ไป๋เฟิ่งเซียน

    หวงหลง

    'เฟิ่งเซียนลูกรัก'


    เสียงของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้น ร่างสูงใหญ่แผ่กลิ่นอายสูงส่ง ในอาภรณ์สีทองขลิบดำปักลวดลายมังกรทอง


    ใบหน้าที่มีความหล่อเหลาราวกับเทพเซียนบนสวรรค์ก็ไม่ปานเอ่ยกล่าวเรียกเฟิ่งเซียนเบาๆ พรางลูบศีรษะคนตรงหน้าอย่างอ่อนโยนและหวงแหนแลรักใคร่


    เฟิ่งเซียนที่ในตอนนี้สำผัสได้ถึงเสียงเรียกที่อ่อนโยนของคนผู้หนึ่ง เสียงเรียกที่ตัวนางนั้นไม่เคยได้ยินสักครั้งแต่กับรู้สึกผูกพันอย่างที่สุด


    เฟิ่งเซียนค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาม่านตาที่เคยปิดสนิทได้เปิดขึ้นอีกครั้ง ร่างของชายผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียงนอนของนางนั้นทำให้นางตกใจเล็กน้อย แต่สัญชาตญาณของนางก็ไม่ได้กล่าวเตือนสิ่งใดกับนางแม้แต่น้อย


    'ท่านผู้นี้เป็นใครกัน...แล้วที่บอกว่าข้าคือลูกรักมันคือสิ่งใด....'


    เฟิ่งเซียนพรางคิดย้อนถึงอดีตในชาติก่อนหน้านั้นนางเป็นเด็กกำพร้าที่องค์กรเก็บมาเลี้ยงและนำมาฝึกเป็นนักฆ่าแน่นอนว่าตัวนางนั้นไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดามารดาแม้แต่นิด


    ยิ่งเมื่อนางมาโลกนี้ยิ่งไม่ใช่ไปกันใหญ่ บิดาของร่างนี้คือเสนาบดีไป๋บุรุษชั่วช้าผู้นั้น แล้วคนผู้นี้เป็นใครกันเล่า


    'ท่านเป็นใครหรือเจ้าคะ'


    เฟิ่งเซียนพยายามยันตัวเองลุกขึ้นนั่งโดยมีร่างสูงของคนตรงหน้าช่วยประคองอยู่ ก่อนที่จะตัดสินใจถามสิ่งที่ตนสงสัยใคร่รู้ออกไป


    'ตัวเรานั้นมีนามว่า'หวงหลง'เป็นเทพมังกรทองที่ครั้งหนึ่งเคยปกครองทั้งสามโลกเมื่อครั้งอดีตกาล ส่วนตัวเจ้านั้นเป็นบุตรีของเรา'


    เทพมังกรหวงหลงกล่าวออกมาเพียงเล็กน้อยแต่นั้นไม่ได้ทำให้ความสงสัยใคร่รู้ในใจนางลดน้อยลงไปแม้แต่น้อยแต่กลับมากกว่าเดิมเสียอีก


    หากเทพมังกรผู้นี้เป็นบิดาของนางตัวนางก็เป็นมังกรเช่นกันหรือ? ไม่...จะเป็นไปได้อย่างไร ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงมีหรือที่เหล่าสัตว์เทพจะไม่รู้ ยิ่งชิงหลงที่เป็นคนข้างกายเทพมังกรผู้นี้แล้วจะไม่รู้สิ่งใดเลยหรือ


    หวงหลงมองสีหน้าที่เหมือนจะไม่เข้าใจที่ตนกล่าวสักเท่าใดนัก ก่อนที่จะยิ้มออกมาบางๆ ตัวเขาไม่มีเวลาแล้ว หากไม่บอกนางในยามนี้เมื่อตนดับขันธ์ไปจริงๆ บุตรีคงไม่รู้สิ่งใดอีกเลย


    'ตัวเจ้าคงรู้จักเรามาบ้างแล้ว คงมีเรื่องที่สงสัยอยู่มากมายเป็นแน่ เวลานี้บิดาจะบอกเล่าทุกสิ่งอย่างที่สามารถบอกได้กับเจ้า'


    'บุตรีของเราเอ๋ย ตัวของเจ้านั้นได้ถือกำเนิดจากพลังปราณที่เราบำเพ็ญตนมามากกว่าหนึ่งล้านปี ในยามนั้นตัวบิดารับรู้ถึงอันตรายที่จะเข้ามาก่อปัญหาในสามโลกซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่บิดาให้กำเนิดเจ้าขึ้นมา


    ตัวเจ้าที่รับมอบพลังและความรักให้นั้นยังไม่สามารถถือกำเนิดได้ในทันที แต่เพื่อความปลอดภัยของตัวเจ้า เราซึ่งเป็นบิดานั้นได้ตัดสินใจมอบเจ้าให้กับสหายและเทพเซียนองค์หนึ่งเป็นผู้ดูแล


    เมื่อครั้นถึงเวลาที่บิดาต้องออกไปกำจัดปัญหาที่จะเกิดขึ้น ตัวบิดาในยามนั้นที่แม้นจะมีพลังมากมายแต่กลับไม่สามารถยับยั้งได้โดยง่าย ตัวบิดาได้ใช้ร่างกายรวมทั้งจิตวิญญาณเพื่อจัดการและผนึกคนผู้นั้นเอาไว้


    ส่วนบิดาที่ยืนอยู่ตรงนี้นั้นเป็นแค่เสี้ยววิญญาณเท่านั้น บุตรีของเราเอ๋ย ตัวเรานั้นแม้ไม่ใช่บิดาที่ดีเท่าใดนัก


    แต่บิดาผู้นี้นั้นรักเจ้าดั่งแก้วตาดวงใจ บิดาเช่นเราที่ทอดทิ้งเจ้าตั้งแต่ยังเป็นเพียงไข่ใบน้อยได้เพียงแค่เฝ้ามองดู ไม่เหลือพลังอันใดเพื่อปกป้องเจ้าอีกต่อไป...ในยามนี้บิดาได้รวบรวมพลังตบะที่เหลืออยู่เพื่อสื่อสารกับเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย


    ในอนาคตอีกมิกี่ปีข้างหน้าตัวเจ้าจะได้พบผู้คนอีกมากมาย ทั้งมิตรสหายและศัตรู


    อาจมีหลายครั้งที่เจ้าต้องเจ็บตัวและรู้สึกถึงอันตรายที่คืบคราณเข้ามา บิดาขอให้เจ้าก้าวผ่านมันไปให้จงได้ จากนี้จะไม่มีบิดาผู้นี้อยู่เคียงข้างคอยเฝ้ามองความสำเร็จและคอยห่วงใยเจ้าอีก เจ้าจงรักษาตัวให้ดีเถิด....'


    สิ้งเสียงของหวงหลงร่างของเขาก็เลือนหายไปจากหน้านางในทันที เฟิ่งเซียนที่คิดมาเสมอว่าตนนั้นมีจิตใจที่แข็งแกร่งไม่มีทางที่จะร้องไห้ออกมาโดยง่าย


    แต่ในยามนี้นั้นร่างของนางได้นั่งตัวสั่นเทาอยู่บนเตียง น้ำตาที่ไหลอาบแก้มงามไม่มีทีท่าว่าจะหยุดไหลโดยง่าย


    ตัวนางนั้นใฝ่ฝันถึงมีครอบครัวที่อบอุ่นเสมอมาแต่ในยามนี้ที่นางได้มีโอกาสได้พบกับบิดาผู้ให้กำเนิด...เหตุใดจึงแปลเปลี่ยนเป็นการนำพาความสูญเสียมาให้กับนางเล่า


    เฟิ่งเซียนที่ได้แค่มองไปยังที่ที่เดิมนั้นมีชายที่ได้ขื่อว่าเป็นบิดาของนางยืนอยู่ ในใจได้แต่คิดทบทวนสิ่งที่ผู้เป็นบิดากล่าว ผู้ที่แข็งแกร่งจนทำให้บิดาต้องใช้พลังและวิญญาณเพื่อผนึกเอาไว้


    จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าหากคนผู้นั้นสามารถคลายผนึกได้ทั้งสามโลกอาจจะเกิดความวุ่นวายได้อีกครั้ง เมื่อไม่มีบิดานางแล้วจะมีผู้ใดสามารถจัดการได้อีกเล่า...


    นางยังมีคนที่รักยังมีเหล่าสัตว์เทพทั้งสี่และศิษย์ในสำนักรวมถึงฉีหมิงเซียนตัวนางไม่สามารถยอมให้พวกเขาเกิดอันตรายอันใดได้แน่


    แต่นางในตอนนี้อ่อนแอนัก นางควรต้องทำเช่นไร? นางสูญเสียบิดาไปแล้วนางไม่อยากสูญเสียใครไปอีก แม้แค่คนเดียวนางก็ไม่ยอม!!


    .


    .


    .


    .


    ณ ตำหนักเมฆาซึ่งเป็นตำหนักรับรองภายในพระราชวังแคว้นฉี ได้มีร่างของหญิงสาวงดงามราวกับเทพเซียนผู้หนึ่งนอนหลับไหลอยู่ รอบกายที่มีคนมากมายวิ่งวุ่นดูอาการของนางอยู่ เพียงเช่นนี้ก็ทราบแล้วว่านางมีความสำคัญเพียงใด


    "หมอหลวงเหตุใดนางจึงไม่ฟื้นอีก นางหลับไม่ได้สติมาสามวันแล้ว!"


    ฉีหมิงเซียนกล่าวถามด้วยความร้อนรน ตัวเขาควรจะเป็นคนปกป้องนางไม่ใช่หรือแล้วเหตุใดจึงกลับกลายเป็นภาระของนางซ้ำยังไม่สามารถกระทำสิ่งใดให้นางได้


    หมอหลวงมากมายที่เข้ามาช่ายกันดูอาการได้เกิดอาการสั่นกลัวออกมาเล็กน้อย ผู้ใดจะไม่รู้ว่าองค์ชายใหญ่เป็นคนสงบเยือกเย็นเพียงใด


    แต่ในเวลานี้กลับร้อนยิ่งกว่าไฟโลกันต์เสียอีก หากสตรีนางนี้ไม่ฟื้นขึ้นมา พวกตนคงไม่อาจระงับโทสะของคนผู้นี้ได้เป็นแน่!


    "ค...แค่ก!"


    เสียงดังจากร่างที่นอนหลับไหลกว่าสามวันเรียกสายตาคนทั้งห้อง ฉีหมิงเซียนที่รีบพุ่งตัวไปดูนั้นได้เข้าไปประคองร่างของเฟิ่งเซียนที่กำลังจะพยายามลุกขึ้น


    "อย่าฝืนตนนักไม่ไหวก็อย่าเพิ่งลุก"


    ฉีหมิงเซียนที่ในตอนนี้คลายความกังวลลงมาเล็กน้อย พลางกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงอบอุ่น


    เฟิ่งเซียนมองไปยังสหายของตนก่อนที่จะขอน้ำเพื่อดื่ม นางนั้นมองเห็นสีหน้าที่บ่งบอกถึงความดีใจของคนผู้นี้ แลมองไปที่เหล่าหมอหลวงที่มีสีหน้าคลายความกังกลเช่นกัน


    "ข้าไม่เป็นอันใด ขอบใจเจ้ามากที่คอยดูแลข้า"


    ฉีหมิงเซียนเมื่อได้ยินคำกล่าวของสตรีตรงหน้าก็ยกมือขึ้นลูบศีรษะคนตรงหน้าเบาๆ ไม่รู้เพราะเหตุใดแต่ตัวเขานั้นเป็นห่วงนางมากเหลือเกินมากเสียยิ่งกว่าที่ห่วงเสด็จแม่เสียอีก


    เมื่อเฟิ่งเซียนลืมตาตื่นได้ไม่นาน ก็ได้หลับไปอีกครั้ง ในครั้งนี้เป็นเพียงการหลับเพราะความเหน็ดเหนื่อยเพียงเท่านั้น ผู้คนในตำหนักถูกเฟิ่งเซียนไล่ให้กลับไปพักผ่อนแม้แต่ฉีหมิงเซียนก็ไม่มีข้อยกเว้น


    .


    .


    .


    ฉีหมิงเซียนที่เดินออกมาจากตำหนักเมฆาก็มุ่งไปที่คุกหลวงใต้ดินในทันที ร่างสูงที่ในยามนี้แผ่กลิ่นอายสังหารออกมาอย่างปิดไม่มิด เดินมาหยุดที่ห้องขังที่ในยามนี้มีร่างสองร่างนั่งสั่นอยู่


    "ฮองเฮา...ไม่ใช่สิคงต้องเรียกว่าอดีตฮองเฮากระมัง ว่าเช่นไรอดีตฮองเฮาสบายดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"


    เสียงของฉีหมิงเซียนที่กล่าวออกมานั้นไม่ใช่เสียงที่คนผู้หนึ่งกล่าวถามคนผู้หนึ่งแต่อย่างใด แต่มันเป็นคำที่ออกมาจากน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเครียดแค้นและเกลียดชังปนสมเพช


    ฮุ่ยฮองเฮาที่ในตอนนี้มีน้ำตาอาบแก้ม ร่างงามในยามนี้มีรอยแผลเหวอะหวะอยู่เต็มไปหมด ได้เพียงกอดโอรสของตนไว้แน่น ในใจได้แต่เครียดแค้นคนตรงหน้าที่ทำให้นางและลูกตกมาอยู่ในสภาพเช่นนี้ หากไม่มีมันมีหรือที่แคว้นฉีจะไม่ตกเป็นของนางและลูก


    ฮุ่ยฮองเฮาได้แต่คิดในใจแต่ไม่สามารถกล่าวสิ่งใดออกมาได้ ตัวนางและลูกที่ต้องทนฟังเสียงร้องโหยหวนของคนในตระกูล


    ซ้ำตัวพวกนางเองก็โดนลากไปทรมานและกลับเอามาขังยังห้องเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกนางที่ในตอนนี้ถูกทำลายจุดตันเถียนไม่สามารถใช้หรือฝึกลมปราณได้แล้วมีหรือจะทนได้


    "ไม่ตอบหรือพ่ะย่ะค่ะ ไม่ตอบก็ไม่เป็นอันใด พวกท่านไม่ต้องกังวลไป ข้าไม่ยอมให้พวกท่านตายโดยง่ายพวกท่านจะต้องได้รับโทษในสิ่งที่ตนทำไว้อย่างสาสม"


    ฉีหมิงเซียนมองคนทั้งสองอย่างสมเพชเวทนา ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นพวกเขาเลือกเอง ไม่มีผู้ใดบังคับแม้แต่น้อย โทษทัณฑ์เช่นนี้เหมาะสมกับพวกเขาแล้ว


    เมื่อเดินออกมาจากคุกหลวงแล้วก็มีขันทีคนสนิทของเสด็จพ่อเข้ามารายงานว่า เสด็จพ่อมีความต้องการที่จะปรึกษาถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในเวลานี้


    .


    .


    .


    ในห้องทรงอักษรที่มีความหรูหราโอ่อ่าได้มีร่างของชายผู้หนึ่งนั่งอยู่กลางห้อง ชุดคลุมลายมังกรบ่งบอกถึงฐานะของผู้ใส่ได้เป็นอย่างดี


    "แอ๊ดดดดด!"


    เสียงเปิดประตูดังขึ้นพร้อมกับร่างของบุรุษผู้นึงที่มีใบหน้าคล้ายครึงกับฮ่องเต้ฉึหยางเล่อถึงเจ็ดส่วน


    "ถวายเสด็จพ่อ"


    ฉีหมิงเซียนโค้งคารวะผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดา


    "เราต้องการหาลือกับเจ้าเรื่องของแม่นางเฟิ่งเซียน"


    "พวกเราในราชวงค์ทุกคนในยามนี้นั้นถือว่าติดค้างบุญคุณชีวิตให้กับนาง ตัวของเจ้าที่มีฐานะเป็นสหายของนางและยังเป็นคนในราชวงค์มีความเห็นต่อเรื่องนี้เช่นไรบ้าง"


    ฉีหมิงเซียนมองไปยังผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาเล็กน้อย คุณงามความดีของเฟิ่งเซียนในครั้งนี้ใหญ่หลวงนักไม่รู้ว่าทั้งชีวิตพวกเขาจะสามารถทดแทนบุญคุณนางได้หรือไม่ การที่จะมอบเงินทองหรือของมีค่าย่อมเป็นสิ่งที่ดูแคลนนางเกินไป


    ฉีหมิงเซียนและฮ่องเต้ฉีหยางเล่อนั่งคุยปรึกษาหารือกันอยู่เกือบหนึ่งชั่วยามจึงได้ข้อสรุปว่า จะมอบ'ตำแหน่งองค์หญิงคุ้มแคว้นนั้น' เป็นตำแหน่งใหญ่ที่ไม่มีผู้ใดได้รับมาหลายร้อยปี


    แต่เดิมเป็นของท่านหญิงที่จะคอยช่วยเหลือหรือสำเร็จราชกาลแทนฮ่องเต้ที่ยังไม่สามารถตัดสินใจอันใดได้มากนัก


    แต่ในอีกกรณีหนึ่งองค์หญิงคุ้มแคว้นคือผู้ที่คอยชวนเหลือแว่นแคว้นในยามเกิดภัย เป็นคนที่มีหน้าที่ใหญ่หลวงซ้ำบรรดาศักดิ์ยังเทียบเท่าองค์ฮ่องเต้อีกด้วย


    ตามจริงคนทั้งสองคิดกระทั่งว่าหากนางคิดจะร่วมปกครองแคว้นพวกเขาก็คงไม่ขัดข้อง


    ผู้ที่ปกครองแผ่นดินไม่ใช่ว่าจะต้องทำเพื่อราษฎรหรืออย่างไร


    .


    .


    .


    ในเช้าวันต่อมาที่มีการประชุมนั้นฮ่องเต้และองค์ชายใหญ่ได้เสนอเรื่องนี้เข้าที่ประชุม มีบ้างที่บุรุษบางจะไม่เห็นชอบนัก แต่ก็ไม่สามารถทำสิ่งใดได้ แม้พวกเขาไม่อยากยอมรับ แต่ที่รอดมาได้จนมีชีวิตถึงตอนนี้ก็เพราะนางไม่ใช่หรือ


    ****