ในคืนที่เงียบสงบเขตชานเมือง นอกจากแสงสลัวของไฟถนนแล้ว ก็มีเพียงแค่เสียงร้องของแมลงเท่านั้นที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน
“ซูเฉียว พวกเราต้องปีนกำแพงออกไปจริงๆ เหรอ ถ้าถูกจับได้เราจะโดนขังนะ”หันโยวโยวโก่งตัวอยู่ข้างหลังซูเฉียวเพื่อหลบกล้องวงจรปิด พวกเธอมาถึงประตูหลังของสถานพินิจที่มีการรักษาความปลอดภัยที่หละหลวมที่สุดอย่างราบรื่น
ซูเฉียวเงยหน้ามองกำแพงสูงราวสองเมตรแล้วพูดเบาๆ ว่า “มาถึงขนาดนี้แล้วเธอยังคิดว่าฉันล้อเล่นอยู่อีกเหรอ”
หันโยวโยวแตะจมูกแล้วยิ้มด้วยความเก้อเขิน
ซูเฉียวค่อยๆ ละสายตาแล้วพูดว่า “ฉันจะส่งเธอไปก่อน”
จากนั้นเธอก็ย่อขาลงแล้วตบที่เข่าของตัวเอง
หันโยวโยวงงงันไปครู่หนึ่งแล้วจึงเข้าใจความหมายของอีกฝ่าย ซูเฉียวจะให้เธอยืมแรงนี่เอง!
“เร็วหน่อยสิ!” ซูเฉียวเห็นหล่อนยืนนิ่งไม่ขยับ จึงอดพูดเร่งเสียไม่ได้
ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นว่าหันโยวโยวดูแลเธอหลายต่อหลายครั้ง ซูเฉียวก็คงทิ้งหล่อนไว้แบบนั้นและออกมาใช้ชีวิตแสนสุขอย่างอิสระเพียงคนเดียวแล้ว
หันโยวโยวร้องอ๋อแล้วจึงยกขาขึ้นมา
ซูเฉียวเห็นหล่อนชักช้าจึงใช้มือดันส่งตัวหล่อนข้ามไปอีกฝั่ง ซูเฉียวมักจะทำอะไรคล่องแคล่วว่องไวอยู่เสมอการทำอะไรเอื่อยเฉื่อยแบบนี้ไม่ใช่แนวเธอเลย!
หลังจากส่งหันโยวโยวไปนอกกำแพงได้แล้ว ซูเฉียวจึงถอยห่างกำแพงออกมาสองสามก้าวเท้าทั้งสองเหยียบกำแพงอย่างว่องไวแล้วะโตัวเบาหวิวขึ้นไปบนยอดกำแพง จากนั้นก็ใช้มือหนึ่งเกาะยอดกำแพงไว้แล้วปล่อยตัวลงมายังพื้นดิน
เมื่อได้เห็นการเคลื่อนไหวที่สง่างามและปราดเปรียวเช่นนั้น หันโยวโยวก็ส่งเสียงผิวปากอย่างช่วยไม่ได้“เจ๋ง!”
ซูเฉียวยิ้มมุมปากแล้วเดินตรงไปยังหลังูเาด้วยท่าทีสบายๆ
หันโยวโยวแตะจมูกแล้วเร่งฝีเท้าตามไป “ซูเฉียว เธอบอกว่าจะไปจัดหนักไม่ใช่เหรอทำไมถึงไปทางูเาล่ะ”
ซูเฉียวเดินต่อไปอย่างสบายๆ พร้อมพูดว่า “ที่นี่อยู่ห่างจากตัวเมืองอย่างต่ำก็สิบกว่ากิโลเมตรถ้าเดินไปตามถนน อย่างน้อยๆ ก็ใช้เวลาหนึ่งถึงสองชั่วโมง กว่าเธอจะไปถึงคนเขาก็เก็บร้านเสร็จกันไปตั้งนานแล้ว!”
หันโยวโยวลองคิดดู มันก็จริง “ถ้าอย่างนั้นเธอหมายความว่าเราจะไปล่าสัตว์บนูเากันเหรอ”
ซูเฉียวที่เดินอยู่ข้างหน้าเกือบจะหยุดเดินเมื่อได้ยินสิ่งที่หล่อนพูด คลื่นสมองของผู้หญิงคนนี้ช่างแตกต่างจากคนทั่วไปเสียจริงหล่อนมักจะพูดอะไรที่ทำให้คนะเิขำออกมาตลอด ล่าสัตว์เหรอ หล่อนยังคิดว่านี่คือการไปตั้งแคมป์อยู่อีกเหรอ!
ทั้งสองคนใช้เวลาสิบห้านาทีในการเดินขึ้นมาถึงยอดเขา และเมื่อมาถึงจุดยอดเขาหันโยวโยวก็เข้าใจทุกอย่างในที่สุด “ว้าว...ไม่คิดเลยว่าวิวตรงนี้มันจะสวยขนาดนี้มองเห็นปักกิ่งได้ทั้งเมืองเลย...จริงสิ เธอรู้ได้อย่างไรว่าที่นี่มีทางเดินไปถึงตีนเขา”
ซูเฉียวที่เดินอยู่ข้างหน้าหยุดฝีเท้ากะทันหัน
หันโยวโยวเห็นเธอหยุดเดิน จึงอดเอ่ยด้วยความสงสัยไม่ได้ “หยุดเดินทำไม...”
ซูเฉียวทำมือส่งสัญญาณให้เงียบ แล้วพูดเสียงต่ำว่า“หยุดพูด...เหมือนจะมีรถผ่านมา...”
ทั้งสองยืนนิ่งอยู่บนเนินคันดินบริเวณถนนลาดยาง ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงดังหึ่งของเครื่องยนต์แล่นเข้ามาจริงๆ ทันใดนั้น ก็มีรถสปอร์ตต่างสีสองคันปรากฏต่อสายตาพวกเธอ
“ดึกขนาดนี้แล้ว ยังมีคนมาแข่งรถที่นี่อยู่อีกเหรอ...” หันโยวโยวเห็นรถแล่นผ่านตาไปจึงยกมือมาป้องปากและจมูก
ซูเฉียวไม่ได้สนใจในกิจกรรมยามดึกของลูกคนรวยเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย เป้าหมายของเธอคือตลาดโต้รุ่งตรงตีนเขาซูเฉียวะโลงจากเนินที่สูงกว่าสองเมตรอย่างง่ายดายและเดินตรงไปยังถนนอีกฟาก
“เฮ้...รอฉันด้วยสิ...” หันโยวโยวไถลตัวลงมาจากคันดินที่เธอนั่งแล้วจึงเร่งฝีเท้าตามไป
เมื่อทั้งสองคนเดินมาจนถึงกลางถนน ก็มีเสียงเครื่องยนต์ของรถสปอร์ตเ่าั้ยูเทิร์นย้อนกลับมาเมื่อเห็นคนสองคนที่อยู่กลางถนน พวกเขาก็เหยียบเบรกไม่ทันเสียแล้ว
ซูเฉียวหรี่ตาลงแล้วผลักหันโยวโยวไปริมถนนในพริบตา จากนั้นจึงเอี้ยวตัวใช้มือขวายันและสปริงตัวะโเข้าไปนั่งบนเบาะหลังของรถสปอร์ตเฟอร์รารีสีแดงอย่างรวดเร็ว
“เฮ้ย!” เ้าของรถเฟอร์ฟารีเห็นว่าอยู่ๆก็มีคนเพิ่มขึ้นมาหนึ่งคน ก็ใจนแทบหัวใจวาย “เธอเป็ใคร?!ใครอนุญาตให้เธอขึ้นมา ไปให้พ้น...”
ก่อนคำพูดที่เหลือจะถูกเปล่งออกมา เ้าของรถก็โดนซูเฉียวอุ้มแล้วย้ายไปยังที่นั่งข้างคนขับ
เมื่อได้เห็นทักษะอันน่าทึ่งของสาวผมยาวข้างกาย วัยรุ่นผมแดงทรงหงอนไก่ก็ถึงกับตะลึงงัน
บ้าเอ๊ย! เธอทำแบบนั้นได้ยังไงกันนะ?!
หลังจากตะลึงไปสองวินาที วัยรุ่นคนนั้นก็ได้สติกลับมา “นี่...เธอโผล่มาจากไหนมาแย่งรถฉันทำไม!”
ซูเฉียวรำคาญที่เขาเอะอะโวยวาย จึงใช้มือขวาตบเข้าท้ายทอยของเขา
วัยรุ่นคนนั้นตาลอยและเป็ลมล้มไปทันที
เมื่อเห็นเขานอนล้มพับไปอย่างนั้น ซูเฉียวก็รู้สึกสบายหูขึ้นมา
เดิมทีซูเฉียวตั้งใจจะเดินตามทางลงเขาไป แต่ตอนนี้บังเอิญได้รถมาเธอจึงเปลี่ยนแผนแบบนี้คงประหยัดเวลาได้เยอะแน่
รถยนต์แล่นไปตามถนนคดเคี้ยวด้วยความเร็วสูง ซูเฉียวขับรถเฟอร์รารีแซงรถข้างหน้าคันแล้วคันเล่าไปอย่างรวดเร็วเหลือให้พวกเขาเห็นเพียงแค่ท้ายรถ
“แม่ง! วันนี้เยี่ยเทียนไปโดนยามาเหรอวะทำไมถึงแซงหน้าฉันไปได้!”
“ยอมให้ไอ้เด็กเยี่ยเทียนแซงไปได้ยังไง แบบนี้ฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!ตามไป!”
“ไม่ใช่นะ...ฉันจำได้ว่าเยี่ยเทียนผมสีแดง...แต่คนที่ขับรถเมื่อกี้เหมือนจะเป็ผู้หญิง...”
“ตามไปดูซิ...”
รถสปอร์ตหลายคันจึงพร้อมกันเร่งความเร็วไล่ตามรถเฟอร์รารีไป
ห้านาทีต่อมา ซูเฉียวจอดรถนิ่งสนิทอยู่หน้าร้านบาร์บีคิว ก่อนจะลงจากรถนึกขึ้นได้ว่าลืมเอาเงินมาด้วยซูเฉียวจึงหยิบกระเป๋าสตางค์จากกระเป๋าในเสื้อสูทของวัยรุ่นผมแดง แล้วหยิบเงินสดออกมาทั้งหมดจากนั้นจึงโยนกระเป๋าสตางค์ไปที่เบาะรถ
“เถ้าแก่ เอาอันนี้ อันนี้ แล้วก็อันนี้ อย่างละสิบไม้ กลับบ้าน”ซูเฉียวเป็คนชอบกินเนื้อ พอไม่ได้กินอาหารแบบนี้นานๆ เธอจึงรู้สึกอยากมากเป็พิเศษ
เถ้าแก่เห็นเธอลงมาจากรถสปอร์ต เขาไม่กล้าต้อนรับแย่ๆ จึงขานรับด้วยรอยยิ้ม
พอเถ้าแก่เอาบาร์บีคิวใส่ถุงเสร็จเรียบร้อย เหล่ารถสปอร์ตที่ไล่ตามรถเฟอร์รารีก็ปรากฏออกมา
“ไม่จริงน่า มาถึงก่อนเราตั้งห้านาที ทำไมถึงเร็วได้ขนาดนั้น...” พวกเขาจอดรถไว้ข้างทางแล้วล้อมวงกันด้วยความสงสัยเมื่อเห็นวัยรุ่นหัวแดงนอนหลับสลบไสลอยู่ในรถ พวกเขาจึงได้แต่ปิดปากเงียบ
ซูเฉียวหยิบอาหารที่ใส่ถุงเรียบร้อยมาไว้กับตัว แล้วตรงดิ่งขึ้นรถไร้ซึ่งคำพูดใด
“เมื่อกี้เธอเป็คนขับเหรอ” เมื่อเห็นซูเฉียวนั่งตรงที่นั่งคนขับ พวกคนที่แต่งตัวเหมือนลูกคนมีเงินก็รู้สึกแปลกใจกันถ้วนหน้าแววตาฉายความไม่อยากเชื่อออกมาอย่างไม่มีทางเลี่ยง
ซูเฉียวกดหัวลงต่ำเพราะไม่อยากให้คนพวกนี้จำเธอได้ เธอสตาร์ตเครื่องยนต์ หักพวงมาลัยดริฟต์รถอย่างสวยงาม และขับรถจากไปอย่างรวดเร็ว
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/e45e3e408ff3bd98c5a99b49817436cb