ครอบครัวของข้า นอกจากข้า ล้วนข้ามมิติมาทั้งครอบครัว [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 39 รายละเอียดเหตุการณ์ (1)

            หลังจากสวี่จือถูกแม่นมลู่พาขึ้นไปด้านบนแล้วก็นอนอยู่บนตั่งอุ่นๆ แต่ยังไม่หลับ จึงถูกแม่นมเรียกไปทานบะหมี่ร้อนๆ เมื่อทานเสร็จแล้วก็ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับหลับปุ๋ยไปทันที

            เมื่อนางตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เห็นแสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาในเรือนในวินาทีนั้นสวี่จือกลับมิรู้ว่าตนเองอยู่ที่ใด ราวกับฝันอยู่ ผ่านไปสักประเดี๋ยวถึงได้ตื่นเต็มตาแล้วพบว่าในเรือนไม่มีผู้ใดอยู่ นางลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้าแล้วออกไปด้านนอกห้องจากนั้นก็พิงร่างอยู่ที่กรอบประตูเรือนกระทั่งพบว่าในเรือนเองก็ไม่มีคน

            หัวใจของสวี่จือก็พลันหวาดหวั่นขึ้นมา ร้องเรียกท่านแม่ ไม่มีผู้ใดตอบ นางร้องเรียกอีกครั้งคราวนี้ได้ยินเสียงคนที่อยู่เรือนด้านหน้าตะโกนตอบกลับมา “คุณหนูเก้าคุณหนูเก้าตื่นแล้วหรือ? อย่ากลัวไปเลย แม่นมมาแล้ว”

            เป็นแม่นมลู่นั่นเอง สวี่จือเห็นแม่นมลู่ที่รีบร้อนเดินมาหาจากหน้าเรือนซึ่งสวี่จือก็รีบเข้าไปหานางเช่นกัน พลันกอดเอวของแม่นมลู่เอาไว้แน่นในดวงตามีน้ำตาไหลออกมา นางเบะปากและบ่นออกมาอย่างน่ารักว่า “แม่นม ท่านไปทำอันใดมาเจ้าคะข้าตื่นขึ้นไม่เห็นท่าน ข้ากลัวมากเลยเจ้าค่ะ”

            แม่นมลู่หัวเราะเหอะๆ ก่อนจะกล่าว “ไม่ต้องกลัวไป แม่นมอยู่ที่เรือนหน้า คุณชายใหญ่กลับมาแล้ว เอาของกลับมามากมายเลย พวกเราจึงออกไปดูที่เรือนด้านหน้ากันน่ะ”

            สวี่จือได้ยินดังนั้นก็ถามออกมาด้วยความประหลาดใจ“ท่านพี่กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ แม่นม ข้าไปดูได้หรือไม่เจ้าคะ?”

            สวี่จืออายุเจ็ดขวบปี หลายเรื่องจะต้องถามแม่นมก่อนหากแม่นมบอกว่าทำได้นางถึงจะทำ หากแม่นมบอกว่าทำไม่ได้ถึงแม้นางจะอยากทำก็ต้องอดทนเอาไว้ สวี่ตี้เอ็นดูน้องสาวที่เป็นเช่นนี้มากใจอยากจะให้น้องสาวไม่ต้องไปสนใจเรื่องพวกนี้ อยากจะทำอะไรก็ทำ แต่ก็คิดได้ว่าสวี่จือเป็นคนของยุคนี้ ต่อไปนางยังต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ มีกฎบางอย่างที่จะต้องปฏิบัติตามในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องให้เรียนกฎระเบียบตั้งแต่ยังเด็กต่อไปจะได้ไม่ถูกคนหัวเราะเยาะเพราะว่ามารยาทไม่ดี

            แม่นมลู่เอ่ย “ได้สิ เหตุใดจะไม่ได้ ไป แม่นมจะพาเจ้าไปเอง”

            สวี่จือเดินตามแม่นมลู่ออกไปเรือนหน้า ก็เห็นดาบโค้งที่คนจากนอกด่านที่บุกรุกเข้ามาเมื่อคืนใช้เป็นอาวุธวางอยู่ด้านหน้าเรือนเต็มไปหมด บนตัวดาบมีผ้าห้อยอยู่ รวมถึงยังมีของชิ้นเล็กๆ อย่างอื่นอยู่อีกด้วย

            พอเห็นสวี่จือเดินเข้ามา สวี่ตี้ก็รีบเดินเข้ามาจูงมือของสวี่จือเอาไว้ “จือเอ๋อร์เมื่อคืนตกใจมากเลยใช่หรือไม่? แต่ว่าไม่เป็นอันใดแล้วนะพี่ชายแก้แค้นให้เจ้าแล้ว พวกคนที่มารังแกพวกเราไม่ได้ไปไหน เกอเกอพาคนมาจับพวกเขาให้อยู่ที่นี่แล้วมาดู นี่คือของที่ได้จากการต่อสู้เมื่อคืนนี้”

            สวี่จือฟังแล้วก็มองสวี่ตี้ด้วยความนับถือ “เกอเกอ ท่านเก่งมากเลยเจ้าค่ะท่านทำอย่างไรถึงจับพวกเขาได้หรือเจ้าคะ?”

            ในเรือนล้วนเป็นคนของครอบครัวตนเอง สวี่ตี้จึงเล่าว่า“เมื่อวานพวกเขาไปที่ไร่ก่อน โชคดีที่พวกเราเตรียมตัวกันมาอย่างดี ไม่ได้ถูกพวกเขาโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัวพวกเราก่อนหน้านี้ก็ได้ทำกับดักเตรียมเอาไว้แล้ว ม้าศึกสิบกว่าตัวของพวกเขาจึงถูกมัดเอาไว้ต่อมาจึงจัดการได้ง่าย พวกท่านลุงในไร่ก็พาพวกเราไปจับเขามัดเอาไว้แต่ว่าคนของหมู่บ้านจางเจียได้รับบาดเจ็บอยู่หลายคน โชคดีที่ไม่ได้เป็นอันใดมากจากนั้นพวกเราก็ขี่ม้าของพวกเขาไล่ตามมาที่นี่ พอดีได้เจอกับพวกพี่เว่ยที่ได้รับจดหมายพอดีก็เลยจับพวกนั้นเอาไว้ได้” 

            สวี่ตี้อธิบายออกมาได้อย่างละเอียดแต่ว่าในช่วงเวลาอันตรายทุกคนต่างสามารถคิดภาพออก คนที่อยู่นอกด่านจะมีร่างกายแข็งแรงกำยำนิสัยกล้าหาญ เก่งกาจด้านการขี่ม้าหรือยิงธนู คนที่สวี่ตี้พามาบาดเจ็บไปแล้วห้าคนตอนนี้ต่างพันแผลนอนอยู่ตรงเรือนหน้า

            สวี่จือมองสวี่ตี้ด้วยความปวดใจ “เกอเกอ ท่านไม่ได้รับบาดเจ็บใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

            สวี่ตี้ตอบ “ไม่มี เจ้าดู ข้ามิได้รับบาดเจ็บ ข้ายังดีอยู่ครั้งนี้พวกเรารวยแล้ว ม้าศึกก็ทิ้งเอาไว้ให้ ในอนาคตข้าจะคิดดูว่าจะสามารถทำอย่างไรให้ม้าพวกนี้คลอดลูกม้าออกมาจือเอ๋อร์ รอลูกม้าคลอดแล้วเกอเกอจะเก็บเอาไว้ให้เจ้าสักตัว”

            สวี่ตี้ที่เริ่มเชี่ยวชาญด้านการปลูกพืชก็เริ่มรู้สึกว่าความจริงแล้วการผสมพันธุ์ม้าเองก็เป็นเรื่องที่ไม่เลวเหมือนกันไม่เช่นนั้นเขาก็จะเปิดสนามม้าที่นี่ ที่แห่งนี้อยู่ใกล้กับทุ่งหญ้าการจะปล่อยม้าออกมากินหญ้าย่อมสะดวก อีกอย่างหลังจากเก็บเกี่ยวธัญพืชไปแล้วพวกฟางข้าวสาลีฟางข้าวโพดก็จะเป็นอาหารของม้าได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกถึงความเป็นไปได้ สวี่ตี้เริ่มคิดเรื่องการเปิดสนามม้าไว้ล่วงหน้าแล้ว

            ทางด้านสวี่เหรากับจางจ้าวฉือกลับมาด้านในเรือนด้วยกันพอเข้าประตูก็เห็นสถานการณ์หนักหน่วงตรงเรือนหน้าเมื่อคืนในเมืองถึงแม้จะเงียบสงบมาก แต่ว่าด้านนอกเมืองจนถึงนอกประตูเมืองโดยเฉพาะทางด้านประตูทางทิศใต้มีคนแอบลักลอบเข้ามา แล้วก็โชคดีที่ทางนี้เตรียมตัวไว้พร้อมรับมือถึงได้ไม่ปล่อยให้พวกนั้นทำลายประตูเข้ามาได้ แม้จะเป็นแบบนั้น ทว่าทหารที่เฝ้าเมืองก็ยังมีผู้เสียชีวิต

            เมื่อครู่เว่ยหลางมาแล้วได้พูดถึงเรื่องการลอบเข้ามา คาดว่ารอบนี้คงจะมีการเตรียมตัวก่อนมาไม่เหมือนพวกที่ฆ่าแล้วปล้นเอาของก่อนจะหนีไปเหมือนที่ผ่านมา พวกทหารม้าหลายกลุ่มที่มาพวกนี้มีระบบกันมากอีกทั้งยังขี่ม้าศึก อาวุธที่ใช้ล้วนเป็นของที่ดีมากปกติแล้วแถบทุ่งหญ้าที่ล้าหลังไม่มีอาวุธที่ดีขนาดนั้น

            หลังจากทำความสะอาดสนามรบและประชุมสรุปครั้งนี้เสร็จ สวี่เหรากับจางจ้าวฉือถึงได้กลับมาที่เรือน

            จางจ้าวฉือยังสวมชุดบุรุษที่ใส่ออกไปเมื่อคืนตอนนี้ด้านบนชุดเต็มไปด้วยรอยเลือด แม้แต่ใบหน้าของนางก็มีเลือดติดมาเล็กน้อยใบหน้าของสวี่เหรามีความอ่อนล้า ทั้งตัวเต็มไปด้วยฝุ่นดิน ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่าไปติดมาจากที่ใด

            สวี่จือเห็นบิดามารดาตนเองกลับมาแล้วก็รีบวิ่งพุ่งเข้าไปในอ้อมกอดของจางจ้าวฉือพลางเบะปาก “ท่านแม่ ข้าคิดถึงท่านเจ้าค่ะ”

            จางจ้าวฉือตบหัวสวี่จือเบาๆ “ผ่านไปแล้ว ผ่านไปแล้วต่อไปจะไม่เป็นเช่นนี้อีกแล้ว”

            สวี่เหรามองเสื้อผ้าบนตัวของตัวเอง ก่อนจะถอนหายใจ “จือเอ๋อร์กอดพ่อด้วยสิ?”

            สวี่จือได้ยินแล้วก็ชะงักไป แต่ว่าดวงตาก็ยังคงแดงเดินเข้าไปกอดเอวสวี่เหรา ซึ่งเขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างพอใจมาก“ในที่สุดก็ผ่านไปแล้ว พ่อได้เจอจือเอ๋อร์อีกครั้ง เอาล่ะ พ่อกับแม่ขอตัวไปอาบน้ำกันก่อนนะ”

            สวี่จืออายุเจ็ดขวบแล้ว ไม่เพียงแค่จะต้องรักษาระยะห่างกับบุรุษภายนอกเท่านั้นกระทั่งบิดาและพี่ชายของตนเองก็ต้องรักษาระยะห่างเช่นกันแต่ว่าเมื่อคืนสวี่เหราประสบกับเรื่องที่น่าตกใจจนวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่างถึงแม้จะไม่ใช่ทหารกองทัพใหญ่เข้ามาตีโจมตีแต่ว่าความรุนแรงในการมารุกรานของกลุ่มเล็กๆ ในครั้งนี้ก็ร้ายแรงมาก ตลอดทั้งวันเขาก็เอาแต่คอยระแวดระวังไม่ได้ผ่อนใจลงมาแม้แต่น้อย

            แม้แต่จางจ้าวฉือที่เป็นหมอ อีกทั้งยังเป็นหมอศัลยแพทย์ที่เคยชินกับการเจ็บการตายการเผชิญหน้ากับความตายของทหารที่ต่อต้านการรุกรานในครั้งนี้ ในใจของนางได้รับความกระทบกระเทือนเป็นอย่างมากที่แท้สงครามที่แท้จริงเป็นเช่นนี้ ที่แท้บนสนามรบชีวิตของคนก็เหมือนกับต้นหญ้าต้นหนึ่งเท่านั้น

            หลังจากทานข้าวเย็นกันแล้ว ทั้งสี่คนรวมทั้งแม่นมลู่ก็มานั่งพูดคุยกันบนตั่งในห้องของจางจ้าวฉือบอกเล่าประสบการณ์ที่ตนเองประสบมา สวี่ตี้อยู่ในบ้านสวน เดิมทีนอนหลับไปแล้ว แต่เขาได้ยินว่ามีการเคลื่อนไหวจากหมู่บ้านจางเจีย บวกกับช่วงนี้มีข่าวลือว่าคนเป่ยตี้จะเข้ามาโจมตี สวี่ตี้จึงรีบเรียกรวมคนอาศัยความมืดไปที่หมู่บ้านจางเจีย ก็พบว่ามีบุรุษตัวใหญ่ขี่ม้าสิบกว่าคนมุ่งมาที่หมู่บ้านจางเจีย บ้านหลายหลังในหมู่บ้านถูกจุดไฟ หลังจากความวุ่นวายผ่านไปเหล่าบุรุษในหมู่บ้านก็เริ่มที่จะต่อต้าน

            สวี่ตี้คิดมานานแล้วว่าหากทหารของเป่ยตี้มาโจมตีตนเองจะรับมืออย่างไร จนสรุปได้ว่าบนตัวจะต้องพกกับดักเอาไว้ตลอดแถมยังสั่งให้ลูกน้องของตนเองพกเอาไว้อีกด้วย ทหารม้าของเป่ยตี้มีพละกำลังมาก ทักษะการต่อสู้ก็แข็งแกร่งการที่จะโจมตีพวกเขาโดยตรงนั้นเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นหากอยากจะเอาชนะก็ต้องเอาวิธีแปลกๆ ออกมาใช้รับมือ

            คนข้างกายของสวี่ตี้เองก็ผ่านการฝึกสอนพิเศษจากเขา เพียงครู่เดียวพวกเขาก็ได้รับภารกิจการต่อสู้รวมสวี่ตี้เข้าไปด้วยก็เป็นเจ็ดคน แล้วสร้างที่ซ่อนตัวง่ายๆตรงหน้าประตูทางเข้าหมู่บ้าน จากนั้นก็สร้างที่ซ่อนตัวอยู่ห่างออกไปไม่ไกลอีกที่หลังจากสร้างเสร็จแล้ว สวี่ตี้ก็หยิบกลองออกมาตี

            ทหารม้าสิบกว่าคนนั้นได้ยินเสียงด้านนอกหมู่บ้านก็ไม่ได้สนใจอย่างอื่นอีก รีบขี่ม้าวิ่งไปด้านนอกสุดท้ายตอนที่ออกจากประตูหมู่บ้านก็ถูกพวกที่ซุ่มโจมตีอยู่ดึงลงจากหลังม้า

            พวกสวี่ตี้เห็นคนตกลงมาจากม้าก็รีบเข้าไปลงมือฆ่าพวกที่อยู่ด้านหน้าไม่ทันได้ป้องกันตัว จึงพลาดท่าถูกพวกสวี่ตี้จัดการ แต่ว่าพวกคนที่อยู่ด้านหลังรู้ตัวแล้วสวี่ตี้พาคนเข้าไปตะลุมบอนต่อสู้ พวกเขาสู้กับคนเป่ยตี้ที่มีร่างกายแข็งแรงพวกนั้นไม่ไหวจริงๆต่อมาพวกสวี่ตี้ก็ได้รับการช่วยเหลือจากคนของหมู่บ้านจางเจียที่เข้ามาช่วยเหลือเอาไว้ได้ทันเวลาถึงเอาชนะมาได้

            หลังจากพวกสวี่ตี้โจมตีคนพวกนี้แล้วก็เก็บกวาดสนามรบแบบง่ายๆ สั่งคนของหมู่บ้านจางเจียให้ไปหลบอยู่บนภูเขาก่อนชั่วคราวแล้วเขาก็พาคนไปทางเมืองเหอซี

            จากหมู่บ้านไปถึงในเมืองจะต้องผ่านหุบเขาที่มีป่ารกทั้งสองทางพอมาถึงตรงหน้าหุบเขา สวี่ตี้ก็ครุ่นคิด เขาไม่ได้เข้าไปด้านในหุบเขาแต่อ้อมขึ้นไปบนภูเขาแทนบนเขามีเส้นทางที่ลับมากๆ อยู่เส้นหนึ่ง เส้นทางเล็กๆ นี้อยู่ใกล้กับเมืองเหอซีมากแต่เส้นทางนี้ค่อนข้างจะเดินยาก คนของหมู่บ้านจางเจียบางครั้งหากอยากจะย่นระยะทางในการไปเมืองเหอซีก็เลือกเดินทางนี้

            ด้วยความยากรู้อยากเห็นเป็นชีวิตจิตใจของเด็กหนุ่ม สวี่ตี้จึงเคยเดินตามหัวหน้าหมู่บ้านไปหลังจากเดินไปจากตรงนี้เขาก็จำทางไม่ค่อยจะได้สักเท่าไหร่บวกกับคืนนี้ยังถือว่ามีแสงจันทร์ สวี่ตี้ครุ่นคิดก่อนจะพาคนเข้าภูเขาไป

            สวี่ตี้พอจะดูออกว่าอาวุธของทหารพวกนั้นเป็นของดีไม่ใช่อาวุธของคนจากทุ่งหญ้าธรรมดา พวกนั้นจะต้องเป็นทหารที่เก่งกาจที่สุดของเป่ยตี้เป็นแน่

            คนเป่ยตี้ไม่มีทางส่งคนมาแค่นี้แน่ ในเมื่อคนพวกนี้สามารถมาถึงที่นี่ได้เช่นนั้นพวกเขาจะต้องลอบเข้าไปที่เมืองเหอซีแน่นอน และอาจไปถึงทางด่านเยี่ยนเหมินแล้วก็เป็นได้

            ข้อได้เปรียบของคนเป่ยตี้นอกจากร่างกายที่สูงใหญ่แล้วความสามารถในการขี่ม้ายิงธนูดีกว่าทางต้าเหลียงมาก พวกเขาสามารถต่อสู้จากทุ่งหญ้าไปจนถึงพื้นที่ที่ไกลกว่านี้ได้ที่พึ่งก็คือม้า ขี่ม้าวิ่งไปมาอย่างรวดเร็ว เมื่อมีม้าอยู่พวกเขาก็สามารถยึดสถานที่หนึ่งได้อย่างไม่สนใจสิ่งใดเหอซีกับด่านเยี่ยนเหมินทางทิศใต้และทางทิศเหนือทั้งสองข้างเป็นภูเขาสูง ขี่ม้ามาไม่ได้ดังนั้นหากพวกเขาอยากจะลอบเข้ามา จะต้องมาจากแม่น้ำที่อยู่ไกลออกไปแม่น้ำสายนั้นกว้างใหญ่มาก หลังจากเข้าฤดูหนาวน้ำในแม่น้ำก็จะจับตัวเป็นน้ำแข็งพวกเขามักจะมาทางแม่น้ำ ถึงแม้ต้าเหลียงจะมีทหารเฝ้าอยู่ริมแม่น้ำแต่ว่าก็ต้องมีเวลาที่ไม่ได้ตั้งตัวอยู่บ้าง

            สวี่ตี้คาดว่าทหารที่พักอยู่ที่ริมแม่น้ำน่าจะเกิดเรื่องแล้วไม่เช่นนั้นก็ไม่มีทางปล่อยทหารม้าพวกนี้เข้ามาได้

            ในเมื่อกลุ่มนี้มีสิบกว่าคน คาดว่าคงมีกลุ่มละสิบคนหรือมากกว่านี้สวี่ตี้ไม่กล้าเสี่ยง พละกำลังของพวกเป่ยตี้แข็งแกร่งเกินไปเมื่อครู่ตนเองเกือบจะเพลี่ยงพล้ำให้กับคนเป่ยตี้สิบคนนี้แล้วสวี่ตี้ไม่กล้าที่จะรีบไปเสี่ยงอันตรายใดๆ

            ทุกคนคลำความมืดเดินไปยังเส้นทางลัดในภูเขาโชคดีที่ไม่ได้มีเหตุไม่คาดฝันระหว่างทาง รอจนเห็นประตูทิศตะวันออกของเมืองเหอซีที่อยู่ไม่ไกลก็พบว่าประตูทิศตะวันออกถูกคนเป่ยตี้ขี่ม้ามาล้อมเอาไว้ มองดูแล้วมีคนหลายร้อยคนสวี่ตี้รับรู้ได้ว่า ครั้งนี้พวกเขามีแบบแผน จนถึงขั้นว่านี่อาจเป็นแผนการที่วางแผนกันมานานเลยทีเดียว

            พวกสวี่ตี้ไม่กล้าทำตัววู่วามตามองคนพวกนี้ยิงธนูเข้าไปทางกำแพงเมืองทีละดอก ถึงขั้นมีรถกำลังชนกำแพงเมืองใหม่ที่เพิ่งจะสร้างเสร็จได้ไม่นาน

            สวี่ตี้มองดูด้วยดวงตาที่แดงก่ำ ในใจของเขากลับเข้าใจดีกับสถานการณ์เช่นนี้ตอนนี้ตนเองไม่มีวิธีรับมือดีๆ ถึงแม้จะฝืนบุกเข้าไปก็มีแต่ตายกับตายแต่ว่าสวี่ตี้ยังไม่อยากจะตายตอนนี้ เขายังมีอีกหลายเรื่องที่จะต้องทำ

            ตอนนี้สวี่ตี้กังวลใจเกี่ยวกับประตูทางทิศใต้กับทิศเหนือ ประตูทั้งสองด้านไม่เหมือนกันประตูทิศตะวันออกจากกำแพงเมืองถึงประตูล้วนทำการซ่อมใหม่หมด เพราะว่าเงินไม่พอจึงทำได้แค่เพิ่มความสูงกับเพิ่มความมั่นคงพื้นฐานง่ายๆโชคดีที่ทั้งสองประตูนี้ไม่เหมือนประตูทิศตะวันออกที่ด้านนอกประตูมีพื้นที่โล่งกว้างเป็นสถานที่ต่อสู้ได้ดี

            สวี่ตี้พาคนเดินไปทางประตูทิศเหนือ จึงได้เจอกับพวกหม่าหมิงที่มาเป็นกำลังเสริม

            หม่าหมิงพาคนมาสามสิบคน หลังจากได้รับข่าวก็รีบเดินทางจากด่านเยี่ยนเหมินมาที่นี่หนึ่งส่วนมาจากประตูเมืองทิศตะวันตกเข้ามาในเมือง ช่วยต่อต้านอยู่บนกำแพงหม่าหมิงพามือดีสามสิบคนมาเตรียมตัวอ้อมโจมตีจากด้านหลัง

            ทหารศัตรูตรงประตูทิศเหนือมีไม่มาก ตอนแรกคงจะอยากมาลอบโจมตี คงคิดไม่ถึงว่าตรงนี้จะมีคนเฝ้ายามตลอดกระมังเมื่อคนเฝ้ายามเห็นพวกเขามาก็เคาะสัญญาณเตือนให้คนทั้งเมืองเตรียมตัวป้องกัน

            ประตูทางทิศเหนือปิดสนิท คนเป่ยตี้ทำอะไรไม่ได้ทำได้แค่พาคนส่วนมากไปทางประตูทิศตะวันออก แล้วโจมตีประตูต่อ ทิ้งคนส่วนน้อยเอาไว้ก่อนจะยิงธนูใส่กำแพงไปเรื่อยๆ

            หม่าหมิงคิดไม่ถึงว่าจะเจอกับสวี่ตี้ที่นี่ หลังจากจัดการกับคนเป่ยตี้ที่ด้านล่างประตูได้แล้วจึงยิ้มแล้วถามเสียงเบา“คุณชาย กลัวหรือไม่?”

            สวี่ตี้ส่ายหน้า “พวกเราเจอกับพวกคนเป่ยตี้กลุ่มเล็กๆ ที่บ้านสวน พวกเขาถูกพวกเราฆ่าหมดแล้ว”

            หม่าหมิงฟังแล้วก็มองเด็กหนุ่มที่ตัวยังไม่สูงถึงไหล่ของตัวเอง ก่อนจะเอ่ย“นี่สิ ไม่เสียแรงที่เป็นครูฝึกของพวกเรา”

            สวี่ตี้กล่าวอย่างภาคภูมิใจ“แน่นอนสิ ในเมื่อจะเป็นครูฝึกของพวกเจ้า เช่นนั้นข้าก็จะต้องเอาตัวเองเป็นตัวอย่างตอนนี้ข้าก็แค่อายุยังน้อย รอข้าโตกว่านี้ และฝึกร่างกายสักหน่อยก็สามารถเก่งกาจแบบพวกเจ้าได้”

            หม่าหมิงเอ่ย “ครูฝึกสวี่ เช่นนั้นท่านว่า พวกเราจะปฏิบัติการอย่างไรดี?”

            สวี่ตี้เอ่ย “อย่าเห็นว่าตอนนี้คนพวกนี้โจมตีรุนแรง คาดว่าคงจะมาลองเชิงแต่ข้าไม่อยากจะปล่อยให้พวกนั้นไปทั้งอย่างนี้ พวกเราจะต้องล่อให้พวกเขาอยู่ที่นี่ข้ามีแผน แต่ว่าเพราะข้ายังเด็กเกินไปจึงไม่กล้าทำจริง ในเมื่อพวกพี่มากันแล้วเช่นนั้นพวกเรามาวางแผนกันดีกว่า ความหมายของข้าก็คือ ล่อคนไปในป่าแล้วใช้ข้อได้เปรียบของพวกเราเปลี่ยนจากการถูกกระทำเป็นกระทำพวกเขาแทน พี่หม่าคิดว่าอย่างไร?”

            หม่าหมิงตอบ “เป็นวิธีที่ดี แล้วพวกนั้นจะทำตามแผนของพวกเราได้อย่างไร?”

            สวี่ตี้เอ่ย “คาดว่าซื่อจื่ออีกเดี๋ยวจะพาทหารกลุ่มใหญ่มา คนเป่ยตี้พวกนี้ก็คงจะถอยเข้าไปในหุบเขาทางทิศตะวันออกพวกเราก็ทำกับดักที่นั่น อุดช่องหุบเขาไปเสีย ข้าไม่เชื่อหรอกว่าหากทางนั้นผ่านไม่ได้แล้วพวกเขาจะไม่คิดที่จะขึ้นเขาพวกเราไปจัดเตรียมสถานที่ที่นั่นก่อน ข้าจะทิ้งเอาไว้สองคน อีกเดี๋ยวซื่อจื่อพาทหารกลุ่มใหญ่มาก็ให้คนของข้าพาเดินไปบนภูเขา ถึงแม้จะต้องโยนก้อนหินลงมาจากภูเขาทุบก็ทุบให้พวกนั้นตายอยู่ที่นี่ พวกเรารีบจัดการเถิด ต้องทำให้พวกเขาอยู่ที่นี่ให้ได้”

     

    คล้ายกับเรื่องครอบครัวของข้า นอกจากข้า ล้วนข้ามมิติมาทั้งครอบครัว [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577