บทที่ 21 ยอมตายอย่างมีศักดิ์ศรี (รีไรต์)
หมีดำคำรามด้วยความโกรธ มันวิ่งไล่กวดทั้งสองคน ทุกย่างก้าวของมันทำให้ผืนป่าสั่นะเื
กล้องไลฟ์ที่ถูกโยนทิ้ง กลิ้งไปบนพื้นสองสามตลบ แต่กลับไม่ได้รับความเสียหาย
ผู้ชมเห็นภาพจากมุมต่ำของกล้องในระดับรากหญ้า รองเท้าตกหล่นอยู่บนพื้น และแผ่นหลังของหมีที่กำลังวิ่ง
ผู้ชมในช่องไลฟ์ต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็น พวกเขาอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งสติได้
ช่องแชต : บ้าเอ๊ย! บ้าเอ๊ย! หมีไล่ตามไปแล้ว! พวกเขาจะไม่เป็ไรใช่ไหม!
ช่องแชต : กลัวว่าจะไม่รอดแล้วสิ มนุษย์จะวิ่งเร็วกว่าหมีได้ยังไง!
ช่องแชต : พระเ้า! น่ากลัวเกินไปแล้ว! พวกเขาจะถูกไล่ตามทันหรือเปล่าน่ะ?
ช่องแชต : ใจเย็น ๆ ถ้าได้ยินเสียงกรีดร้องในป่าก็รู้แล้ว
ช่องแชต : วิ่งทำไม! รีบนอนแกล้งตายสิ! เจอหมีห้ามวิ่งนะ!
ช่องแชต : คนที่อยู่้า การนอนแกล้งตายก็จะยิ่งทำให้ตายเร็วขึ้นนะ หมีก็กินซากศพเหมือนกัน ตราบใดที่ไม่เหม็นมาก พวกมันก็จะกินทั้งหมดนั่นแหละ
ช่องแชต : ตอนที่หมีพุ่งเข้ามา คุณชายลู่คว้ามือของเสิ่นชิงไว้! หวานจริง ๆ เลย!
ช่องแชต : หืม? คน้ามีสมองเอาไว้คิดแต่เื่แบบนี้รึไง? เวลาแบบนี้ยังจะจิ้นคู่นี้อีกเหรอ? ตอนนี้มันเป็เื่ของชีวิตนะ!
ในป่ารกทึบ ใบหญ้าคมราวกับมีด
เสิ่นชิงวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว แก้ม แขน และต้นขา ก็เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนเป็ทางยาว
แต่ตอนนี้เธอไม่มีเวลาสนใจความเ็ป เธอกลัวแค่ว่าถ้าวิ่งช้าลงนิดเดียว สมองก็จะถูกตบจนแตก
วิธีการตายแบบนี้โหดร้ายเกินไป เธอไม่ยอมเด็ดขาด!
ในป่า ใบไม้ร่วงทับถมกัน พื้นดินชื้นแฉะ ขณะที่วิ่งอยู่นั้น เสิ่นชิงเผลอสะดุดขาตัวเอง ร่างกายล้มลงไปกับพื้น
ในชั่วพริบตา หมีดำก็พุ่งมาอยู่ด้านหลังเสิ่นชิง ร่างของหญิงสาวถูกเงาดำทมิฬปกคุลม
วินาทีนี้ ความตายเข้ามาเยือนแล้ว!
ชั่วพริบตา สมองของเสิ่นชิงก็ว่างเปล่า โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน
ลู่เย่เห็นเสิ่นชิงตกอยู่ในอันตราย สีหน้าพลันซีดเผือด เขาไม่ทันคิดอะไร รีบขยับตัวคว้าเสิ่นชิงมาไว้ในอ้อมกอด แล้ววิ่งหนีสุดชีวิตต่อไป
การกระทำของลู่เย่สร้างความโกรธแค้นให้หมีดำอีกครั้ง มันไล่ตามอย่างไม่ลดละ ราวกับจะฉีกกระชากร่างของทั้งสองให้เป็ชิ้น ๆ
มนุษย์ไม่มีทางวิ่งเร็วกว่าหมี ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ลู่เย่ยังอุ้มคนเอาไว้อีกด้วย
ระยะห่างระหว่างคนกับหมีค่อย ๆ ลดลง เสิ่นชิงรับรู้ได้ถึงกลิ่นสาบของหมีดำ
ถ้ายังเป็แบบนี้ พวกเขาคงไม่รอดแน่
“ปล่อยฉันลง!” ใบหน้าของเสิ่นชิงซีดเผือด เสียงสั่นเล็กน้อย
“อย่ามาสั่งฉัน!” ดวงตาของลู่เย่แดงก่ำ เขายังคงอุ้มเธอวิ่งต่อไป
เสียงหมีดำพุ่งชนกิ่งไม้ดังอยู่ข้างหลัง หลังของลู่เย่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น
เนื่องจากวิ่งมาเป็เวลานาน หัวใจของเขาเต้นแรง ราวกับจะะเิออกมาจากอกอยู่แล้ว
ขาสองข้างเริ่มอ่อนแรง ทว่าชายหนุ่มกลับไม่สามารถหยุดฝีเท้าได้
หมีวิ่งไล่ตามมาด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งการก้าวเท้าของลู่เย่เริ่มช้าลง ระยะห่างระหว่างหมีกับคนก็ลดน้อยลง จนในที่สุดก็เกือบจะทันกัน
“โฮกกก!”
หมีดำพุ่งเข้าใส่ลู่เย่ อุ้งเท้าอันใหญ่โตของมันฟาดลงบนหลังของลูเย่อย่างรุนแรง
เสิ่นชิงเบิกตากว้าง ร้องะโเสียงดัง “หมอบลง!”
ลู่เย่ตอบสนองอย่างรวดเร็ว เขาก้มตัวลง กอดเสิ่นชิงไว้แน่น ก่อนจะกลิ้งตัวไปข้างหน้า หลบการโจมตีของหมีดำได้อย่างหวุดหวิด
“โครม!”
หมีดำตะปบพลาด อุ้งเท้าของมันฟาดเข้ากับต้นไม้จนลำต้นใหญ่หักสะบั้น เศษไม้แตกกระจายไปทั่วบริเวณ
จากนั้น หมีดำก็หันกลับมา ส่ายหัวเพื่อสะบัดเศษไม้ประปราย ดูเหมือนว่ามันกำลังจะโจมตีรอบที่สอง
เท้าของเสิ่นชิงยังระบม ทำให้ตอนนี้แค่จะยืนขึ้นยังทำได้อย่างยากลำบาก
เธอทำหน้าเ็าแล้วผลักลูเย่อกไป “รีบไสหัวไป อย่ามาเกะกะขวางหูขวางตาฉัน น่ารำคาญ”
“หุบปากไปเลย ยัยอ้วนสองร้อยจิน” ลูเย่กอดเสิ่นชิงแน่น จ้องมองการเคลื่อนไหวของหมีดำอย่างไม่วางตา หัวใจเต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้น แต่ก็ไม่วายโต้กลับ
เสิ่นชิงก้มหน้าลงปิดบังสีหน้าที่แท้จริง เอ่ยเสียงแ่เบา “จุดอ่อนของหมีดำคือจมูก”
ลู่เย่เข้าใจ ค่อย ๆ วางเสิ่นชิงลง จากนั้นก็หยิบท่อนไม้บนพื้นขึ้นมา ตั้งท่าเหมือนการฟันดาบสไตล์ตะวันตก ดูองอาจไม่น้อย
ลูเย่กำท่อนไม้แน่น เอียงคอเล็กน้อย “เสิ่นชิง เธอไปหาถ้ำหลบก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันเผลอเอาไม้ฟาดเธอเข้า”
เสิ่นชิง “...”
ทั้งสองไม่มีทางหนีแล้ว ลูเย่ที่กอดเสิ่นชิงอยู่ ไม่มีทางวิ่งหนีหมีดำได้ทันแน่
ตอนนี้ทำได้เพียงสู้จนตัวตาย พยายามตายอย่างมีศักดิ์ศรีที่สุดก็แล้วกัน
หมีดำเห็นลูเย่ยกท่อนไม้ขึ้น คิดว่าเขาจะวัดส่วนสูงกับมัน มันก็เลยยืดตัวตรงสูงตระหง่านราวกับหอคอยเหล็ก
ร่างกายของหมีดำที่ยืนตัวตรงมีความสูงประมาณสามเมตร มนุษย์ตัวเล็ก ๆ ย่อมไร้หนทางเทียบเท่า
“แถวนี้อย่าว่าแต่จะหาถ้ำเลย แม้แต่โพรงไม้ใหญ่ ๆ ก็ยังไม่มี”
เสิ่นชิงยกมือกุมขมับ เงยหน้ามองต้นไม้ใหญ่ข้าง ๆ อย่างลืมตัว
ทันใดนั้น เธอก็มองเห็นดวงตาเล็ก ๆ สีดำขลับคู่หนึ่ง
เมื่อมองให้ละเอียดถี่ถ้วน ก็พบว่าเป็ตัวเพียงพอน
มันนอนหมอบอยู่ในโพรงตื้น ๆ ใต้ต้นไม้ สังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างระแวดระวัง ขนสีน้ำตาลอมเหลืองฟูฟ่องขึ้นเล็กน้อย
จู่ ๆ เสิ่นชิงก็นึกอะไรบางอย่างออก ดวงตาเป็ประกาย
จากนั้นเธอก็กระโจนลงไปที่โคนต้นไม้ พยายามจะดึงตัวเพียงพอนออกมา
แต่เพียงพอนนั้นว่องไวมาก หลบการจู่โจมของเสิ่นชิงได้อย่างง่ายดาย และยังสะบัดหางฟู ๆ ยกบั้นท้ายหันออกไปด้านนอกอีกด้วย
เมื่อเห็นท่าทางของเพียงพอน เสิ่นชิงก็ร้องเสียงดังโดยไม่รู้ตัว “ลู่เย่! ปิดจมูก!”
“ปู้ดดดด..”
สิ้นเสียงของเสิ่นชิง เพียงพอนตัวน้อยก็ปล่อยแก๊สสีเหลืองออกมาทันที
ตามมาด้วยกลิ่นเหม็นฉุนฟุ้งกระจายทั่วผืนป่า
กลิ่นนั้นช่างเหม็นเกินจะบรรยาย ตอนแรกได้กลิ่นเหมือนคราบสกปรกที่สะสมในสะดือมานานหลายปี ผสมกับกลิ่นหนูตายในท่อระบายน้ำ จากนั้นก็รุนแรงเหมือนบ่อเกรอะะเิ
สุดท้าย กลิ่นเหม็นฉุนก็กระจายขึ้นเรื่อย ๆ จนยากจะบรรยาย ทำเอาเวียนหัว คลื่นไส้ และแสบตา
ถึงแม้จะใช้มือปิดจมูก ทว่ากลิ่นตดอันร้ายกาจของเพียงพอนก็ไม่อาจต้านทานได้
ความเหม็นราวกับไม่ใช่คำคุณศัพท์อีกต่อไป แต่กลับกลายเป็คำกริยา
มันโจมตีจมูก ดวงตา ลำคอ และสมองอย่างรุนแรง
อากาศคล้ายกับข้นเหนียวขึ้น เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า
ในชั่วขณะนั้น เสิ่นชิงรู้สึกราวกับว่าอากาศหยุดนิ่ง
ประสาทรับกลิ่นของหมีไวกว่ามนุษย์ 2100 เท่า แก๊สตดของสัตว์ตัวน้อยสำหรับหมีดำแล้ว เปรียบเสมือนการโจมตีระดับอาวุธชีวภาพ
แล้วก็เป็ไปตามคาด หมีได้กลิ่นฉุนเฉียวนี้ ก็ดูทรมานอย่างมาก
มันหันหลังกลับ วิ่งหนีไปโดยไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับมามอง
เมื่อเห็นหมีวิ่งเตล็ดหนีไป เสิ่นชิงและลู่เย่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หัวใจที่แทบจะหลุดออกมาจากอก ก็กลับเข้าที่เดิม
เพียงพอนจะปล่อยกลิ่นเหม็นออกมาเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรู ทำให้ศัตรูไม่สามารถเข้าใกล้ได้
กลิ่นตดของมันมีส่วนผสมของสารประกอบกำมะถันกว่าสิบชนิดผสมกัน ก่อให้เกิดกลิ่นฉุนที่ทำให้ศัตรูรู้สึกคลื่นไส้และวิงเวียนศรีษะ
ทันทีที่เสิ่นชิงเห็นเพียงพอน เธอก็นึกถึงการโจมตีมัน เพื่อให้มันปล่อยกลิ่นเหม็นออกมา จากนั้นก็ใช้กลิ่นนั้นกระตุ้นหมีที่มีประสาทััด้านกลิ่นที่ไวให้หนีไป
หลักการเดียวกับการใช้สเปรย์ป้องกันหมี
เดิมทีเธอแค่อยากลองดูเท่านั้น แต่ไม่คิดว่ามันจะได้ผลจริง ๆ
เสิ่นชิงยังคงโล่งใจ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงแปลก ๆ ดังขึ้นข้างหู
“ตุบ!”
เสิ่นชิงหันกลับไปมอง ก็เห็นลู่เย่นอนลงไปกองกับพื้น