กวานซูเหยียนหัวเราะกับความกระตือรือร้นของสาวใช้ผู้ซื่อสัตย์ นางใช้มืออีกข้างเก็บเหรียญทองคำที่หดตัวลงเท่าเดิมกลับไปแขวนไว้ข้างเอว
เมิ่งหรูตื่นเต้นจนตัวสั่น นางกุมมือกวานซูเหยียนไว้แน่น “หากเราทำเช่นนี้ทุกวัน อีกไม่นานเราก็จะมีผ้าม่านหลายร้อยผืนกันแล้ว! เราจะเปิดร้านขายผ้าม่าน! เราจะรวย! พอรวยแล้วเราก็จะหนีไปจากที่นี่ได้เ้าค่ะ!”
กวานซูเหยียนยื่นนิ้วเรียวไปจิ้มลงบนหน้าผากของสาวใช้เบา ๆ “เ้าคนโง่เง่า! ออกจากจวนยังออกไม่ได้จะไปเปิดร้านขายผ้าม่านที่ใดกันเล่า เ้าคิดได้ยังไง!”
เมิ่งหรูยกมือลูบหน้าผากตัวเองพลางร้อง “จริงสินะ..หรือว่า เราจะเอาผ้าม่านพวกนี้ไปขายให้ฮูหยินใหญ่ดีเล่าเ้าคะ”
กวานซูเหยียนดีดหน้าผากเมิ่งหรูอีกรอบ
“เ้าก็ช่างคิดไปได้! ของเหล่านี้ก็เป็ของในจวนสกุลเซียว เราลักลอบแอบเพิ่มจำนวนขึ้นมาแล้วจะเอากลับมาขายเขาอีกเนี่ยนะ! จะไม่เป็การขุดหลุมฝังตัวเองหรืออย่างไร!”
เมิ่งหรูย่นปากด้วยความเสียใจ “เช่นนั้นจะทำอย่างไรเล่าเ้าคะ? ขายคนในจวนก็ไม่ได้ เราสองคนก็ออกไปเปิดแผงขายเองไม่ได้ แล้วจะหาเงินได้อย่างไรกันเล่า”
รอยยิ้มเ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าของกวานซูเหยียน นางลดเสียงลงจนเกือบเป็กระซิบ แต่ดวงตากลับทอประกาย
“เราสองคนทำไม่ได้…แต่ตอนนี้เรามีคนที่ทำได้มิใช่หรือ?”
…
เช้าวันรุ่งขึ้น สาวใช้อุ่นเตียงทั้งสิบสองคนก็มาถึงเรือนกูหยวนแต่เช้าตรู่ และเริ่มลงมือซักผ้ากันอย่างกระตือรือร้นเช่นเคย วันนี้เมิ่งหรูสั่งทุกคนให้ออกแรงมากเป็พิเศษเพื่อให้งานเสร็จเร็วขึ้นตามคำสั่งของฮูหยินน้อย
สาว ๆ เหล่านี้ก็เริ่มซักผ้ากันด้วยความชำนาญมากขึ้นทำให้งานเสร็จเร็วกว่าที่คาดไว้มาก เมื่อถึงยามบ่าย ผ้าม่านหน้าต่างที่ซักในวันนี้ก็ถูกนำไปตากจนครบหมดทุกผืน แต่แทนที่เมิ่งหรูจะคัดเลือกผ้าชนิดต่อไปมาให้พวกนางซัก สาวใช้ร่างใหญ่กลับบอกให้พวกนางหยุดทำเสียอย่างนั้น
“งานเสร็จแล้วพวกเ้าก็ตามข้าเข้ามาในเรือนประเดี๋ยวเถิด ฮูหยินมีอะไรให้ทำอีกเล็กน้อย” เมิ่งหรูส่งสัญญาณเรียกทุกคน
บรรดาสาวงามย่นคอห่อไหล่ลงเล็กน้อย เพราะหลังจากก้มหน้าก้มตาซักผ้าจนปวดเอวเมื่อยมือมาั้แ่เมื่อวาน พวกนางก็คิดว่าจะได้พักผ่อนเร็วขึ้น แต่กลับต้องมาทำงานภายในเรือนอีก
แต่พอเข้าไปในเรือนพวกนางกลับเห็น ผ้าม่านห้องโถงใหญ่สีน้ำเงินกองโตวางซ้อนกันอยู่ตรงมุมห้อง
พวกนางต่างมองหน้ากันด้วยความสงสัย เพราะเมื่อเช้าพวกนางได้ส่งผ้าม่านสีน้ำเงินนี้กลับไปครบทุกผืนแล้วมิใช่หรือ?
ส่วนผ้าที่ซักในวันนี้ก็เป็ม่านหน้าต่าง ที่ยังไม่ได้ซักก็เป็พวกผ้าม่านเตียง ผ้าม่านกั้นฉาก ผ้าคลุมโต๊ะ เหตุใดจึงยังมีผ้าม่านจากโถงหลักเหลืออยู่ได้?
กวานซูเหยียนยิ้มออกมาเล็กน้อย “ไม่ต้องสงสัยหรอก” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลาย
“ผ้าม่านเหล่านี้เป็ของเก่าที่ไม่ใช้แล้วเก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ ท่านแม่ทัพเลยสั่งให้คนเอามาทิ้งไว้ในเรือนข้า"
นางกล้าพูดปด เพราะนางรู้ดีว่าจะไม่มีใครกล้าไปถามเซียวหลิงเจาอย่างแน่นอน!
“ฮูหยินน้อยอยากให้พวกเราเอาไปเผาทิ้งหรือเ้าคะ?” หนึ่งในสาวงามถามขึ้นมา
“โอ้ย!! ของดีๆ ทั้งนั้น! เอาไปเผาทิ้งก็เสียเปล่าน่ะสิ”
สตรีทั้งสิบสองสะดุ้งเล็กน้อย คิดว่าฮูหยินต่างแคว้นผู้นี้จะบันดาลโทสะเสียอีก แต่ที่ไหนได้ นางกลับเดินไปกอดผ้ากองโตทำราวกับว่าพวกมันเป็ของล้ำค่า
และนั่นก็จริงอย่างที่นางกล่าว ผ้าม่านเ่าั้ดูไม่เหมือนของเก่าไร้ค่าเลยสักนิด หากฮูหยินน้อยไม่บอกว่าเป็ของเก่าพวกนางคงคิดว่าเมื่อเช้าพวกตนส่งผ้ากลับคืนไปไม่ครบเสียอีก
“ไม่เผาทิ้ง..แล้วฮูหยินน้อยจะให้พวกเราเอาไปแขวนไว้ที่ใด?” คนหนึ่งกระซิบเสียงเบา แต่ก็ได้ยินถึงหูกวานซูเหยียน
“ผ้าม่านพวกนี้เป็ของดีเหลือใช้ในจวนแม่ทัพ ข้าจะให้ทุกคนช่วยกันเอาออกไปขาย!!”
เหล่าสาวใช้ต่างใ “ขายหรือเ้าคะ!?”
กวานซูเหยียนพยักหน้า เมิ่งหรูรีบนำเสนอต่อ
“ก็ใช่น่ะสิ! ของดีๆ ทั้งนั้น หากเอาไปขายที่ตลาดบ้านข้าคงมีคนมารุมแย่งกันซื้อแน่! ผ้าม่านเนื้อหนาผืนใหญ่เช่นนี้ ถ้าอยู่ในร้านค้าใหญ่ ก็น่าจะมีราคาถึงผืนละสิบตำลึงเงิน”
กวานซูเหยียนลอบคำนวณในใจ ของใหม่ราคาสิบตำลึงเงิน แต่นี่เป็ของเก่าใช้แล้วสภาพดี
“ข้าจะตั้งราคาขายส่งให้พวกเ้าเพียงผืนละสี่ตำลึงเงิน เท่านั้น”
นางมองทุกคนอย่างมีเมตตา “ส่วนที่เกินจากสี่ตำลึงนั้น พวกเ้าขายได้เท่าใดก็ถือเป็กำไรที่ข้าแบ่งปันให้พวกเ้าทุกคน พวกเ้าสามารถรวมกลุ่มกันนำไปขายในตลาด หรือจะให้ครอบครัวเอาไปขายเองก็ตามใจพวกเ้าเลย”
สาวงามทั้งสิบสองต่างมองตากันด้วยความดีใจ แทบไม่เชื่อหู
ราคาผ้าม่านที่เมิ่งหรูกล่าวนั้นไม่เกินจริง จากสภาพของผ้าม่านตรงหน้าที่เป็ของใช้แล้ว บางทีพวกนางอาจจะตั้งราคาขายได้ห้าหรือหกตำลึงเงินด้วยซ้ำ แต่ฮูหยินน้อยจะขายส่งให้ในราคาสี่ตำลึงเงิน! เช่นนั้นก็เท่ากับพวกนางจะทำกำไรจากการขายผ้าม่านได้ผืนหนึ่งไม่ต่ำกว่าหนึ่งตำลึงเงินเลยทีเดียว!!
ต้องบอกก่อนว่าสาวใช้ในเรือนเ้านายอย่างพวกนาง ได้รับค่าจ้างปีละ 10 ตำลึงเงินเท่านั้น แต่ขายผ้าม่านหนึ่งผืนพวกนางกลับได้ผลกำไรมากกว่าทำงานทั้งเดือนด้วยซ้ำ!
“ฮูหยินน้อยเ้าขา! ขอบ่าวสักสี่ผืนเถิดเ้าค่ะ! บ่าวจะกลับไปเอาเงินเก็บทั้งหมดที่มีมาให้ท่านเดี๋ยวนี้!”
“บ่าวขอสองผืน! บ่าวจะรีบนำไปให้พี่ชายเอาไปขายที่โรงเตี๊ยมเ้าค่ะ!”
กวานซูเหยียนเห็นความวุ่นวายก็ยกมือขึ้นห้ามปรามด้วยรอยยิ้ม “ใจเย็น ๆ พวกเ้า! ไม่ต้องยุ่งยากถึงขนาดนั้น! พวกเ้าเอาผ้าม่านพวกนี้ไปขายก่อนได้เลย ได้เงินมาแล้วค่อยมาจ่ายข้าภายหลัง”
คำพูดนี้ทำให้สาว ๆ ดีใจจนแทบจะก้มลงโขกหัวให้กวานซูเหยียน! ได้สินค้าไปขายก่อนโดยไม่ต้องลงทุนเอง นี่ไม่ใช่เื่ดีงามหรอกหรือ!!
กวานซูเหยียนยืนยิ้มมองดูเมิ่งหรูทำการค้าเล็กๆ ในเรือนอย่างพึงพอใจและไม่ลืมที่จะตักเตือน
“พวกเ้าเอาของออกไปขายก็ระวังหน่อย อย่าให้มันเอิกเกริกนักมันจะดูไม่งามเดี๋ยวจะเสียชื่อเสียงมาถึงจวนแม่ทัพเอาได้”
กล่าวตามจริง นางไม่กลัวเลยว่าจะมีคนมากล่าวหาว่านางขโมยของในจวนออกไปขาย ต่อให้พวกเขาอยากจะเอาผิดก็ทำไม่ได้ เพราะของในจวนสกุลเซียวไม่ได้หายไปเลยแม้แต่ชิ้นเดียว!
‘สะใจนัก! เซียวหลิงเจา! โทษทัณฑ์ที่เ้ามอบให้ข้า…กลับกลายเป็เงินทุนที่ใช้ในการหนีของข้าเอง!’
…
หลังจากที่รู้ว่าเหรียญทองคำสามารถเพิ่มจำนวนของที่ใส่ลงไปได้คราวละมากๆ ธุรกิจลับในเรือนกูหยวนก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็วราวกับติดปีก
ผ้าปูโต๊ะและผ้าคลุมกันฝุ่น ที่ถูกตากแดดจนแห้งสนิทแล้วถูกนำมาเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วในยามค่ำคืน แล้วนำไปขายส่งให้บรรดาสาวใช้ในวันถัดไปอีกกองใหญ่
วันต่อ ๆ มาไม่ว่าจะผ้าคลุมเตียง พรมผืนเล็กผืนใหญ่ ที่พวกสาวใช้อุ่นเตียงซักเสร็จ พวกนางก็นำมาเข้าสู่กระบวนการเพิ่มจำนวนเพื่อส่งต่อไปยังเครือข่ายค้าสินค้าลับๆ ของนาง
ไม่เพียงเท่านั้น เมิ่งหรูยังฉวยโอกาสนี้ ประกาศให้บ่าวในจวนสกุลเซียวถอดผ้ากันลมในศาลา ผ้าคลุมเกี้ยวหรือรถม้า รวมทั้งเบาะรองนั่งทุกชนิดนำมาส่งให้เรือนกูหยวนซักไม่ขาดมือ
แม้สาวใช้ทั้งสิบสองจะสงสัยว่าเหตุใดในจวนจึงได้มีของเก่าเหลือใช้มากมายเพียงนี้ แต่พวกนางก็ไม่อาจค้นหาความผิดปกติได้ เพราะผ้าทุกผืนที่ส่งเข้ามา ก็ได้ถูกส่งกลับไปอย่างครบถ้วน!
แต่สุดท้ายแล้ว…ก็ไม่เหลือผ้าอะไรให้ซักอีกต่อไป
“ผ้าไม่มีให้ซักก็ต้องหาอย่างอื่นมาขาย” กวานซูเหยียนพึมพำ “ถึงเวลาที่เราจะต้องเปลี่ยนสินค้าแล้วเมิ่งหรู”
เมิ่งหรูรีบกล่าวด้วยความกังวล “ขายผ้ายังพอพูดได้ว่าเป็ของเก่าที่ไม่ใช้แล้ว แต่ของมีค่านี่..เสี่ยงกับการถูกกล่าวหาว่าเป็ขโมยนะเ้าคะ แล้วเราจะบอกพวกสาวใช้เ่าั้ว่าอย่างไร”
“นั่นเป็ปัญหาหนึ่ง” กวานซูเหยียนยอมรับ “แต่ถ้าจะหนีออกจากจวน เราต้องมีเงินมากกว่านี้ จะหยุดทำการค้าไม่ได้เด็ดขาด"