั้นฆ่าผู้คน


    ทหารม้าเกราะเงินปั่นป่วนเป็นที่สุด อานุภาพความน่ากลัวของทหารม้าเกราะเงินอยู่ที่กลยุทธ์การแปรขบวนม้า ตอนนี้พอโดนปั่นหัวจากการต่อสู้ที่ไร้แบบแผนทำให้พวกมันตั้งขบวนไม่ทัน กลับกลายเป็นว่าการนั่งบนหลังม้าขณะต่อสู้สร้างความเสียเปรียบแก่ฝ่ายตนเองเป็นอย่างมาก ยิ่งเมื่อใดมีคนตกจากหลังม้า พวกมันก็จะสูญเสียแกนกลางของขบวนไปยิ่งส่งให้ขบวนรวนเรเสียทรงจนราวกับเป็นทหารม้าที่มิได้ผ่านการฝึกมาก็ปาน


    “ลงม้า!”

    เมื่อเห็นท่าไม่ดี คำสั่งใหม่ก็ดังก้องขึ้นจากปากของบุรุษฉกรรจ์ที่ถือทวนบนหลังม้า บุรุษฉกรรจ์ผู้นี้มันมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะตัวตนที่แท้จริงของมันเป็นถึงนายทหารยศชั้นสูง มีตำแหน่งเป็นรองแม่ทัพซ้ายแห่งกองทหารม้าเกราะเงินแคว้นหมื่นขุนเขา นามของมัน เซี่ยงเซี่ย


    เหล่าทหารม้าทะยานลงพื้นอย่างพร้อมเพรียงจนเกิดเสียงทึบหนักน่าเกรงขาม แต่ความน่าเกรงขามนี้หาได้สะกดคนอย่างเฉินซือหยางให้ย่นระย่อได้ไม่ ยิ่งได้สู้ ยิ่งได้กลิ่นคาวโลหิต หัวใจของชายหนุ่มก็ยิ่งบีบรัดเต้นเร็ว กระตุ้นให้ความฮึกเหิมบ้าเลือดเกิดขึ้นจนคนแทบลืมสติ ชายหนุ่มแทบลืมตัวตนของตนเอง รู้เพียงแต่ว่าการได้ฟาดฟันดาบทั้งห้าเล่มสังหารคนนั้นช่างสาสมใจจริงๆ ยิ่งได้สู้มันยิ่งไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ราวกับกำลังวังชาที่มีเพิ่มพูนได้เรื่อยๆ ก็ปาน


    สองมือคว้าดาบสลับฟาดฟันอย่างคลุ้มคลั่ง สองขาเคลื่อนไหวไปตามวิถีแห่งดาบ หมุนพริ้วหลบรอดจากอาวุธของศัตรู ผู้คนนับสิบพุ่งฟันอาวุธเข้ามาจากสี่ทิศแปดทาง ชายหนุ่มก็ทิ้งตัวไปกับพื้น ใช้เข่าขวาค้ำไว้พร้อมเตะเท้าซ้ายหมุนกายอย่างต่อเนื่องหลบอาวุธนับสิบก่อนกระแทกเข่าดีดกายลุกจากพื้นใช้ท่าสะพานโค้งตวัดแทงดาบเล่มหนึ่งสังหารคนที่ประชิดเบื้องหลัง พร้อมกันนั้นปลายเท้าซ้ายก็เตะเสยปลายคางทหารสองผู้จนม้วนตัวล้มถลาคืนกลับหลังไป


    ทหารที่กลุ้มรุมชุดแรกพลาดท่า ชุดที่สองกำลังจะเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเพลงดาบที่ดุดันแลพลิกแพลงยากต้านรับ พวกมันจึงใช้ทหารที่ถือโล่โลหะเพื่อป้องกันเพลงดาบนั้น แล้วพวกมันก็ใช้ทหารกลุ่มที่สามแทงหอกตรงช่องโหว่ที่โล่เปิดไว้ ใช้กลยุทธ์ปิดล้อมทิ่มแทงศัตรูที่มีความรวดเร็ว ทว่าพวกมันกลับลืมไป เพลงดาบของเฉินซือหยางมิได้มีเพียงความเร็วและการล่อหลอก แต่มันยังแฝงความหนักหน่วงในการฟาดฟัน โดยเฉพาะการฟาดฟันดาบสีดำสนิทที่ดูไม่สะดุดตาเล่มนั้น


    คราแรกเซี่ยงเซี่ยคิดว่าขบวนทหารโล่โลหะของตนประมาทจึงถูกฉวยโอกาสและถูกทำลายได้เพียงในดาบเดียว ครั้งนี้ทหารของตนไม่ประมาทแล้ว พวกมันเร่งเร้าและใช้พลังจิตวิญญาณของตนเต็มที่ แม้ยังผสานจิตวิญญาณกับโล่โลหะที่เป็นอาวุธคู่กายไม่ได้ แต่เมื่อพลังจิตวิญญาณเข้าปกคลุมบนตัวโล่ที่มีพลังจิตวิญญาณสรรพสิ่งจำเพาะตัวในโล่อีก ครั้งนี้เพลงดาบและพละกำลังของชายหนุ่มนั่นไม่มีทางทำลายได้แน่


    เพราะคิดเช่นนั้นหลังเสียงสนั่นก้องเกิดขึ้นมันถึงได้เบิกตาโพลงอีกหน ครั้งนี้ ครั้งที่ทหารถือโล่ของตนเตรียมตัวเต็มสิบส่วน แต่สุดท้ายผลลัพธ์ที่ปรากฏก็คือ ขบวนโล่เหล่านั้นก็ยังถูกทำลายได้เพียงดาบเดียว


    “ไม่จริงน๊า คนที่ไร้พลังจิตวิญญาณผู้หนึ่งกับดาบที่สนิมเกรอะกังเช่นนั้น เหตุใดจึงทำลายการป้องกันที่แข็งแกร่งของพวกเราได้”

    เซี่ยงเซี่ยมิอาจนั่งบนหลังม้ารอสถานการณ์ได้อีกต่อไป ฝ่ายตรงข้ามเริ่มมีเวลาพักฟื้นฟูพลังแล้ว หากซุนหลงฟื้นฟูร่างกายและพลังขึ้นมาได้ มันคงมิวายจะถูกจัดการเช่นเดียวกับเตียวเสียน เช่นนั้นมันต้องจัดการเบี้ยนอกกระดานที่เป็นตัวปัญหา หากไม่รีบจัดการบุรุษหนุ่มที่ร่ายรำเพลงดาบทั้งห้านี้ มันไม่มีทางเข้าไปถึงตัวของซุนหลงแน่นอน


    “เลึ้ยงเสียข้าวสุก เพียงขยะตนเดียวเหตุใดพวกเจ้าจึงจัดการมันไม่ได้!”


    เมื่อเห็นกองกำลังทหารของตนเพลี่ยงพล้ำต่อคนๆ เดียว ซ้ำยังมิอาจรุกคืบเข้าหาตำแหน่งของซุนหลงได้แม้เพียงคืบ เซี่ยงเซี่ยก็ไม่ทนดูเฉยๆ อีกต่อไป มันสะบัดบังเหียนในมือจนดังลั่น ม้าตัวใหญ่ที่มันนั่งอยู่ตกใจจนกระโดดดีดขาหน้าร้องฮรี้เสียงดัง ก่อนโจนทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว


    เมื่อม้าของผู้บังคับบัญชาตนพุ่งออกมา เหล่าทหารที่สู้อยู่ก็พลันเปิดทาง กลายเป็นเส้นทางกำแพงมนุษย์ที่ทอดเป็นแนวหาเฉินซือหยาง ม้าตัวเขื่องถูกควบอย่างดุดัน ทวนเล่มใหญ่แวววาวกางออกชี้ไปตามพื้น พลังจิตวิญญาณและพลังจิตวิญญาณสรรพสิ่งแผ่กำจายจนเห็นประกายพลังที่แจ่มชัด เพียงการลงมือครั้งแรก เซี่ยงเซี่ยก็มิได้ออมรั้งหรือประมาทคู่ต่อสู้แม้แต่น้อย


    ทุกสมรภูมิการรบขัดเกลามัน แม้จะประสบพบเจอศัตรูชนชั้นไหน หากต้องลงมือ มันต้องลงมืออย่างเต็มกำลังทุกครั้ง


    ครานี้เฉินซือหยางต้องขมวดคิ้ว มันรู้สึกว่าคนบนหลังม้าผู้นี้ดูจะเป็นปัญหา คนผู้นี้น่าจะแข็งแกร่งที่สุดของกลุ่มทหารม้าเหล่านี้


    ด้านจินเยว่พลันถ่ายทอดกระแสเสียงเตือนขึ้นในห้วงมโนจิต

    “พลังจิตวิญญาณสามัญ ระดับสิบ...ระวังตัวด้วย"


    เฉินซือหยางกำชับดาบดำในมือไว้แน่น แววตาจ้องเขม็งที่ทวนอันทรงพลัง ปากพึมพำขึ้น

    “อีกแค่ระดับเดียวก็จะเข้าสู่ขอบเขตเหนือสามัญอย่างนั้นหรือ คงไม่ง่ายเหมือนคนกลุ่มนี้สินะ”


    จินเยว่ตอบอย่างจริงจัง

    “แน่นอนย่อมไม่ ตั้งแต่ระดับเหนือสามัญขึ้นไป ความต่างจะเริ่มเห็นผลได้ชัดกับผู้ที่มีพลังทางกายภาพ”





    คล้ายกับเรื่องเส้นทางอสุรา ที่คุณอ่าน