ลานหน้าบ้านผู้ใหญ่
ในตอนสายของวันหนึ่ง ชาวบ้านเริ่มทยอยกันเดินมานั่งที่ลานหน้าบ้าน บางคนหอบเสื่อผืนเล็กมานั่งฟัง บ้างก็หอบใจอันหนักอึ้ง แววตาหลายคู่สะท้อนความกังวล และอีกหลายคู่ก็เต็มไปด้วยคำถาม
เมื่อผู้ใหญ่ได้แจ้งข่าว เกี่ยวกับเอกสารแจ้งจากทางกระทรวง เื่การลงพื้นที่ เพื่อศึกษาข้อมูลกับชาวบ้าน โดยท่านเลขาธีรเทพและทีมงาน
“นี่มันหมายความว่ายังไง ที่ทีมของท่านเลขาจะมาที่นี่?”
“หรือจะเป็การสอดแนม.เนียนมาเก็บข้อมูลพวกเราหรือเปล่า?”
เสียงชาวบ้านฮือฮาเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนผู้ใหญ่บ้านต้องยกมือขึ้นปราม
“ใจเย็นๆ ก่อนทุกคน …”
“แต่นี่มันหมาจิ้งจอกในคราบลูกแกะหรือเปล่าล่ะพ่อผู้ใหญ่!”
ชายวัยกลางคนะโขึ้นจากมุมหนึ่ง และต่อด้วยอีกคนะโตามมา
“นั้นนะสิ! มันเท่ากับเปิดบ้าน ให้เขาเข้ามาล้วงข้อมูลหรือเปล่า?”
จังหวะนั้นเต้ที่ยืนฟังอยู่ด้านหลัง รีบรุดเดินออกมาข้างหน้าอย่างหมดความอดทน
“ผมขอพูดหน่อยนะครับ ทุกคน ลุงๆ ป้าๆ”
“ผมรู้ว่าเราไม่ควรเชื่อใครง่าย ๆ ในเวลานี้ โดยเฉพาะคนจากฝั่งภาครัฐ”
“แต่ผมอยากให้ทุกคนลองฟัง… ท่านเลขาธีรเทพ คนนี้ไม่ธรรมดา”
“ก่อนที่เขาจะมาเป็เลขาฯ รองรัฐมนตรีเศรษฐกิจเนี่ย! เขาเคยเป็เลขาฯ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการมาก่อน”
“โครงการส่งเสริมการศึกษาสำหรับเด็กถิ่นทุรกันดารสี่ภาค และระบบการเรียนทางไกลของเด็กชายขอบที่เราพูดถึงกันบ่อย ๆ …มันเกิดขึ้นเพราะเขาอยู่เื้ั”
ชาวที่นั่งอยู่เริ่มมีเสียงอื้ออึงทั้งพยักหน้า เห็นด้วย เพราะโครงการที่เต้พูดมามันมีอยู่จริง
“อีกอย่าง..เท่าที่ผมมีข้อมูล เขาไม่ได้เป็คนคิดริเริ่มโครงการวันเดอร์แลนด์นี้ด้วยซ้ำ แต่ในเมื่อเขาเป็คนที่มีเสียง และถ้าพวกเราทำให้เขา เข้าใจในมุมของพวกเรา มันก็เป็โอกาส ที่เขาจะเป็เสียงสะท้อนแทนพวกเรา”
เต้หยุดพักหายใจ ก่อนจะพูดต่อ
“แล้วทุกคนคิดว่า ถ้าเขาอยู่ในเมือง อยู่ในกระทรวง เขาจะรู้ได้ยังไง ว่าอะไร คือความเสียหาย ความทุกข์ ความสูญสิ้นถิ่นฐาน อาชีพ ที่ทำกิน บ้านที่เราอยู่ สิ่งที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่ ถ้าเขาไม่ได้มาเห็นด้วยตา ไม่ได้มาััด้วยตัวเองของเขาเอง?”
“ผมเชื่อว่าคนเก่ง ๆ บางคน…พวกเขายังไม่เคยได้ยินเสียงของชาวบ้านที่แท้จริงเท่านั้นเอง”
ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้าเบา ๆ ก่อนหันไปหาคุณครูและทีมแกนนำที่นั่งฟังอยู่ ซึ่งทั้งหมดก็สบตากันเป็สัญญาณเงียบๆ ก่อนที่ผู้ใหญ่จะหันกลับมา พูดช้าๆ คมชัด
“ถ้าอย่างนั้น…ก็ให้เขามาพัก ที่บ้านพักรับรองของผู้ใหญ่แล้วกัน”
“แต่ว่าผู้ใหญ่ ต้องขอแรงพวกเราช่วยดูแล..”
“เื่อาหารการกิน ผมคิดว่าป้าๆ แม่ครัวดูแลได้อยู่แล้ว ส่วนทีมดูแลผมกับเพื่อนๆ จะรับหน้าที่..จะเหลือก็แต่..”
เต้แบ่งหน้าที่ให้กับทุกคน จนเหลือแค่หน้าที่เดียวคือดูแลท่านเลขา ซึ่งถือว่าเป็บุคคลสำคัญ คนที่จะรับหน้าที่นั้นได้ ต้องเข้าใจ การใช้ชีวิตประจำวัน และก็น่าจะเป็คนเคยไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุงมาก่อน เขารีบมองไปยังเพื่อนรัก อย่างไม่ลังเล พร้อมกับรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
“กูว่าหน้าที่ประกบท่านเลขา..ต้องเป็มึงแล้วละ!”
“หา!?”
จินส่งเสียงดังขึ้นในทันที เขายืดตัวตรง ใบหน้าตื่นใเกินจริงเหมือนโดนสั่งเกณฑ์ทหาร
“ทำไมต้องเป็กู…”
“ก็มึงมีความรู้ มีหลักการ แถมเคยไปอยู่ในเมืองกรุง มึงย่อมเข้าใจคนเมืองอย่างท่านเลขา แถมยังอธิบายวิธีชีวิตชาวบ้านให้เขารับรู้และเข้าใจได้ดีกว่าคนอื่น”
เต้ตอบหน้าตาย ขณะที่ผู้ใหญ่บ้านหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างโล่งใจก่อนจะพูดต่อ
“ผู้ใหญ่เห็นด้วยกับเ้าเต้นะเ้าจิน หรือมีใครคิดเห็นยังไง?”
ผู้ใหญ่กวาดสายตามองทุกคน ขณะที่จินก็หันไปตามหวังเพียงจะมีใครคัดค้าน แต่ทุกสายตากลับเห็นด้วย จนทำให้เขาต้องถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก
“ครับ”
......................................
เสียงล้อรถยนต์จำนวนสามคัน วิ่งมาหยุดที่หน้าลานบ้านผู้ใหญ่ ในเช้าวันหนึ่ง ท่ามกลางสายตาของชาวบ้าน ที่ยืนรอต้อนรับคนที่ก้าวลงจากรถอย่างใจจดจ่อ
ทีมงานทั้งชายหญิงทยอยลงจากรถ จนเหลือคนสุดท้าย เป็ชายร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขน กางเกงผ้าธรรมดา รองเท้าผ้าใบสีเรียบ ไม่มีเงาของความเป็ “ข้าราชการชั้นสูง” เหลืออยู่แม้แต่น้อย เขายกยิ้มบาง ๆ พลางยกมือไหว้ผู้ใหญ่บ้านที่เดินออกมาต้อนรับ
“ยินดีต้อนรับท่านเลขาและทีมงานครับ”
ผู้ใหญ่กล่าว
“ไม่ต้องมากพิธีหรอกครับพ่อผู้ใหญ่ ผมและทีมงานต้องขอฝากเนื้อฝากตัวกับทุกๆ ท่านด้วยครับ”
ท่าทางสุภาพ ใบหน้าหล่อคม ผิวพรรณดี น้ำเสียงนุ่ม ฟังสบาย พร้อมรอยยิ้มบางๆ ส่งผลให้ธัณดูดีจนผู้คนที่มาเฝ้ารอเผลอส่งยิ้มตอบรับ ขณะที่จินยืนกอดอกอยู่ไกลๆ ได้แต่ถอดลมหายใจยาว
“อ้อ..นับจากนี้ไปได้โปรดอย่าเรียกผมว่าท่าน ผมก็คือคนธรรมดา มาในฐานะประชาชน ที่้าเรียนรู้ และรับฟังความคิดเห็นของพ่อแม่พี่น้องที่นี่จริงๆ”
บรรยากาศหน้าบ้านผู้ใหญ่ ไม่ได้เบาเหมือนรอยยิ้มบางๆ ของธัณ เพราะเสียงกระซิบกระซาบบางส่วนยังดังขึ้นเป็ระยะ
โดยเฉพาะชาวบ้านสตรี ทั้งผู้ชายหัวใจสวย ไม่เว้นแม้คุณย่าคุณยาย เคี่ยวหมากอยู่ ก็ยังส่งสายตาหวานเยิ้ม ส่งผลทำให้ธัณทำตัวไม่ถูก แต่ก็ยังโชคดีที่คนหมั่นใส่ได้ถูกเวลาพอดี จินเดินส่งตาขวางเป็สัญญาณให้ทุกคนหยุดลวนลามแขกผู้มาเยือน
“นี้ๆ ..เบาได้เบาทุกคน เดี๋ยวไก่ก็ตื่นหมด”
เสียงยียวนอย่างหมั่นไส้เล็กๆ ดังขึ้นจากริมรั้วไม้ไผ่ที่ครอบไว้ด้วยต้นตีนตุ๊กแกเขียวชอุ่ม จินเดินเข้าหาแล้วพาธัณเดินออกไป
ขณะที่คนที่ถูกสายตาจ้องมองรีบโค้งตัวส่งยิ้ม ก่อนจะเดินตามจินไป อย่างรู้ว่านี่คือทางรอดเดียวของเขาในเวลานี้
จินยืนอยู่ข้างรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างรุ่นเก่าคร่ำคร่า เสื้อแจ็กเกตสีหม่นที่เขาสวมอยู่วันนี้ ดูจะเปื้อนฝุ่นมากกว่าทุกวัน
แม้แต่รอยยิ้มที่มุมปากนั่น...ก็ไม่ต่างจากนักเรียนที่เพิ่งได้ทีแกล้งอาจารย์ประจำชั้น
ขณะที่ธัณได้แต่ยืนมองด้วยความงวยงง วันนี้เขาแต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนแขนพับ กางเกงผ้าสีเทาเข้มเรียบ และรองเท้าผ้าใบคู่ใหม่สะอาดเอี่ยม ต่างจากวันประชุม หรือวันที่หลงป่า เพราะถูกจินต่อว่าครั้งก่อน
“แน่ใจแล้วเหรอครับท่านเลขา ที่จะมาเก็บข้อมูลที่นี่ด้วยตัวเอง?”
“ครับ…คุณจิน”เขาตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพตามเดิม ก่อนจะเว้นจังหวะ
“และ...รบกวนเรียกผมแค่ ‘ธัณ’ ก็พอครับ”
"อ้อ เอ้อ…เื่มากอีกซะด้วย”
จินได้ยินถึงกับเบ้ปาก ส่งเสียงพึมพำ ก่อนจะหมุนตัวเหวี่ยงๆ ขึ้นมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง และก็ไม่วายจะหันมา ทำท่ายื่นมือเชื้อเชิญแบบกวน ๆ
“เชิญครับ...ท่านเล—เอ่อ...คุณธัณ นี่คือรถที่นั่งประจำตำแหน่ง VIP เปิดประทุน ตากลมชมวิวแบบ ‘ติดดิน’ สไตล์ชาวบ้านแท้ ๆ รับรองว่าท่านได้ข้อมูลครบถ้วนอย่างแน่นอนครับ”
ธัณยืนนิ่ง มองรถพ่วงเก่า ๆ สภาพสีลอกบางส่วน จนเห็นโลหะสนิมขึ้น ที่นั่งฝั่งพ่วงข้างมีเบาะยุบ ๆ และหมอนรองก้นที่ดูเหมือนจะขาดล้นไปครึ่งหนึ่ง เขากะพริบตา ก่อนถามเรียบ ๆ
“เอ่อ..ต้องนั่งรถนี้จริงๆ ใช่ไหม? คือผมไม่ได้เื่มาก แต่ว่าแค่รถกระบะ...หรืออย่างน้อย ๆ ก็ที่มีหลังคา กับแอร์ไม่เย็น พัดลมก็ได้ ..อ่ะ..เอ่อ”
“ไม่มีครับท่าน...มีแต่สายลม กับฝุ่นฟรี ๆ จะรับไหมล่ะครับ?”
จินหันมาแกล้งกะพริบตาใส่ ก่อนจะขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์ ขณะที่ธัณถอนหายใจยาว...แต่ก็ต้องยอมก้าวขึ้นนั่งอย่างเงียบ ๆ
ฝั่งพ่วงข้างแคบเสียจน เขาต้องยกขาขึ้นอย่างระวัง มืออีกข้างพยายามจับราวเหล็กอย่างประณีต ไม่ให้เสื้อผ้าสะอาด ๆ ไปโดนคราบน้ำมันและสนิม
“อื้ม! ท่านเลขาไหวไหมครับ แต่ดูท่าทางแล้วก็น่าจะเหมาะกับคุณอยู่นะ..ฮ่าๆ”
ธัณไม่ตอบแต่แววตาที่เรียบเฉยกลับแอบหรี่ลงนิดหน่อย เหมือนจะพูดว่า ‘อย่าคิดว่าผมจะหลุดไปกับมุขเด็ก ๆ พวกนี้ได้’
แต่จินกลับแอบเห็นเพียงวูบเดียวในเงามุมของสายตานั้น เขาก็มีรอยยิ้มที่มุมปาก ที่เ้าตัวพยายามเก็บไว้อย่างแเี
“อ้าววววววววววววววววววว! คุณเบาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!”
เสียงลากยาวดังผ่านสายลม เมื่อจินกระชากคันเร่งมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง ออกตัวอย่างแรง จากลานหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้าน
เขานำพาธัณในเสื้อเชิ้ตสะอาดเนี้ยบ กางเกงผ้าเนื้อดี และผมเซ็ทมาอย่างเนี้ยบปลิวว่อน อยู่ในพ่วงข้างที่ไร้หลังคา ฝุ่นทรายที่ปั่นมาจากล้อกระแทกเข้าข้างตัวชายหนุ่มเลขาอย่างไม่ปรานี
“นี่คุณตั้งใจจะแกล้งผมหรือเปล่าเนี่ย!”
ธัณส่งเสียงดัง หลังจากพยายามฝืนไม่ส่งเสียงมาก่อนหน้านี้ แต่มันเกินจะทนจริง ๆ เมื่อผมข้างหน้าของเขาถูกลมตีจนแตกแสกกลางและเสื้อเชิ้ตก็ปลิวสะบัด จนชายเสื้อหลุดออกนอกกางเกง
ขณะที่จินยกมือข้างหนึ่งขึ้นป้องแสงแดด แล้วหันมายิ้มหวานส่งให้ธัญ แต่เขากลับไม่ได้ชะลอความเร็วรถเลยสักนิด
“โธ่ท่าน...ผมก็แค่อยากให้ท่าน ได้ััชีวิตติดดินอย่างแท้จริง จะได้เข้าใจคนที่นี่มากขึ้นไงครับ~”
แววตาเ้าเล่ห์ใต้แสงแดดนั้น ทำเอาธัณถึงกับเม้มปาก ไม่รู้จะหมั่นไส้ หรือจะกลัวตกรถก่อนดี
แต่ที่ทำให้เขานิ่งงันไปชั่วขณะ กับความคิดย้อนกลับไปในตอนที่หน้าลานบ้านผู้ใหญ่ คุณป้าในชุดผ้าถุงกำลังส่งสายตาวิบวับ แม่ค้าขายขนมครกยิ้มเขินยกพัดมาปิดหน้า คุณยายที่นั่งทอเสื่อพยักหน้ายิ้ม ๆ พร้อมเสียงกระซิบ
“หล่อจริงคนกรุงเนี่ย!.”
และที่หนักที่สุดคือชายหนุ่มร่างท้วมที่ยืนตัดหญ้าmujมุมรั้วบ้าน มองตามธัณตาไม่กะพริบ พร้อมเป่าปากหวีดเบา ๆ แล้วกะพริบตาให้!
“บ้าจริง!”
ธัณส่งเสียงสบถ อย่างคิดเข้าข้างตัวเอง ว่าสิ่งที่จินกำลังอยู่นี้ เพียงเพราะเขาหมั่นไส้ ที่เห็นผู้คนในหมูบ้านสนใจเขา
“วู้~ เป็ยังไงคุณบ้านนอกบันเทิงไหม?”
จินส่งเสียง ขณะบังคับรถ เลี้ยวพวงเข้าเส้นทางเลียบคันนา และทางข้างหน้าก็เริ่มแคบ ลาดชัน เต็มไปด้วยดินโคลนที่เพิ่งโดนฝนเมื่อคืน
ส่งผลให้ธัณได้แต่ถอนหายใจ กลืนน้ำลายลงคออย่างเงียบ ๆ ชีวิตที่เคยชินกับรถยนต์นั่งสบายเบาะนุ่มนิ่ม แอร์เย็นฉ่ำ
แต่มาเวลานี้กำลังถูกบดบังเกิดความทรงจำใหม่ๆ ด้วยความโคลงเคลงของรถมอเตอร์ไซซ์พ่วงคันเก่า กับกลิ่นหญ้าเปียกที่ตีขึ้นมาตลอดทาง
ในทุกความทุลักทุเลนั้น จินกลับดูยิ่งสดใส ยิ่งได้เห็นรอยยิ้มของเขาในแสงแดดอุ่น ที่ไม่ได้มีจริต ไม่การปรุงแต่ง
มีแต่ความจริงใจปนซุกซน ที่ทำเอา หัวใจของใครบางคนในพ่วงข้าง...สั่นไหวไม่หยุด
.......................