8
เช้าวันต่อมา
เสวี่ยหงตื่นแต่เช้าตรู่เพราะอาการอยากอาเจียน ดีที่เธอเตรียมพร้อมเอาถังพลาสติกที่มีในมิติมาวางไว้ข้างที่นอนแล้ว เธอจึงอาเจียนเืเสียกองโตใส่ในนั้น ไม่ทำให้พื้นเลอะเทอะ
เมื่อเอาของเสียออกมาอีกรอบ เธอก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมากทีเดียว
จากนั้นเธอก็เตรียมอาหารเช้าให้ตัวเองและหยวนิ แต่แล้วเธอก็ต้องหนักใจกับเสบียงอาหารที่ตนกักตุนไว้ยิ่งนัก เพราะเมื่อตรวจสอบข้าวของดูแล้ว เธอก็พบว่าเธอลืมซื้อไข่!
ของสำคัญแต่ดันลืมเสียได้!
เนื่องจากยุคนี้พบเห็นการบริโภคเนื้อสัตว์ได้น้อยมาก ไม่ว่าจะเป็เนื้อหมู ไก่ วัว แพะ หรือแกะ เพราะพวกมันต่างถูกเลี้ยงไว้เก็บผลผลิตเสียมากกว่า และการแบ่งเนื้อหมูก็จะเกิดขึ้นเพียงปีละ 2 ครั้งเท่านั้น
นอกจากนี้แล้ว ทางรัฐก็ไม่อนุญาตให้ชาวบ้านเลี้ยงปศุสัตว์พวกนี้เองเป็จำนวนมากอีกด้วย
แหล่งโปรตีนเดียวที่ชาวบ้านจะได้รับก็คือไข่ไก่ หรือจากเนื้อสัตว์ที่ล่ามาได้เอง เช่น ไก่ฟ้า กับกระต่าย
แต่ไม่นานเสวี่ยหงก็ครุ่นคิดหาวิธีแลกไข่ไก่ได้
เธอรีบต้มข้าวฟ่างผสมธัญพืชหยาบสำหรับมื้อเช้า ก่อนจะนำเนื้อไก่ออกมาจากมิติ 1 กิโลกรัม หรือประมาณ 2 ชั่ง มาใส่ในกระบุงเก็บผักป่าโดยมีผ้าสะอาดรองและคลุมเอาไว้ จากนั้นก็แบกมันขึ้นหลังแล้วเดินตรงไปยังบ้านหลังหนึ่งตามความทรงจำ
เมื่อเธอมาถึง ประตูตรงรั้วบ้านหลังนั้นก็เปิดอยู่ มองเข้าไปเห็นหญิงชราคนหนึ่งนั่งออกคำสั่งลูกสะใภ้ทั้งสองอยู่
“คุณย่าคะ” เสวี่ยหงเรียกอีกฝ่าย
หญิงชราหันขวับมามองที่หน้าประตูรั้ว ใบหน้าที่มีรอยเหี่ยวย่นยิ่งยับย่นกว่าเดิมเมื่อนางทำหน้าเหยเก
เื่ราวฉาวโฉ่ที่หลานสาวตนก่อขึ้นเมื่อเย็นวานนี้ แน่นอนว่าต้องดังมาถึงหูนางแล้ว
“มีอะไรล่ะ” ถึงจะไม่พอใจ แต่นางก็ยังคงถามไถ่ออกไป
“หนูมีเื่จะรบกวนนิดหน่อยค่ะ” เธอตอบพลางเดินตรงเข้าไปหาคุณย่าหลี่
“อะไร ขอบอกไว้ก่อนนะว่าถ้าจะให้ฉันช่วยพูดกับพ่อแม่ของหลาน ฉันคงช่วยอะไรไม่ได้หรอก”
คุณย่าหลี่คิดว่าหลานสาวจะมาขอให้นางเกลี้ยกล่อมลูกชายกับลูกสะใภ้คนเล็กไม่ให้ลอยแพหลานสาวคนนี้
“พูดอะไรเหรอคะ ถ้าเป็เื่หนูกับอาิ เราตกลงกันแล้วล่ะค่ะว่าจะแต่งงานกันหลังเสร็จสิ้นการเก็บเกี่ยว คุณย่าไม่ต้องห่วงเื่นี้นะคะ หนูจะไม่ทำให้ชื่อเสียงของบ้านหลี่ต้องมัวหมองแน่นอนค่ะ” เสวี่ยหงกล่าวเสียงหนักแน่น
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี แล้วมานี่มีอะไรล่ะ” คุณย่าหลี่ถาม
“หนูอยากจะขอแลกไข่สักสองชั่งน่ะค่ะ”
“ตั้งสองชั่ง! นี่หนูคิดว่าบ้านเรามีอันกะกินขนาดนั้นเลยเหรอ!” เสียงแหลมๆ ดังมาก่อน ตามมาด้วยร่างผอมแห้งของสะใภ้ใหญ่หลี่
เสวี่ยหงหันไปมองอีกฝ่าย ก่อนจะเอ่ยตอบว่า “หนูไม่ได้มาขอเปล่าๆ นะคะ หนูมีเนื้อไก่ฟ้าสองชั่งมาแลกด้วยค่ะ”
“เนื้อไก่ฟ้างั้นเหรอ!” อีกเสียงหนึ่งดังตามมา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเ้าของเสียงก็คือสะใภ้รองหลี่
“ใช่ค่ะป้าสะใภ้รอง เมื่อวานนี้อาิล่ากวางได้ 1 ตัวกับไก่ฟ้าอีกหลายตัวน่ะค่ะ” เสวี่ยหงตอบอย่างลื่นไหล่
“ล่ากวางมาได้ด้วยหรือ แล้วทำไมไม่เอาเนื้อกวางมาแลกล่ะ” คุณย่าหลี่เอ่ยท้วง
“เอ๊ะ คุณย่าไม่ได้รับเนื้อกวางเหรอคะ เมื่อวานนี้อาิยกกวางทั้งตัวให้พ่อกับแม่ไปแล้วล่ะค่ะ กวางตัวนั้นน่าจะหนัก 60-70 ชั่งเชียวนะคะ หนูก็นึกว่าพ่อจะแบ่งมาให้ทางนี้แล้วเสียอีก” เสวี่ยหงทำสีหน้าจนใจ “อาิเห็นว่าหนูไม่มีอะไรกินเลยออกไปล่าไก่ฟ้ามาให้เมื่อคืนน่ะค่ะ หนูเลยมีแต่เนื้อไก่ฟ้า”
“หึ! น้องสามคงคิดว่าแยกบ้านแล้วก็ไม่จำเป็จะต้องแสดงความกตัญญูกับคุณแม่ล่ะมั้งคะ ได้กวางทั้งตัวไป แต่ไม่ยักจะแบ่งมาทางนี้บ้างเลย” สะใภ้ใหญ่หลี่เอ่ยค่อนขอด
“อาสามอาจจะยังไม่ว่างมาก็ได้” คุณย่าหลี่แก้ต่างให้ลูกชายคนโปรด
“คุณแม่คะ ถ้าน้องสามเต็มใจจะเอามาให้ เมื่อวานหลังจากชำแหละเนื้อเสร็จก็คงเอามาให้ทางนี้แล้วล่ะค่ะ” สะใภ้รองกล่าวเสริม เธอเองก็ไม่พอใจบ้านสามเช่นเดียวกับสะใภ้ใหญ่
แต่เดิมบ้านหลี่สายหลักนั้นอยู่รวมกันเป็ครอบครัวใหญ่อย่างรักใคร่กลมเกลียวกันดี เพราะหัวหน้าครอบครัว หรือคุณปู่หลี่เป็ช่างไม้มากฝีมือของหมู่บ้าน เขาจึงมีรายได้มากกว่าบ้านอื่นๆ จนสามารถสร้างบ้านและแบ่งห้องให้กับลูกชายทั้งสามคนอยู่กันเป็สัดส่วน
ทั้งครอบครัวจึงไม่ค่อยมีเื่ทะเลาะวิวาทกัน นอกจากนี้สะใภ้ทั้งสามคนก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็อย่างดี แม้ไม่เรียกว่ารักใคร่ปรองดอง แต่ก็ไม่เคยหาเื่ทะเลาะกันให้สามีปวดหัว
แต่หลังจากที่สะใภ้สามเสียชีวิตไปพร้อมกับลูกชาย และบ้านสามรับภรรยาคนใหม่เข้ามา ทั้งบ้านหลี่ก็เหมือนกับลุกเป็ไฟ
เพราะหวังอวี้เป็คนไม่ยอมใคร และยิ่งรู้ว่าพ่อเฒ่าแม่เฒ่ารักใคร่สามีตนที่สุดก็ยิ่งไม่คิดเกรงใจพี่สะใภ้ทั้งสองคน
นางไม่เพียงไม่ช่วยงานในบ้าน ยังคิดแต่จะเอาเปรียบคนอื่น จนสุดท้ายสะใภ้ใหญ่และสะใภ้รองทนไม่ไหว เกลี้ยกล่อมให้สามีแยกบ้าน แต่ก็ช้ากว่าบ้านสามไปก้าวหนึ่ง
หวังอวี้วางแผนแยกบ้านมาั้แ่ก่อนที่นางจะแต่งเข้ามาเป็สะใภ้ตระกูลหลี่แล้ว
นางเฝ้ากรอกหูสามีทุกเมื่อเชื่อวันว่าการแยกออกไปอยู่กันเองจะทำให้เขาได้ใช้ชีวิตอย่างเป็อิสระ
อยากกินอะไรก็ได้กิน อยากใช้จ่ายอย่างไรก็ทำได้โดยไม่ต้องคอยมองหน้าใคร
สุดท้ายจึงเป็บ้านสามที่ได้แยกตัวออกไปพร้อมกับเงินก้นถุงหลายสิบหยวน ซึ่งนั่นแทบจะเป็เงินกองกลางทั้งหมดที่แม่เฒ่าหลี่เก็บหอมรอมริบมา
เื่นี้สร้างความไม่พอใจให้กับบ้านหลักและบ้านรองอย่างยิ่ง แต่พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้ หากจะแยกบ้านออกไปเหมือนกับบ้านสาม พวกเขาก็คงจะไปได้แต่ตัว ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขา้า
จึงไม่ใช่เื่แปลกอะไรที่ชาวบ้านในละแวกนี้จะได้ยินเสียงทะเลาะโหวกเหวกระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้ทั้งสอง
และที่เสวี่ยหงเลือกที่จะมาแลกไข่ไก่ที่นี่ก็เพราะเธอรู้เื่นี้ดี บวกกับที่เธอไม่คิดว่าหวังอวี้จะยินดีแบ่งเนื้อกวางมาบ้านหลักของสามี ทุกอย่างจึงเป็ไปตามแผน
นี่ไม่ใช่การแก้แค้นหรอก แค่สร้างความลำบากในการใช้ชีวิตนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง
“เอ่อ อย่าทะเลาะกันเลยนะคะ หนูขอโทษค่ะ หนูไม่ทราบจริงๆ ว่าพ่อกับแม่ไม่ได้แบ่งเนื้อมาทางนี้” เสวี่ยหงกระพริบตาถี่ๆ หลังจากเบิกตาโตค้างเอาไว้สักพักเพื่อเรียกน้ำตา “ถ้ายังไงเดี๋ยวหนูกลับไปเอาเนื้อไก่ฟ้าที่เหลือมาให้นะคะ อย่างน้อยก็ให้หนูแสดงความกตัญญูต่อคุณปู่คุณย่าแทนพ่อกับแม่เถอะค่ะ”
“ดูเอาเถอะค่ะคุณแม่ เสวี่ยหงยิ่งโตยิ่งเหมือนกับสะใภ้เซี่ย คุณแม่จำได้ไหมคะว่าสะใภ้เซี่ยกตัญญูกับคุณแม่มากแค่ไหน สะใภ้หวังคนนี้เทียบกับเธอไม่ติดเลยสักนิด” สะใภ้ใหญ่หลี่อดไม่ได้ที่จะพูดถึงน้องสะใภ้ที่เสียไปด้วยแรงอารมณ์ขณะจ้องมองใบหน้าของเสวี่ยหง
สะใภ้เซี่ยที่ว่าก็คือแม่แท้ๆ ของเสวี่ยหง เซี่ยหลานจื่อ
“เสวี่ยหง ไม่ต้องไปเอาเนื้อที่เหลือมาหรอก เก็บไว้เถอะ เดี๋ยวป้าไปหยิบไข่ไก่มาให้ แต่คงจะได้แค่ชั่งเดียวนะ เพราะ่นี้แม่ไก่ที่บ้านเราไม่ค่อยออกไข่เลย” สะใภ้รองหลี่เองก็หวนนึกถึงอดีต ท่าทางของนางจึงอ่อนลงมาก
“ขอบคุณค่ะป้าสะใภ้ใหญ่ ป้าสะใภ้รอง” เสวี่ยหงก้มหน้าลงตอบเสียงสั่นเครือ
ท่าทางน่าสงสารของหลานสาวทำให้สะใภ้บ้านหลี่ทั้งสองเริ่มคิดสงสัยว่าเื่ฉาวโฉ่เมื่อเย็นวานนี้อาจไม่ใช่ความจริงก็เป็ได้
“คุณแม่คะ อาหารเช้าเสร็จแล้วล่ะค่ะ ถ้าคุณพ่อกับอาเซวียนกับน้องรองตื่นแล้วก็เรียกมากินได้เลยค่ะ ฉันกับสะใภ้รองขอตัวสักครู่” สะใภ้ใหญ่บอกแม่สามีที่นั่งนิ่งั้แ่ที่เธอเอ่ยถึงสะใภ้เซี่ย ก่อนจะหันมาทางเสวี่ยหง “หนูตามป้ามาหน่อยสิ”
“ค่ะ” เสวี่ยหงเดินตามป้าสะใภ้ทั้งสองเข้าไปหลังบ้านที่มีเล้าไก่อยู่
สะใภ้รองหลี่รีบไปหยิบตระกร้าใส่ไข่ที่มีอยู่ 1 ชั่งพอดีเพื่อนำมามอบให้หลานสาว ส่วนสะใภ้ใหญ่ก็รับเอาเนื้อไก่ฟ้ามาจากหลานสาว
“เื่เมื่อวานนี้สรุปว่าเป็ยังไงมายังไงล่ะ” ป้าสะใภ้ใหญ่ถามเสียงแ่
เสวี่ยหงมองหน้าป้าสะใภ้ทั้งสองคน นึกลังเลใจว่าควรจะบอกความจริงดีหรือไม่ ถึงทั้งสองคนจะไม่เคยทำร้ายเสวี่ยหงคนก่อน แต่ก็ไม่ได้ออกตัวปกป้องอย่างเต็มที่เสียทีเดียว ทั้งยังมีความสามารถด้านการพูดจาเสียดสีรุนแรง
แต่คิดๆ ดูแล้ว การผูกมิตรนั้นย่อมดีกว่าสร้างศัตรู เสวี่ยหงจึงเล่าอย่างสั้นกระชับ
หลังจากได้ฟังเื่คร่าวๆ ป้าสะใภ้ทั้งสองก็พากันส่ายหน้าและมองหลานสาวด้วยสายตาเห็นใจ
“ผู้ใหญ่บ้านตัดสินแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน อีกหน่อยหลานขาดเหลืออะไรก็มาบอกพวกป้าได้ บ้านแม่ของหลานไม่เหลือใครแล้ว แต่บ้านหลี่สายหลักก็ยังพอช่วยเหลือหลานได้” ป้าสะใภ้ใหญ่บอก โดยมีป้าสะใภ้รองพยักหน้าสนับสนุน
ที่ว่าบ้านแม่ของเซี่ยหลานจื่อไม่เหลือใครแล้วนั้นก็คือ ตายายของเสวี่ยหงได้จากไปนานแล้วนั่นเอง
“ขอบคุณนะคะ อีกหน่อยหนูกับอาิคงจะต้องรบกวนพวกคุณลุงคุณป้าอีกมาก เพราะเราจะต้องสร้างบ้านใหม่ คงต้องขอความช่วยเหลือจริงๆ ล่ะค่ะ” เสวี่ยหงเช็ดคราบน้ำตา “หนูคงต้องขอตัวก่อนนะคะ หนูต้องรีบไปทำอาหารเช้าให้อาิก่อน ตอนนี้ก็ใกล้จะได้เวลาลงนาแล้วด้วย”
“ไปเถอะๆ”
เมื่อเสวี่ยหงจากไปแล้ว สะใภ้ทั้งสองก็มองหน้ากัน แล้วถอนหายใจ
“นับว่าเป็บุญที่เสวี่ยหงได้เจอผู้ชายดีๆ อย่างหยวนินะ” สะใภ้ใหญ่หลี่รำพัน
“นั่นสิคะ แต่ฉันว่าอาจจะเป็น้องสะใภ้เซี่ยที่คอยปกป้องคุ้มครองลูกอยู่ก็ได้นะคะ”
“ถ้าอย่างนั้นตอนนี้น้องสะใภ้เซี่ยก็คงหมดห่วงแล้วล่ะ ว่าที่ลูกเขยคนนี้จะต้องดูแลเสวี่ยหงได้ดีแน่ๆ”
ทางด้านเสวี่ยหง เมื่อเธอกลับมาถึงบ้าน ก็เห็นหยวนิยืนรออยู่ก่อนแล้ว
“คุณมารอนานหรือยังคะ ขอโทษด้วยค่ะ ฉันไปขอแลกไข่ไก่มาน่ะ” เสวี่ยหงรีบเปิดประตูเดินนำอีกฝ่ายเข้าไป
“ไม่นานหรอกครับ” หยวนิตอบยิ้มๆ
“คุณนั่งรอสักครู่นะคะ เดี๋ยวฉันใส่ไข่ในโจ๊กก็เสร็จแล้วล่ะค่ะ” เธอว่าพลางหยิบนั่นนี่ใส่ลงไปในหม้ออย่างรวดเร็วราวกับมืออาชีพ
“คุณยังเจ็บแผลอยู่หรือเปล่าครับ” หยวนิถามขึ้นหลังจากนั่งดูหญิงสาวเงียบๆ ครู่หนึ่ง
เสวี่ยหงหันมาส่งยิ้มให้เขาเล็กน้อย “ยังปวดอยู่ค่ะ มีรอยช้ำสีม่วงรอยใหญ่เลยล่ะค่ะ แต่ก็พอทนไหว”
หยวนิรู้สึกผิดอย่างยิ่ง “ไว้ผมจะลองถามคนอื่นดูนะครับว่ามียาทาหรือแก้ช้ำในบ้างหรือเปล่า”
“ขอบคุณนะคะ แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็ไรหรอกค่ะ ฉันยังพอมียาทาเก็บไว้อยู่ เมื่อคืนก็ทาไปแล้วล่ะ วันนี้เลยไม่ปวดมากเท่าไหร่” เธอนึกชอบใจกับความเอาใจใส่ของชายหนุ่ม “เอาล่ะ โจ๊กเสร็จแล้วค่ะ คุณรีบกินเถอะ เดี๋ยวจะไปทำงานสายนะคะ”
เธอตักใส่ถ้วยใบใหญ่ที่สุดที่เธอมีแล้วยกมาให้เขา
“ขอบคุณครับ” เขารับอาหารมาก็ใช้ช้อนคนและเป่าไล่ความร้อนเล็กน้อย ก่อนจะรีบกิน
“ถ้าคุณไม่อิ่ม ตักเพิ่มได้นะคะ” เสวี่ยหงบอก หลังจากตักโจ๊กส่วนของเธอมาแล้ว ในหม้อก็ยังเหลืออยู่ค่อนข้างมาก
“ทำไมคุณกินแค่นิดเดียวเองล่ะครับ” เขาเห็นถ้วยที่เธอใช้ใส่โจ๊กดูเล็กมาก เหมือนกับถ้วยน้ำซุปมากกว่า
“ฉันกินได้ไม่เยอะหรอกค่ะ คุณกินเถอะ เดี๋ยวคุณต้องใช้แรงทำงานอีกมาก ตอนพักเที่ยงฉันจะไปรอคุณอยู่ใต้ต้นไม้ข้างแปลงนานะคะ คุณจะได้หลบร่มพักผ่อนตอนกินข้าว” เธอบอก
“ได้ครับ” หยวนิไม่คัดค้านอะไรอีก เขารีบกินโจ๊กในถ้วยและตักเพิ่มอีกครึ่งถ้วย เมื่อท้องอิ่มประมาณ 7-8 ส่วน เขาก็พอใจมาก เพราะปกติแล้วเขาแทบจะกินอิ่มไม่ถึง 4 ส่วน
ด้วยความที่บ้านพักของเขามีแต่หนุ่มโสดผู้ไร้ฝีมือการทำอาหาร ของกินแต่ละอย่างจึงไม่ค่อยน่าลิ้มรสนัก แตกต่างจากฝีมือของเสวี่ยหงอย่างยิ่ง
แม้อาหารที่เสวี่ยหงทำจะเรียบง่าย และใช้วัตถุดิบไม่กี่อย่างที่พบได้ทั่วไปในป่า แต่มันกลับอร่อยเลิศจนเขาแทบกลืนลิ้นลงไปด้วย
ชายหนุ่มออกไปทำงานอย่างอารมณ์ดี ในใจนึกคาดหวังถึงอาหารมื้อเที่ยง ไม่รู้ว่าเสวี่ยหงจะทำอะไรให้เขา แต่เขามั่นใจว่าต้องเป็ของอร่อยแน่ๆ
ท่าทางอารมณ์ดีของเขาเรียกเสียงหยอกเย้าจากบรรดาสหายยุวชนบัณฑิตร่วมบ้านพัก และเสียงซุบซิบนินทาจากชาวบ้าน แต่หยวนิไม่ได้สนใจ
เขาได้เล่าความจริงให้ผู้ใหญ่บ้านฟังคร่าวๆ แล้ว ในเมื่อผู้ใหญ่รับทราบ คนอื่นจะคิดเห็นอย่างไรเขาก็หาได้สนใจไม่
เขาเชื่อว่ากาลเวลาจะพิสูจน์ให้เห็นถึงความจริงเอง
หลังจากเสวี่ยหงล้างถ้วยชามและทำความสะอาดบ้านเสร็จ เธอก็มานั่งดูสถานะของตัวเอง
โฮสต์: หลี่เสวี่ยหง
สภาพร่างกาย: กำลังขับของเสียและบำรุงกำลัง
ทักษะปลดล็อก:
ทักษะปิดบัง: 5/10
ทักษะทำความสะอาด: 4/10
ทักษะทำอาหาร: 3/10
ทักษะหาสมุนไพร: 3/10
ทักษะแกะรอย: 1/10
เมื่อคืนนี้หลิงปาได้แจ้งเตือนว่าเธอปลดล็อกทักษะทำอาหารแล้ว และคะแนนจะนับจากจำนวนจานที่เธอทำออกมาไม่ได้จำกัดเพียงประเภทอาหาร นับว่าเป็ทักษะที่น่าจะได้แต้มมาง่ายที่สุด
เพราะเธอต้องทำอาหารทุกวัน วันละสามมื้อนั่นเอง
เสวี่ยหงดูเสร็จก็เตรียมตัวขึ้นเขาไปหาสมุนไพรและของป่า อันที่จริงเธอแค่้าใช้เป็ข้ออ้างในการนำเนื้อไก่ออกมาปรุงอาหาร และเอาผลไม้ออกมากินนั่นเอง
แม้จะเข้าใจดีว่ายุคสมัยแห่งความอดอยากทำให้ทุกคนลำบากและร่างกายผอมแห้งอ่อนแรงเหมือนกันหมด แต่เธอก็ทำใจไม่ได้ที่จะปล่อยให้ตัวเองกับว่าที่สามีมีสภาพเช่นนั้นต่อไป
ในเมื่อตอนนี้ยังไม่มีช่องทางทำเงิน การเข้าป่าจึงเป็ข้ออ้างเดียวที่เธอจะใช้ได้
หลังจากที่หยวนิสอนวางกับดักให้เธอ เธอก็จะยิ่งมีข้ออ้างเื่เนื้อสัตว์มากกว่าเดิม
เสวี่ยหงเดินเข้าป่าจากเส้นทางเดิม แต่เดินเข้าไปลึกกว่าเมื่อวานอย่างหาญกล้าเพราะตอนนี้มีชาวบ้านขึ้นเขามากันเยอะพอสมควร
เธอไม่สนใจอาการชี้ไม้ขี้มือซุบซิบกันของบรรดาป้าๆ กลับค่อยๆ เดินเข้าป่าลึกพลางสำรวจทั้งพื้นดินและบนต้นไม้
‘หลิงปา ฉันมีอะไรจะถามหน่อย’
‘ได้ค่ะโฮสต์ ถ้าตอบได้จะตอบค่ะ’
เสวี่ยหงพยายามข่มกลั้นความหมั่นไส้ จะมีสักครั้งไหมที่ระบบจะไม่กวนประสาทเธอ!
‘ถ้าฉันเก็บสมุนไพรได้ แต่ไม่รู้จักมัน ฉันจะได้คะแนนไหม’
‘เนื่องจากโฮสต์ไม่มีพื้นฐานเกี่ยวกับสมุนไพร การเก็บได้โดยที่โฮสต์ไม่สามารถระบุชื่อพันธุ์จะนับเป็ 1 คะแนนต่อ 1 พันธุ์ค่ะ’
‘สุดยอด!’ ดวงตาของเสวี่ยหงพลันเปล่งประกาย ‘ขอบใจนะ อย่างน้อยระบบก็ไม่บีบคั้นกันจนเกินไป เอาล่ะ ฉันจะเก็บให้เรียบเลย!’
เสวี่ยหงทำอย่างที่ว่าไว้ เมื่อเธอเดินมาถึงต้นหม่อนที่พบเมื่อวาน เธอก็ทำการเด็ดใบของมันมา เพราะเหมือนจะเคยอ่านผ่านๆ ตามาว่าใบหม่อนนั้นมีสรรพคุณทางยา จากนั้น เมื่อไหร่ที่เธอเจอต้นไม้ที่มีผลหรือดอกแปลกตา เธอก็จัดการเก็บมาทั้งดอก ใบ ลำต้น รวมถึงขุดหารากของมันอีกด้วย
เธอเก็บไปหลายชนิด และเพียงไม่ถึงชั่วโมง เสียงระบบก็ร้องเตือน
ติ๊ง!
ยินดีด้วยค่ะ ทักษะหาสมุนไพรสะสมคะแนนครบ 10 คะแนนแล้ว โฮสต์สามารถกดสุ่มรับรางวัลพิเศษได้ทุกเมื่อ
เสวี่ยหงยังไม่คิดกดรับของรางวัลในตอนนี้เพราะยังอยู่ข้างนอก เธอจึงเดินเก็บเห็ดป่าและหาร่องรอยของสัตว์ป่าตัวเล็กต่ออีกครึ่งชั่วโมง
แม้เธอจะเจอกระต่ายอยู่สองสามตัว แต่เพราะความว่องไวปราดเปรียวของมัน เธอจึงไม่สามารถจับมันได้ แต่อย่างน้อยเธอก็บังเอิญไปเจอรังนกพร้อมไข่นกสามฟอง นอกจากนี้ คะแนนทักษะแกะรอยของเธอก็เพิ่มขึ้นมาถึง 5 คะแนน ตอนนี้สะสมเป็ 6 คะแนนแล้ว
เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลาทำอาหารมื้อกลางวันแล้ว เสวี่ยหงจึงเดินกลับบ้าน