
ในช่วงสมัยสงครามระหว่างหมู่มารปีศาจและพลพรรคมนุษย์ ถูกเรียกว่าเป็นมหาสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของแผ่นดินเอซิเรีย
เนื่องจากเป็นการศึกใหญ่ระหว่างจ้าวฑิคา ผู้หมายตั้งตนเป็นนายเหนือหัวแต่เพียงผู้เดียวและผู้กล้าทั้งเจ็ดกับเหล่าผู้นำจักรวรรดิทั้งสามผนึกกำลังร่วมกัน ต้านทานความทะเยอทะยานของจอมมารนั้นเอาไว้
กล่าวได้ว่าเป็นสมรภูมินองเลือดที่คร่าชีวิตพลทหารกับพลเรือนมากที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ด้วยเช่นกัน
ทหารชาวต้าจิน ชาวศวาติและอาคเนย์จำนวนมากถูกเกณฑ์ไปรบ ซึ่งมีตั้งแต่คนหนุ่มสาวอายุยังน้อยไปจนวัยอาวุโส แม้บทสรุปของสงครามจะเป็นชัยชนะของฝ่ายจักรวรรดิมนุษย์กับพันธมิตร
แต่ตามความเป็นจริงนั้น ทหารจำนวนมากเสียชีวิตในสนามรบ ไม่ก็หายสาบสูญมิได้กลับคืนสู่ครอบครัวหรือบ้านเกิดเมืองนอน...
หนึ่งในพลทหารผู้ไม่กลับมาจากการต่อสู้ครั้งนั้นคือบิดาของเวทิน พ่อของเขาเป็นชาวต้าจินเชื้อสายศวาติที่มาแต่งงานและอาศัยในเทียนอัน เมืองหลวงของจักรวรรดิ เมื่อจักรวรรดิประกาศต้องการให้ชายทุกคนไปรบ เขาจึงจำต้องจากครอบครัว ทิ้งชื่อเสียงเงินทองเอาไว้เบื้องหลัง
ข่าวร้ายของบิดาถูกส่งมาถึงภรรยาในหลายเดือนถัดมา
ผู้นำครอบครัวถูกอสูรมารสังหารในสนามรบ ก่อนสงครามชี้ชะตาในแดนศักดิ์สิทธิ์จะเริ่มต้นขึ้นไม่นาน
สถานะในบ้านตกต่ำลง จนเวทินและแม่ต้องระเห็จระเหินไป กระทั้งแม่ของเขาก็เสียชีวิตเพราะโรคระบาด
เมื่อเด็กชายอาภัพกำพร้าพ่อแม่ เขาก็ต้องไปลงเอยใช้ชีวิตอยู่ในสลัมอยู่พักใหญ่ ขณะที่มีช่วงเวลาอันย่ำแย่ โชคชะตาฟ้าก็ให้เขามาพบกับอาจารย์หลี่ นักบวชหญิงแห่งนิกายดวงตาดาราเวียนว่าย ผู้นำพาเด็กชายคนนี้มาสู่วิถีนักบวชอย่างในปัจจุบัน
ภายหลังเวทินได้ติดตามนักบวชหญิงในฐานะลูกศิษย์คนสนิท เขาได้มีโอกาสศึกษาภาษาจนอ่านออกเขียนได้ ด้วยการชี้นำของพระเจ้า เด็กชายจึงได้พบกับผู้กล้าซือหลิน ผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำกลุ่มผู้กล้าที่มีดาบวิเศษ ชายชาตินักรบ วีรบุรุษที่เด็กผู้ชายแทบทุกคนฝันอยากจะเป็น
แม้ว่าจะผู้กล้าจะเปลี่ยนไป กลายเป็นชายชราด้วยคำสาป ขี้บ่น อารมณ์แปรปรวนเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แถมแต่งงานอย่างเงียบๆกับสาวปริศนา จนมีลูกสาวหนึ่งคนคือฟานแล้วก็ตามที เวทินก็ยังเคารพนับถือเขาไม่เสื่อมคลาย จากเด็กติดตามนักบวชหญิง ก็ได้มีโอกาสติดตามผู้กล้า จนได้เดินทางมายังหุบเขาซุยซานและได้พบกับอาจารย์ผู้กล้าพญามังกรเฮอเหลียวเพื่อซ่อมแซมดาบวิเศษ อาวุธคู่กายซือหลิน
และในตอนนี้ เวทินและฟานก็กำลังเสี่ยงชีวิตเพื่อเอาตัวรอดจากอันตรายอย่างสุดชีวิต
"น้องฟาน เราต้องหนีจากที่นี่!"เวทินตะโกนหาฟาน
สิ่งแรกเมื่อเวทินสามารถอุ้มตัวเด็กทารกน้อยไว้แนบอกได้แล้ว ก็คือการวิ่งอย่างสุดแรง!
"โฮกกกกกกก"
เสียงคำรามดังตามหลังเด็กทั้งสองมาอย่างกระชั้นชิด!
เวทินเหลือบหันไปมองทางด้านหลัง...
สิ่งที่นักบวชเด็กมองเห็น...เป็นฝูงอสูรค้างคาวตัวใหญ่หน้าตาน่าสะพรึงกลัวนับสิบตัว!!!

มันมีเสียงคำรามอย่างกับสิงโต ร่างกายล้วนปกคลุมไปด้วยขนหนา ดวงตาสีแดงใหญ่เท่าลูกแอปแปิ้ลหันมองเวทิน หูมันตั้งขึ้น ก้าวขาไต่พนังถ้ำมาสักพัก ก็สยายปีกกระพือบินออกตามมา
"แอ้!"ฟานร้อง เธอทำใบหน้างุนงง ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
และเมื่อเธอเห็นฝูงค้างคาวตามมาจากด้านหลัง ทารกหญิงก็ร้องอ้อแอ้พลางชี้นิ้วใส่
"อู้ว! อุ้![ตัวอะไรน่ะ!]"เสียงร้องดังขึ้น
"อย่าเพิ่งร้องนะน้องฟาน! อันตราย!"
เวทินร้องพลางโอบทารกน้อยไม่ถึงขวบปีไว้แน่นขึ้น ภายในสถานการณ์คับขัน เด็กชายนักบวชก็วิ่งไปหาคบเพลิงที่อยู่ใกล้ตัว
สำหรับตัวเด็กชายนักบวชวัยสิบปี เป็นช่วงวินาทีลังเลใจว่าจะเลือกใช้อะไรมาป้องกันตัว
หากให้เลือกถือระหว่างคบเพลิงหรือดาบสั้นในมือ
เวทินตัดสินใจที่จะจับดาบมากกว่า...
เพราะสำหรับเขามันอันตรายเกินไปหากถือคบเพลิงไปพร้อมอุ้มทารกตัวน้อยอย่างฟานเอาไว้ด้วย
และคำสอนของซือหลินก็ลอยเข้ามาในหัว สถานการณ์นี้เขาต้องพร้อมรับมือรวมถึงปกป้องฟาน ดาบสั้นมีความจำเป็นต่อเขาในการต่อสู้ภายในถ้ำหิมะ มากกว่าคบเพลิงที่จุดส่องสว่างตามเส้นทางที่อาจจะดับไปเมื่อไรก็ได้ ท่ามกลางสภาวะอันหนาวเหน็บ
เมื่อคิดเช่นนั้น เวทินจึงเลือกใช้ปลายดาบ แทรกเข้าไปในคบเพลิง เด็กชายหมุนตัวเขวี้ยงหัวเชื้อเพลิงไปยังค้างคาวตัวหนึ่งที่พยายามบินโฉบไปมาใกล้พวกเขาทันที!
เปรี้ยง!
เศษเชื้อเพลิงกระแทกตัวอสูรค้างคาวอย่างชะงันงัก เปลวไฟโอบล้อมรอบบริเวณพนังถ้ำ กลุ่มควันดำก้อนใหญ่ลอยโขมงคละคลุ้ง อสูรกระพือปีกไปพร้อมคำรามแผดเสียงด้วยความเจ็บปวด พวกที่เหลือต่างตกใจกลัว พวกมันบินเซถลาไปชนพนัง
"ดีล่ะ!"เวทินอาศัยชั่วเวลาอึดใจนั้น ฝ่าโถงทางเดินถ้ำตามรอยคบเพลิงที่ผู้กล้าซือหลินจุดนำทางกันหลงทางเอาไว้ต่อไป
จากนี้จะทำอย่างไรต่อ...
เวทินนึกในใจ เขาพยายามหาวิธีเอาตัวรอดจากสถานการณ์ต่อไป!
แม้จะถูกเปลวไฟเข้าไปจังๆ แต่เจ้าอสูรค้างคาวแทบจะไม่มีรอยบาดแผลแม้แต่น้อย เวทินเหลือบมองระหว่างวิ่งหนี เจ้าอสูรค้างคาวกลับมาบินได้และเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ตะเกียงไฟไม่อาจทำให้อสูรค้างคาวหยุดไล่ล่าทั้งสองได้เลย ช้าหรือเร็วพวกมันย่อมบินตามมาทัน
"ถ้าเกิดเราหัดเรียนด้านฝีมือดาบมากกว่านี้ เอาไว้ใช้เสียบ้างก็คงดี"เวทินพูดตัดเพ้อระหว่างวิ่ง
เด็กชายไม่มีความรู้ในการใช้อาวุธแม้แต่น้อยกระทั้งได้มาพบกับผู้กล้าซือหลิน!!
เวทินนึกเจ็บใจในความอ่อนแอ่ของตนเองขึ้นมา พลางหวนนึกไปถึงช่วงที่ยังอาศัยอยู่ในสลัม ทักษะที่เอาตัวรอดส่วนใหญ่ของเขาก็ไม่ใช่ด้านการใช้กำลังต่อสู้แม้แต่น้อย...
ใจของเขานึกอย่างเดียวคือตามหาคนช่วย
"ถ้าวิ่งไปหาท่านมังกรเฮอเหลียว ในจุดถลุงเหล็ก! ถ้าไปที่นั่นได้ล่ะก็เราจะปลอดภัย..."
"โฮกกกกกก"
"เหวอ!?"เวทินร้องเมื่อเจ้าอสูรตัวร้ายพยายามบินพุ่งมาหา มันขู่คำรามในลำคอ แยกเขี้ยวแหลมใส่ดุดัน!
"ย้าก!"เวทินฟาดดาบลงแต่ไม่ทันถูกตัว อสูรมีปีกบินหลบจากวิถีนั้น
"โฮก!"เจ้าอสูรคำรามใส่ทั้งสอง ก่อนที่มันจะมายืนจังก้าขวางหน้าเอาไว้
เวทินเหลือบมองเห็นช่องว่างระหว่างถ้ำและตัวอสูรตรงหน้า เด็กชายเร่งฝีเท้าวิ่งฝ่าจนสุดแรง เขาและฟานลอดไถลผ่านออกมาได้อย่างรวดเร็วทันท่วงทีพอดิบพอดี
"ฟู่! เกือบไปแล้ว!!"เวทินถอนหายใจอย่างรวดเร็ว"ต้องหาทางหนีพวกมันให้พ้นทาง!"
เวทินอาศัยจังหวะที่ฝูงอสูรค้างคาวยังตามมาไม่ทัน แอบไปหลบที่ซอกหิน พยายามทำตัวให้แนบเนียนที่สุดเพื่อไม่ให้สิ่งมีชีวิตตัวร้ายรู้ตัว
"กรร กรร"
"โอ้ว!"ฟานส่งเสียง ก่อนที่เวทินจะใช้มือประสานป้องปากของฟานเอาไว้ไม่ให้เสียงร้องดังออกไป
"ชู่ว! น้องฟานอย่าให้พวกมันได้ยิน"เขากระซิบ จากนั้นจึงกำก้อนหินมาลูกหนึ่งแล้วปาไปยังหลุมฝั่งตรงข้าม
ตุบ!
"กรร"ฝูงค้างคาวหูตั้งขึ้น มันหันคอควับไปยังต้นเสียง ก่อนจะบินถลาลงไปในหลุมทันที
เมื่อเสียงกระพือปีกบินห่างออกไป เวทินก็ค่อยๆออกมาจากซอกหลืบที่ตนหลบอยู่
"ไปกันเถอะ! ฮึบ!"
"แอ๊!!! แอ๊!!!"ฟานร้องในจังหวะที่เด็กชายพยายามลุกขึ้นจากที่ซ่อน
"น้องฟาน!?" เวทินหันไปยังทารกน้อย เหตุที่เธอร้องเป็นเพราะยังมีค้างคาวอสูรอยู่แถวนั้น!?
"กรรร โฮกกกก"อสูรร้ายร้องคำราม พวกมันพุ่งมายังร่างของเด็กทั้งสองด้วยความรวดเร็ว เวทินถึงแม้รู้ว่าไม่ทันการณ์ เขาตัดสินใจในพริบตาอย่างไม่คิดห่วงชีวิตตนเอง ยกดาบสั้นอาวุธคู่กายขึ้นมาเพื่อปกป้องฟานอย่างสุดกำลัง!!!

"แอ๊!!!!!!!!!"
"กรร! กรร?"
"แอ๊ แอ๊ แอ๊!"ภายในถ้ำกึกก้องไปด้วยเสียงแหลมเล็กของทารกตัวน้อย
"น้องฟาน...นี่มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ?"เวทินเอ่ยด้วยความตกใจกับสิ่งที่ปรากฏขึ้น
เสียงของฟานแผดสะท้อนสะเทือนลั่นไปทั่วถ้ำพญามังกร เสียงบาดหูของเด็กทารกก้องกังวานเสียจนทำให้สัตว์อสูรมีปีกหยุดชะงักด้วยความตกใจ
ด้วยความที่พวกมันเป็นสัตว์อสูรหูดี เมื่อเจอพลังเสียงไม่คุ้นหูเช่นนี้ !
พวกมันก็สับสน ดวงตาสีแดงเหลือก พลางบินโฉบวนไปมา...
"กรร"พวกมันส่งเสียงร้อง
"ฟู่ว!!!"
ทว่าทันใดนั้นเปลวไฟสีฟ้าก้อนใหญ่ก็ฟาดผ่านอสูรมีปีกไป ร่างของหญิงสาวเขามังกรก็เดินเข้ามาอย่างสง่างาม เทพมังกรเฮอเหลียวมาถึงเด็กทั้งสองแล้ว
"เจ้าอสูรตัวไหนกล้าลองดีจะมาทำร้ายหลานๆของข้าก็เข้ามาเลย?"พญามังกรแสยะยิ้มเผยคมเขี้ยวเล็กๆในมุมปาก ประกายไฟสีฟ้าโอบล้อมตัวราวกับผ้าอาภรณ์ ดวงตาขี้เล่นกลับแฝงไปด้วยความน่าสะพรึงกลัว
"โฮก โฮก!"อสูรค้างคาวที่เหลือหยุดกึก ก่อนจะล่าถอยจากไปอย่างรวดเร็วเหมือนเมื่อครั้งพวกมันปรากฏตัว...
เมื่อพวกมันจากไปจนหมด เฮอเหลียวก็สะบัดเปลวไฟสีฟ้าที่รายล้อมออกจนหมด"ฮึ เจ้าพวกค้างคาวตัวจ้อย ทำมาลองดี นี่ถ้ำของข้าแท้ๆ"มังกรสาวพูดเบาๆ
"ท่านเฮอเหลียว!?"เด็กชายร้องเรียกเมื่อตนตั้งสติได้ เวทินก็รีบเดินไปหาพญามังกรในทันที
"โอ้ เหล่าลูกหลานข้า ปลอดภัยใช่ไหม?"เฮอเหลียวกลับมาพูดติดตลกตามปรกติอีกครั้ง เธอเหลียวมองเด็กทั้งสองอย่างรวดเร็ว ก่อนยิ้มและพูด"น้อยคนจะเอาตัวรอดจากฝูงค้างคาวผีแห่งซุยซาน น่าชื่มชนนัก"
"ค้างคาวผีแห่งซุยซานหรือครับ?"
"ใช่...มนุษย์เรียกมันเช่นนั้น ถ้าใครไปก่อกวนมัน มันจะตามจนถึงที่สุดเลยเชียว กับเด็กเช่นเจ้าก็ถือว่ามันร้ายกาจพอดู คมเขี้ยวพวกมันเอามาผสมทำอาวุธก็ได้ หนังก็หนาเอามาทำเสื้อ หรือจะกิน...ฮืม รสชาติก็พอถูไถ"คำพูดทีเล่นทีจริงของมังกรสาว ทำให้เวทินหัวเราะแห้งๆออกมา
ตอนนั้นเองเสียงหญิงสาวและชายชราคุ้นหูก็ตะโกนดังขึ้น"ฟาน! เวทิน!"
"ท่านซือหลิน! ท่านเพตรา!"เวทินหันไปมองสองผู้กล้าที่วิ่งตามหลังมา
ผู้กล้าวัยกลางคนก้มมองทั้งสองด้วยความเป็นห่วง เขาใช้ฝ่ามือแตะตัวทั้งสองก่อนเอ่ย"พวกข้าได้ยินเสียงภายในถ้ำ จึงรีบเข้ามา พวกเจ้าปลอดภัยใช่ไหม?"
"เด็กพวกนี้ฝีมือดีเอาตัวรอดจากเจ้าค้างคาวผีได้สบายเลยล่ะ แต่เจ้ามาช้าไปนะ...ศิษย์ของข้า สงสัยต้องขัดเกลาฝีมือใหม่แล้วกระมัง ซือหลินเอย..."พญามังกรพูดขึ้น นางชี้ไปยังซากไหม้ของค้างคาวแล้วเอ่ย"ว่าแต่เจ้าจะกินค้างคาวย่างไหม?"
"เกรงใจท่านอาจารย์..."ซือหลินตอบ
"ท่านซือหลิน ขออภัยครับ ที่ทำให้ฟานต้องมาเสี่ยงอันตรายไปด้วย"เวทินพูดพลางน้อมศีรษะขออภัย เขาอุ้มฟานมายังซือหลิน เด็กสาวทารกยิ้มร่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"นางบาดเจ็บหรือ?"เป็นเพตราที่เอ่ยถาม ในขณะที่ซือหลินเมื่อรับฟานมาอุ้มแนบอกแล้ว เขายังคงนิ่งสงบตั้งใจฟัง
"เปล่าครับท่านเพตรา ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ"
"เด็กคนนี้ช่วยปกป้องลูกเจ้าเอาไว้จากอสูรค้างคาวทั้งฝูงเลยนะ"เฮอเหลียวเสริม
"มิได้ครับท่านพญามังกร ท่านยกย่องข้าเกินไป ข้าทำได้เพียงหนีเท่านั้น"เวทินกำมือแน่น และบอกความรู้สึกจากใจตามตรง"ซ้ำข้าคิดว่าได้ฟานช่วยเอาไว้ด้วยมากกว่า.."
พูดได้เพียงเท่านั้น ซือหลินก็จับบ่าเด็กชายนักบวชเบาๆ
"การวิ่งหนีไม่ใช่เรื่องน่าละอายใจ เวทิน การที่เจ้าปลอดภัยและปกป้องฟานไว้ได้ เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมนัก ขอบใจเจ้ามากนะ ที่ช่วยลูกสาวที่รักของข้าไว้"
เด็กชายยิ้มรับก่อนพยักหน้า เพตราเดินเข้ามาตบหลังเด็กชายเชิงชื่นชมเขาต่อด้วยเช่นกัน
เมื่อสถานการณ์คลี่คลายแล้ว พญามังกรเจ้าของถ้ำก็เดินเข้ามาหาลูกศิษย์ของตน
"แหม ช่างเป็นเด็กไม่ธรรมดาเลยนะ ทั้งลูกสาว ทั้งลูกศิษย์เจ้าเนี่ยซือหลินเอย"เฮอเหลียวลูบหัวทารกน้อยก่อนเหลือบมองซือหลิน"เด็กคนนี้น่ะ ร้องจนอสูรค้างคาวตกใจได้ ช่างน่าอัศจรรย์นัก ...เป็นพลังของลูกสาวผู้กล้าหรือเปล่านะ?"
ซือหลินนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะหันมาถามผู้เป็นอาจารย์"นางทำเช่นนั้นได้หรือ?"
"ใช่...แต่เอาเถอะ! พลังนางเหลือล้นแบบนี้ ค่อยสมเป็นลูกสาวผู้กล้าอันดับหนึ่งหน่อย"พญามังกรกล่าว ก่อนจะมองบุรุษหนุ่มน้อยเสื้อสีฟ้าข้างๆ"ว่าแต่เจ้าหนูน้อย...เจ้าชื่อเวทินซินะ"
"เอ่อ ครับ"
มังกรสาวพิจารณาเด็กชายอย่างถ้วนถี่ก่อนเอ่ยต่อ"วีรกรรมที่เจ้าปกป้องฟานช่างน่าประทับใจมาก เจ้าอยากเก่งขึ้นหรือเปล่า?"
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ซือหลินคือคนแรกที่พูดแย้งขึ้น"ท่านอาจารย์ หรือว่าท่านจะ...!?"
มังกรยกนิ้วป้องปากซือหลิน เธอยิ้มแล้วพูด"ว่าไงพ่อหนุ่ม?"
"ครับ! ข้าอยากเก่งมากกว่านี้ เพื่อไม่เป็นตัวถ่วงและช่วยเหลือทุกคนครับ"เวทินตอบอย่างชัดเจน
พญามังกรเฮอเหลียวฉีกรอยยิ้ม เปลวไฟประกายสีฟ้าระยิบระยับปรากฏในปากของเธอ"เด็กมุ่งมั่นป่านนี้ ข้ามิรึจะขัดเคือง ข้าน่ะรักคนมีความมุ่งมั่นนะ...คิดเช่นนั้นไหม...ซือหลิน? เพตรา?"
"ข้าคิดว่าเป็นเรื่องดีค่ะ"เพตราตอบตามตรง
ซือหลินหรี่ตาทำหน้าบึ้งตึง"แต่เด็กคนนี้เพิ่งสิบขวบ เป็นเด็กที่ผู้มีพระคุณของข้าฝากฝัง แล้วก็เป็นลูกศิษย์ของข้าด้วยนะครับ ท่านอาจารย์"เขาพูดด้วยความเป็นห่วง
"เด็กคนนี้ เป็นลูกศิษย์ของลูกศิษย์ข้า อย่างนี้เขาเรียกว่าศิษย์หลานถูกหรือเปล่า?...และถ้าศิษย์ใคร่อยากเรียนรู้วิชา ครูบาอาจารย์ก็ต้องสอน ต้องขัดเกลามันซิ จริงไหม?"มังกรพันปีเอียงคอพูดติดตลกกับลูกศิษย์ ก่อนหันมายังเวทิน"มันอาจจะหนักหนาเสียหน่อย เจ้าพร้อมจะเผชิญหน้ากับมันหรือเปล่า? เวทิน"
"ข้าจะพยายามครับ"
"ดี! อย่าหลงลืมความตั้งใจแรกไว้ล่ะ เพราะมันจะเยียวยาเจ้าในยามที่เจ้าท้อ"มังกรสาวเชิดคอขึ้นเล็กน้อย"เช่นนั้น...การฝึกแรกของข้า ในวันพรุ่งนี้ ขอให้เจ้าจงออกไปหาวัตถุดิบทั้งสี่ในตำนาน เพื่อซ่อมดาบวิเศษของซือหลินมาให้เสียหน่อย"
เมื่อได้ยินภารกิจ ทุกคนก็หันไปมองค้อนพญามังกรในทันที!
แต่ทว่าเฮอเหลียวกลับยิ้มและพูดต่อ
"มันคงไม่ยากเกินไปสำหรับผู้ที่คิดจะสมัครเป็นลูกศิษย์มังกรเฮอเหลียวใช่ไหม"
ไม่ใช่ทุกคนที่จะเรียนกับพญามังกรได้ ดังนั้นโจทย์แรกต้องท้าทายนะเวทิน ᕙ(⇀‸↼‶)ᕗ // สวัสดีรีดทุกท่าน ไรท์เบนนี่เองครับ ตอนที่14ครั้งนี้เป็นการเริ่มโฟกัสกล้องไปยังเวทินเต็มตัวแล้ว หลังจากที่เราโฟกัสตัวพระเอกวัยลุงอย่างซือหลินมาเสียนาน บทบาทโชตะผู้มีความตั้งใจคนนี้จะเปล่งประกาย เรื่องราวจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ และอุปสรรคจะเริ่มท้าทายและป่วนยุทธภพขึ้นอีกด้วย ยังไงก็ติดตามชมตอนต่อไปด้วยนะครับ เย้
