ตอนที่ 11
“แล้ว… ท่านจูนอยากจะคุยอะไรกับผมล่ะครับ” หลังจากตอบรับคำขอขององค์ราชินีของดาวดวงนี้ ลูเซียสก็ติดตามจูนมานั่งภายในคาเฟ่ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งท่ามกลางเหล่าซอมบี้ที่กำลังใช้ชีวิตกันตามปกติราวกับพวกเขาเป็เพียงประชาชนธรรมดาที่แค่มานั่งพักดื่มกาแฟเท่านั้นเลย เพียงแต่ลูเซียสทั้งสั่งเครื่องดื่มและดื่มไปครึ่งหนึ่งแล้ว หญิงสาวข้างๆก็ยังไม่เอ่ยปากพูดอะไรออกมาเสียที
“ขะ ขอโทษด้วยค่ะ พอดีฉันมีเื่ต้องเรียบเรียงเยอะเกินไปหน่อย” จูนสะดุ้งเฮือกเพราะพอลูเซียสทักเข้าเธอถึงเพิ่งสังเกตว่าเวลาผ่านไปนานมากหลังจากที่เธอพาลูเซียสมานั่งร่วมกัน แต่การเลือกหัวข้อสนทนานั้นช่างยากเย็นเหลือเกินเพราะ 50 ปีมานี้มีเื่ที่จูนอยากจะปรึกษาใครสักคนเต็มไปหมด มันเยอะจนไม่รู้จะเลือกเื่ไหนก่อนดีเลย
“แต่ถ้าให้เลือก สิ่งที่ฉันอยากรู้ที่สุดก็น่าจะเป็เื่ของประตูมิติค่ะ พวกเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประตูมิติเลย แต่คุณลูเซียสดูเหมือนจะมีข้อมูลมากกว่าพวกเราแน่ๆ” จูนทำหน้าเขินอายแต่กลับถามคำถามที่จริงจังออกไปอย่างผิดคาด แต่กับลูเซียสแล้วกลับรู้สึกว่าคำถามนี้ช่างเป็คำถามที่คุ้นเคยและวางตัวง่ายกว่าคำถามอื่นๆมาก เพราะดาวที่เพิ่งเลื่อนจากระดับ 1 ขึ้นมาเป็ระดับ 2 ส่วนใหญ่ก็ตกอยู่ภายใต้ความงุนงงนี้ทั้งนั้น
“ก่อนอื่น ผมก็คงต้องถามท่านจูนก่อนว่าท่านรู้หรือไม่ว่าใครคือผู้อยู่เื้ั ระบบ กันแน่” ลูเซียสยกแก้วกาแฟขึ้นจิบอย่างสบายใจก่อนจะเริ่มเกริ่นด้วยคำถามที่จูนเองก็ไม่เคยได้คาดคิดมาก่อน ระบบ เป็คำที่ใช้เรียก หน้าต่างข้อความและเสียงแจ้งเตือน หลังจากได้รับการปลุกพลังแล้วมาแต่ไหนแต่ไร สำหรับจูนที่เกิดในยุคที่เคยชินกับประตูมิติแล้ว คำว่าระบบกลายเป็คำพื้นฐานที่ไม่เคยคิดสงสัยเลยแม้แต่ครั้งเดียวเสียด้วยซ้ำ
“จริงๆแล้ว ผู้ที่ควบคุมระบบอยู่ก็คือพระผู้สร้างของดาวดวงนั้นครับ พูดง่ายๆก็คือพระเ้านั่นแหล่ะครับ” เพราะเห็นจูนตอบไม่ได้ลูเซียสก็เลยเฉลยคำถามออกมาทันที ก่อนที่ดวงดาวทั้งหลายจะัักับมานา ความเชื่อมโยงต่อสิ่งที่เรียกว่าพระเ้าทั้งหลายรวมไปถึงพระผู้สร้างนั้นจะเบาบางมากๆ แต่ยิ่งระดับสูงขึ้นเท่าไหร่การเชื่อมโยงนั้นก็จะแข็งแกร่งมากขึ้น และทำให้ประชาชนของดาวดวงนั้นๆประสานงานกับพระผู้สร้างได้ง่ายดายขึ้นด้วย
“ที่ผมต้องบอกเื่นี้ก่อนก็เพราะประตูมิติที่เชื่อมโยงโลกทั้งหลายเหล่านี้ก็คือ เกม ของเหล่าพระเ้าผู้ปกครองดวงดาวครับ แต่ถึงจะเรียกว่าเกมแต่มันก็ไม่ใช่การละเล้นหรอกนะครับ เพราะระบบเชื่อมต่อห้วงมิตินี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องดวงดาวที่ใกล้จะดับสูญเอาไว้” ลูเซียสยกนิ้วชี้ข้างขวาขึ้นมาครู่หนึ่งก่อนที่มานาสีทองสว่างสดใสจะเริ่มเปล่งประกายออกมาจากปลายนิ้วของเขาพร้อมเปลี่ยนภาพเบื้องหน้าให้กลายเป็ภาพฉายของดวงดาวดวงหนึ่ง
“แต่เดิมในมหาจักรวาล ดวงดาวที่ถือกำเนิดขึ้นมาก็มักจะดับสูญไปตามวาระของมัน แต่ถ้าโลกที่ใกล้จะดับสูญดวงนั้นได้รับมานาเข้ามาหล่อเลี้ยงก็จะสามารถยื้อชีวิตของดวงดาวนั้นเอาไว้ได้ ทำให้เกิดการแบ่งปันมานาจากเทพพระเ้าของดาวที่กำลังจะดับสูญกับเทพพระเ้าของดาวที่อยู่สูงชั้นกว่าเกิดขึ้น และเมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งเข้าก็มีเทพพระเ้าองค์หนึ่งตัดสินใจสร้างระบบเชื่อมต่อขนาดใหญ่ขึ้นมา ดวงดาวที่ใกล้จะดับสูญสามารถร้องขอเข้าร่วมเกมเพื่อดำรงดวงดาวของตัวเองต่อไปได้ แต่พวกเขาก็ต้องเปิดรับการเชื่อมต่อจากโลกต่างๆด้วยเช่นกัน” คำอธิบายของลูเซียสทำให้จูนรู้สึกสับสนอยู่บ้างเพราะไม่คิดว่าระบบที่ว่าจะถูกสร้างด้วยเหตุผลแบบนี้
“คุณลูเซียสจะบอกว่าที่ประตูมิติปรากฏขึ้นในโลกของพวกเรา ก็เป็เพราะโลกของพวกเราใกล้ถึงเวลาดับสูญแล้วอย่างนั้นเหรอคะ” ถึงจูนจะเป็ฝ่ายถามคำถาม แต่คำตอบภายในใจของจูนนั้นค่อนข้างชัดเจน ในวิชาประวัติศาสตร์มีการบรรยายถึงโลกก่อนจะมีประตูมิติบานแรกปรากฏขึ้นอยู่บ้าง หากจำไม่ผิดโลกในตอนนั้นก็อยู่ในสภาวะย่ำแย่มากจริงๆ ต่อให้ไม่มีเกทปรากฏขึ้นมาก็อาจจะมีภัยพิบัติอื่นๆมาคร่าชีวิตมนุษย์แทนอยู่ดี และสิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่าก็คือบันทึกของดวงดาวที่จูนกำลังอาศัยอยู่ตอนนี้ ก่อนจะมีการเชื่อมต่อครั้งแรกดาวดวงนี้เองก็อยู่ภายใต้สภาวะใกล้ล่มสลายเหมือนกัน
“ถูกแล้วครับ แต่ถ้าระบบประตูมิติจะทำเพื่อช่วยเหลือดวงดาวที่ไร้มานาก็คงจะเป็เื่ราวที่สวยงามเกินไป เพราะถ้าทำแค่เชื่อมต่อและแบ่งปันมานาเพื่อเยียวยาเหล่าโลกที่ใกล้จะล่มสลาย ดวงดาวที่มีมานาหล่อเลี้ยงมาแต่แรกก็ดูจะเสียเปรียบเกินไปหน่อย ความจริงแล้วระบบนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อมอบโอกาสให้กับทั้งสองฝ่ายครับ โอกาสของฝ่ายดวงดาวที่ใกล้จะล่มสลายก็คือพวกเขาจะได้แบ่งปันมานาจากดาวดวงอื่นเข้าไปหล่อเลี้ยงจนสามารถยกระดับดวงดาวให้กลายเป็ดวงดาวที่มีมานาของตัวเองได้ แต่การเชื่อมต่อก็เปิดโอกาสของฝั่งดวงดาวระดับสูงเช่นกัน เพราะการเปิดเส้นทางเชื่อมต่อตามสัญญาเข้าร่วมเกมก็คือการเปิดโอกาสให้เหล่าดวงดาวระดับสูงสามารถทำการล่าดวงดาวต่างๆได้เช่นกันครับ” ในฐานะพ่อค้าลูเซียสทำความเข้าใจเื่นี้ได้เป็อย่างดี เพราะหากการเชื่อมต่อประตูมิติจะทำเพื่อช่วยเหลือดวงดาวอื่นๆเท่านั้นก็คงมีพระผู้สร้างใจบุญไม่กี่องค์เท่านั้นที่เข้าร่วม แต่หากมอบผลประโยชน์ให้พวกเขาละก็…
“คุณจะบอกว่า พวกเขาแบ่งมานาให้ดวงดาวของพวกเราเพื่อจะขุนให้อ้วนก่อนจะจับพวกเรากินอย่างนั้นเหรอคะ” แม้จะฟังดูโหดร้าย แต่มันก็ดูสมเหตุสมผลดี ถ้า้าช่วยเหลือดวงดาวที่ใกล้จะดับสูญจริง แล้วทำไมต้องส่งมอนสเตอร์ผ่านเกทมาด้วยล่ะ
“ถูกต้องครับ แต่ท่านจูนสบายใจได้ การกลืนกินดวงดาวสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อดาวดวงนั้นเข้าสู่เกมระดับกลางแล้ว หรือก็คือเมื่อดาวดวงนั้นสามารถเลื่อนขึ้นมาเป็ระดับสี่เท่านั้นครับ ใน่ระดับหนึ่งถึงสามเป็เพียงาของโลกระดับเริ่มต้นที่เปิดประตูเพื่อดูดซับมานาและพัฒนากำลังรบของตนเท่านั้นครับ” แม้คำตอบของลูเซียสจะพูดเพื่อให้จูนสบายใจ แต่เพราะคำตอบนี้กลับทำให้จูนไม่รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาแทน โลกของเธอรับเอาซอมบี้เลเวลสูงจากเผ่าพันธุ์อื่นๆมาตั้งมากมายถึงกลายเป็โลกระดับ 2 ได้ แล้วเขาจะบอกว่าโลกระดับ 1 2 และ 3 เป็เพียงระบบฝึกหัดอย่างนั้นเหรอ แล้วต่อให้เลื่อนเป็ระดับ 4 ได้สำเร็จก็ต้องไปเจอากลืนกินดวงดาวกันอีกเนี่ยนะ แถมาที่ว่ายังเป็แค่าระดับกลางอีกต่างหาก
“ท่านไม่ต้องกังวลเื่ที่ยังอีกยาวไกลหรอกครับ การจะเลื่อนระดับโลกขึ้นไปถึงระดับสี่ได้ต้องใช้เวลาหลายพันปี ท่านยังมีเวลาให้ครุ่นคิดอีกเยอะครับ ตอนนี้พวกเรามาเปลี่ยนเื่คุยกันดีกว่า” ท่าทีกังวลแบบนี้เป็การตอบรับปกติเมื่อผู้นำของดวงดาวได้ทราบว่ายังมีาที่สูงชั้นกว่านี้อีกมากที่ต้องเผชิญ
“หลายพันปี…” จูนกะพริบตาปริบๆกับ่เวลาที่เธอไม่เคยจินตนาการถึงมาก่อน ดูเหมือนเื่ากลืนกินดวงดาวจะเป็เื่ที่ห่างไกลจากตัวเธอพอสมควร แต่… พอพูดเื่นี้ขึ้นมาแล้วจูนก็แอบสงสัยเหมือนกันว่าเธอจะมีชีวิตไปได้อีกกี่ปีกัน ั้แ่ได้รับสกิลหัวใจแห่งอารันซามาร่างกายของเธอก็ไม่เน่าสลายลงไปเรื่อยๆเหมือนซอมบี้คนอื่นๆ แม้เวลาจะผ่านมา 50 ปีแล้วร่างกายของเธอยังไม่แก่ชราลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามยิ่งเธอผสานเข้ากับพันธุกรรมของเผ่าอื่นๆมากขึ้นเรื่อยๆร่างกายของเธอก็ยิ่งดูผุดผ่องมากขึ้นเรื่อยๆด้วยซ้ำ
“ถูกต้องแล้วครับ พวกเรามาเปลี่ยนหัวที่สบายๆกว่านี้หน่อยดีกว่า จริงสิทำไมท่านไม่ลองใช้ของขวัญที่พวกเรามอบให้ล่ะครับ คริสตัลปลุกความสามารถจะมอบสกิลให้ท่านได้แค่สกิลเดียวเท่านั้น แต่ในรายการสินค้าของเรามีผลึกสกิลขายอยู่ด้วยครับ ทำไมท่านไม่ลองรับสกิลแล้วค่อยเลือกสกิลเสริมอื่นๆจากในรายการสินค้าดูล่ะครับ” แม้การเปลี่ยนเื่ของลูเซียสจะเหมือนการถือโอกาสขูดรีดไปหน่อย แต่จูนก็อยากจะผ่อนคลายสมองลงบ้างเหมือนกันหลังจากทราบสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่
“เชิญเ้าค่ะองค์ราชินี” พนักงานเสิร์ฟที่ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับจูนเลยนำกล่องของขวัญที่สมาคมเอมเมอร์รันให้เป็ของขวัญมาวางเอาไว้ที่โต๊ะของจูนราวกับมันเป็เมนูขนมที่จูนสั่งเอาไว้เสียอย่างนั้น แต่เพราะตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันจูนก็ยังใช้งานสกิลสั่งการซอมบี้อยู่ตลอดลูเซียสเลยไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่กับเหตุการณ์ตรงหน้า
กึก…
จูนหยิบไอเทมที่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะได้ใช้งานออกมาจากกล่อง ก่อนจะทำการเปิดใช้งานคริสตัลปลุกความสามารถตามที่ลูเซียสแนะนำทันที ตลอดเวลา 50 ปีที่ผ่านมาจูนได้รับสกิลจากเผ่าต่างๆที่ทำการดูดกลืนพันธุกรรมของพวกเขาเข้าไปมาไม่น้อย แต่สกิลที่ได้รับส่วนใหญ่จะเป็สกิลติดตัวที่เพิ่มค่าสถานะหรือเพิ่มความสามารถของร่างกายเสียส่วนใหญ่ อาจจะเป็เพราะการเรียนรู้สกิลผ่านการดูดกลืนพันธุกรรมเป็การเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายตามพันธุกรรมที่ดูดกลืนเข้ามาก็ได้ ทำให้จูนก็ยังไม่มีสกิลโจมตีเหมือนเดิมทั้งๆที่ค่าสถานะทั้งหลายของเธอตอนนี้สามารถใช้สกิลต่างๆได้สบายเลยแท้ๆ
ติ๊ง!!
[ ราชินีซอมบี้ จูน ได้ใช้งานคริสตัลปลุกความสามารถระดับสูง ระบบกำลังคำนวณสกิลที่เหมาะสมกับท่าน… ]
พอได้ฟังเื่ที่ระบบคือพระเ้าของโลกแต่ละใบแล้ว จูนก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าเสียงของระบบที่เธอฟังอยู่ตอนนี้มันต่างไปจากเสียงของระบบที่โลกใบเก่าของเธออยู่มากทีเดียว เพราะเสียงของโลกใบเก่านั้นเป็เสียงของผู้ชาย แต่เสียงของระบบของโลกใบนี้กลับเป็เสียงของผู้หญิง แสดงว่าตอนนี้พระเ้าของเธอคือพระเ้าของโลกใบนี้แล้วสินะ…
[ การคำนวณเสร็จสิ้น ราชินีซอมบี้ จูน ได้รับสกิล นักตัดแต่งพันธุกรรม เลเวล 1 ]
แม้จะน่าเสียดายที่สกิลที่จูนได้รับก็ไม่ใช่สกิลโจมตีเหมือนเดิม แต่ข้อมูลของสกิลที่ขึ้นอยู่ตรงหน้าเธอกลับทำให้จูนรู้สึกตื่นเต้นเสียยิ่งกว่าการได้รับสกิลโจมตีหลายเท่าเลยทีเดียว
“องค์ราชินี มีอะไรให้รับใช้หรือเ้าคะ” ทันทีที่อ่านการใช้งานสกิลจบ จูนก็เรียกพนักงานเสิร์ฟที่เป็คนนำกล่องของสมาคมมาส่งให้เมื่อครู่เข้ามาพบทันที
ติ๊ง!
[ ราชินีซอมบี้ จูน ทำการเปิดใช้งานสกิล นักตัดแต่งพันธุกรรม ทำการผสมพันธุกรรมของเผ่า อารันซา เข้ากับเป้าหมาย ]
ใน่ที่จูนได้รับสกิลหัวใจแห่งเผ่าอารันซามาใหม่ๆ จูนก็เคยพยายามที่จะแบ่งพันธุกรรมของเผ่าอารันซาให้กับพี่ฝนเหมือนกัน เพราะถ้าพี่ฝนสามารถฟื้นฟูร่างกายได้ทั้งาแขาดครึ่งของเธอหรือแขนที่โดนตัดไปก็จะฟื้นฟูกลับมาอีกครั้ง และทำให้พี่ฝนสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้คล่องแคล่วขึ้น แต่เพราะพี่ฝนไม่มีสกิลกลายพันธุ์ ทำให้พี่ฝนไม่สามารถรับพันธุกรรมของเผ่าอารันซาได้แม้จะให้พี่ฝนกินตัวอย่างพันธุกรรมของพี่หยกลงไปแล้วก็ตาม ทว่า… สกิลนักตัดแต่งพันธุกรรมนั้นนอกจากจะสามารถปรับแต่งพันธุกรรมของตัวเธอเองได้แล้ว ยังสามารถตัดแต่งพันธุกรรมของซอมบี้ภายใต้การปกครองของเธอได้ด้วยเช่นกัน…
ติ๊ง!
[ ทำการส่งต่อพันธุกรรมสำเร็จ ความเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้สกิลกับเป้าหมายอยู่ที่ 80% เป้าหมายสามารถดูดซับพันธุกรรมสำเร็จ ได้รับสกิล หัวใจแห่งอารันซา(ต่ำ) ]
“...” ดูเหมือนจูนจะไม่สามารถแบ่งพันธุกรรมให้อีกฝ่ายได้สมบูรณ์แบบนัก ทำให้สกิลที่อีกฝ่ายได้รับเป็เพียงสกิล ต่ำ ที่ระดับต่ำกว่าสกิลเต็มที่จูนได้รับ แต่ถึงอย่างนั้นหัวใจแห่งอารันซา(ต่ำ) ก็ยังมีความสามารถฟื้นฟูของเผ่าอารันซาอยู่ และมันก็ค่อยๆฟื้นฟูร่างกายของคุณพนักงานเสิร์ฟอย่างช้าๆจนทำให้ร่างกายของเธอกลับมาเป็ร่างกายของมนุษย์อีกครั้งโดยไม่เหลือสภาพเน่าเปื่อยของซอมบี้ก่อนหน้านี้เลย
“สำเร็จ… สำเร็จแล้ว” จูนที่ได้รับสกิลที่ใฝ่ฝันมาทั้งดีใจทั้งตื่นเต้น เธอไม่รอช้าเปิดใช้งานสกิลตัดแต่งพันธุกรรมให้กับชาวเมืองรอบๆทันทีเพื่อเปลี่ยนพวกเขาให้กลับมามีรูปร่างเป็มนุษย์อีกครั้ง
ติ๊ง!!
[ ค่าความชำนาญถึงเกณฑ์ที่กำหนด สกิล นักตัดแต่งพันธุกรรม เลื่อนเป็เลเวล 2… 3… 4… ]
“...” ภาพราวปาฏิหาริย์ตรงหน้าทำเอาแม้แต่ลูเซียสก็ยังตกตะลึง ความสามารถเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายของเผ่าตัวเองนั้นเป็สกิลที่หาไม่ได้ในระดับโลกแรกๆอย่างแน่นอน นี่องค์ราชินีได้รับสกิลอะไรกันแน่ แล้วนี่เธอใช้มานาไปเท่าไหร่แล้วกับการเปลี่ยนแปลงคนทั้งเมืองแบบนี้…
“จูน… นี่เธอแน่ใจนะ” หลังจากใช้มานาจำนวนมหาศาลไปกับการเปลี่ยนแปลงคนทั้งเมือง เลเวลสกิลของจูนก็เพิ่มขึ้นมาถึงเลเวล 6 แล้ว และมันก็ถึงเวลาที่จูนจะใช้สกิลนี้กับพี่ฝนเสียที เพราะคนที่เธอ้ามอบสกิลนี้ให้มากที่สุดก็คือพี่ฝนนั่นเอง เพียงแต่ค่าตัวเลขเชื่อมโยง 80% น่าจะไม่ใช่อัตราสำเร็จ แต่เป็ความเข้ากันได้ของจูนกับเป้าหมายเท่านั้น เพราะทุกคนในเมืองสามารถรับสกิลได้ตามปกติไม่ได้ขาดตกไปเลยแม้แต่คนเดียว
ติ๊ง!
[ ทำการส่งต่อพันธุกรรมสำเร็จ ความเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้สกิลกับเป้าหมายอยู่ที่ 95% เป้าหมายสามารถดูดซับพันธุกรรมสำเร็จ ได้รับสกิล หัวใจแห่งอารันซา(กลาง) ]
เป็อย่างที่คิดจริงๆ ตัวเลยเชื่อมโยง 80% เป็ตัวเลขระหว่างจูนกับมนุษย์ของโลกใบนี้ แม้พวกเธอจะเป็มนุษย์เหมือนกันแต่ก็เป็มนุษย์คนละดาวกัน ความเชื่อมโยงเลยต่ำกว่าพี่ฝนที่มีค่าเชื่อมโยงสูงถึง 95% ดูท่าค่าเชื่อมโยง 100% ก็ต้องเป็คนที่มีสายเืเดียวกันกับจูนอย่างน้องชายกับคุณยาย หรือไม่ก็เหล่าเครือญาติใกล้ชิดล่ะมั้ง
“นี่มัน ยอดเยี่ยมมาก…” ด้วยความเชื่อมโยงที่มากกว่า พี่ฝนสามารถรับ่ต่อสกิลจากจูนได้ดีกว่าซอมบี้คนอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด ความเร็วในการรักษาของสกิลหัวใจแห่งอารันซา(กลาง) นั้นรวดเร็วพอๆกับสกิลต้นฉบับเลย แต่ในรายละเอียดสกิลนั้นกลับระบุว่า หัวใจแห่งอารันซา(กลาง) นั้นไม่สามารถทำงานได้หากหัวใจอยู่นอกร่างกายผู้ใช้งานนี่สิ
“ดีจังเลย พี่ฝนสวยมากๆเลยค่ะ” จูนมองร่างกายของพี่ฝนที่กลับมาเป็เหมือนเดิมอีกครั้งด้วยสีหน้าปลาบปลื้ม แม้จะยังคืนชีพพี่ฝนอย่างที่หวังไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็สามารถซ่อมแซมร่างกายของพี่ฝนให้กลับมาได้อีกครั้งเสียที
“องค์ราชินี ดิฉันมีเื่อยากจะขอร้องเ้าค่ะ” หลังจากเห็นจูนเปลี่ยนแปลงซอมบี้ทั้งเหมืองให้กลับมามีสภาพเหมือนมนุษย์ปกติต่อหน้าต่อตา อยู่ๆพี่หยกก็เดินเข้าไปหาจูนก่อนจะกล่าวขอร้องอะไรบางอย่างออกมา และแน่นอนว่าจูนเองก็เห็นดีเห็นงามกับคำขอของพี่หยกเช่นกัน
ติ๊ง!
[ ราชินีซอมบี้ จูน ทำการเปิดใช้งานสกิล นักตัดแต่งพันธุกรรม ทำการผสมพันธุกรรมของเผ่า มนุษย์ เข้ากับเป้าหมาย ]