เมื่อทุกคนได้เห็นกฎเกณฑ์ที่จื่อซวานหมิงเพิ่มเติมเข้าไป ซึ่งต่างจากครั้งก่อนที่ไม่ได้ระบุไว้ พวกเขาก็รู้สึกว่าเป็นข้อกำหนดที่สมเหตุสมผลและรัดกุมดีมาก หลายคนถึงกับคิดว่า ถ้าการแข่งขันครั้งก่อนมีการกำหนดแบบนี้ไว้ ก็คงลดปัญหาจุกจิกลงไปได้มากเลยทีเดียว
ทุกคนในห้องจึงพร้อมใจกันปรบมือให้จื่อซวานหมิง เฉินโจวก็กล่าวชมเชยและให้กำลังใจว่าเธอทำได้ดีมาก และบอกว่ากฎเกณฑ์เหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับพวกเขาอย่างแน่นอน
หลังจากนั้น ทุกคนก็ช่วยกันพูดคุยรายละเอียดเกี่ยวกับงานในส่วนอื่น ๆ ต่อ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงช่วงเย็น ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัวของตัวเอง
เฉินโจวที่ยังอยู่ เห็นว่าจื่อซวานหมิงยังนั่งเขียนรายงานอยู่ ก็เดินเข้าไปถามเธอด้วยความเป็นห่วง
“มีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้ไหม?”
แต่จื่อซวานหมิงส่ายหน้าแล้วตอบกลับมาอย่างสุภาพว่า
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณกลับก่อนได้เลย ฉันน่าจะต้องนั่งทำรายงานพวกนี้อีกนาน”
แม้จะถูกปฏิเสธ แต่เฉินโจวก็บอกว่าอยากอยู่เป็นเพื่อนเธอสักพัก จื่อซวานหมิงเงยหน้าขึ้นมามองเขานิดหนึ่ง แต่ไม่ได้พูดอะไร เฉินโจวตีความว่าเธอน่าจะยอมให้เขานั่งอยู่เป็นเพื่อนได้
แม้ทั้งคู่จะไม่ได้พูดอะไรกันเลย แต่เฉินโจวกลับรู้สึกมีความสุข แค่ได้นั่งมองเธอทำงานก็รู้สึกเพลิดเพลินอย่างบอกไม่ถูก ทว่าในใจก็ยังมีคำถามบางอย่างที่ค้างคาอยู่
ในที่สุดเขาก็รวบรวมความกล้าถามออกไปว่า “คือว่า... ตอนเช้าหรือบ่ายที่คุณมามหาลัย คุณนั่งแท็กซี่มาหรือเปล่าครับ? เอ่อ...ผมอาจจะห่วงเกินไปจนคุณรู้สึกรำคาญ ถ้าเป็นแบบนั้นก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องตอบก็ได้นะครับ”
จื่อซวานหมิงได้ยินแล้วก็เงียบไปครู่หนึ่ง สีหน้าเธอดูนิ่งเหมือนกำลังชั่งใจ ก่อนจะตอบกลับมาอย่างตรงไปตรงมา
“ช่วงเช้ากับบ่ายฉันจะมาพร้อมกับคนขับรถของที่บ้านค่ะ แต่ช่วงเย็นฉันนั่งแท็กซี่กลับเอง เพราะคนขับรถเขาเลิกงานแล้ว”
เฉินโจวพยักหน้าเข้าใจทันที ถ้าเป็นคนขับรถของที่บ้าน อย่างน้อยก็ไว้ใจได้ในระดับหนึ่งแน่นอน โดยเฉพาะกับคนที่มีฐานะ การคัดเลือกคนขับรถคงไม่ใช่เรื่องที่ทำลวก ๆ และที่สำคัญ...เธอตอบเขากลับมา แปลว่าเธอไม่ได้รำคาญที่เขาห่วงเธอ
คิดได้แบบนั้น เฉินโจวก็ยิ่งรู้สึกดีขึ้นไปอีก เดิมทีก็แอบกังวลว่าเหตุการณ์ในวันนี้ โดยเฉพาะเรื่องของหลิวจื้อหมิง อาจทำให้เธออารมณ์เสียจนหงุดหงิดใส่เขาไปด้วย แต่ดูจากท่าทีแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
เวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงค่ำ จื่อซวานหมิงเริ่มเก็บของลงกระเป๋าถือใบใหญ่ ดูท่าทางเธอเตรียมจะกลับบ้านแล้ว เฉินโจวเห็นแบบนั้นจึงอาสาช่วยถือกระเป๋าให้
จื่อซวานหมิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง คิ้วขมวดเล็กน้อยเหมือนลังเลว่าการให้ผู้ชายถือกระเป๋าให้แบบนี้มันจะดูไม่เหมาะหรือเปล่า
แต่เมื่อเธอหันมามองเฉินโจว กลับเห็นแววตาเต็มไปด้วยความจริงใจและหวังดี เธอจึงคิดว่า...ก็แค่ให้ช่วยถือกระเป๋าเท่านั้นเอง คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ และนี่ก็คือน้ำใจของคนที่ห่วงใยกัน
สุดท้าย เธอก็พยักหน้ารับความช่วยเหลือของเขา
เฉินโจวรู้สึกดีใจอย่างมาก พอรับกระเป๋ามาเขาก็สัมผัสได้ถึงน้ำหนักที่ค่อนข้างมาก เลยพูดขึ้นว่า
“ค่อนข้างหนักเลยนะครับ เรียนนิติศาสตร์นี่ถึงจะมีข้อมูลเรียนผ่านระบบดิจิทัลเยอะ แต่ก็คงยังมีหนังสือที่ต้องอ่านจากเล่มอยู่แน่ ๆ ถึงได้หนักขนาดนี้”
เขาหันมายิ้มก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังแต่เป็นมิตร
“ต่อไปถ้าผมอยู่กับคุณ แล้วคุณต้องถือกระเป๋า ผมจะช่วยถือให้เองนะ ไม่ต้องเกรงใจเลยครับ ผมเป็นผู้ชายยังไงก็แรงเยอะกว่าแน่นอน แต่คุณอย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมไม่ได้ดูถูกว่าผู้หญิงจะสู้อะไรผู้ชายไม่ได้เลย แค่เรื่องใช้แรงเท่านั้นที่ผู้ชายมักจะได้เปรียบกว่าในแง่ของร่างกายโดยธรรมชาติ”
จื่อซวานหมิงฟังแล้วก็เห็นด้วย ในด้านของการคิดวิเคราะห์หรือการเรียนรู้ ผู้หญิงไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ชายเลย แต่ถ้าเป็นเรื่องใช้แรงกาย ก็คงต้องยอมรับว่าเพศชายได้เปรียบกว่าเป็นเรื่องจริงตามธรรมชาติ เธอจึงพยักหน้าให้เขาเบา ๆ เป็นการยอมรับข้อเสนอ และอนุญาตให้เขาช่วยถือกระเป๋า
เฉินโจวเห็นว่าเธอไม่ได้ปฏิเสธอะไร ใจก็พลันพองโต เขายิ้มไม่หุบ ระหว่างที่เดินถือกระเป๋าให้เธอ มุ่งหน้าไปยังจุดจอดแท็กซี่ใกล้มหาวิทยาลัยที่เคยไปเมื่อวาน
ระหว่างเดินไป เขาก็บอกกับจื่อซวานหมิงว่า
“เดี๋ยววันนี้ผมจะทำเหมือนเมื่อวานเลยนะครับ ผมจะจดเลขทะเบียนรถ ดูหน้าคนขับ ชื่อคนขับ แล้วก็คอยดูเส้นทางที่คุณใช้กลับบ้านให้ทั้งหมด ถ้าคุณถึงบ้านแล้ว รบกวนช่วยส่งข้อความมาบอกผมหน่อยนะครับ ว่าถึงแล้วปลอดภัยดี แต่ถ้าถึงเวลาที่กำหนดแล้วยังไม่มีข้อความตอบกลับมา ผมจะส่งไปถามเองเลย และถ้ารออีกสักพักก็ยังเงียบอยู่ ผมจะรีบแจ้งตำรวจทันที เพราะมันอาจเป็นสถานการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับคุณ”
จื่อซวานหมิงฟังแล้วก็พยักหน้ารับ พร้อมพูดเพียงเบา ๆ ว่า
“อืม”
ในที่สุด เฉินโจก็ไปส่งเธอจนถึงรถแท็กซี่ และยืนมองรถคันนั้นขับออกไปจากมหาวิทยาลัย เขาได้แต่ภาวนาในใจว่า ขออย่าให้มีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นเลย
เวลาผ่านไปสักพักใหญ่ ในที่สุดโทรศัพท์ของเขาก็มีข้อความเข้ามา เธอบอกว่า “ถึงหน้าบ้านแล้ว”
เฉินโจอ่าอ่านข้อความแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะรีบพิมพ์ข้อความกลับไปด้วยความยินดี พร้อมชวนคุยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหมือนต้องการจะยืดเวลาการสนทนาเอาไว้สักหน่อย
แม้จื่อซวานหมิงจะตอบกลับมาแบบสั้น ๆ ตามนิสัยเธอ แต่เฉินโจวก็ยังรู้สึกดีใจมาก เพราะการที่เธอเริ่มตอบข้อความเล็กน้อยแบบนี้ แสดงว่าเธอเองก็น่าจะใส่ใจเขาอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนแม้จะมีภาระการเรียนของตัวเอง แต่ก็ยังพยายามหาเวลาหลังเลิกเรียนมาช่วยกันทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
จนในที่สุด วันแข่งขันทำอาหารแม่บ้านครั้งที่สองก็มาถึง
ครั้งนี้ทุกคนมีประสบการณ์จากการแข่งขันครั้งแรก จึงได้นำข้อผิดพลาดมาแก้ไขปรับปรุง อีกทั้งยังมีจื่อซวานหมิงกับเหลียนหลินเข้ามาช่วยงานในส่วนที่ขาดไปจากคราวก่อน และด้วยเงินทุนจากบริษัทที่เพิ่มมากขึ้น พวกเขาจึงสามารถจ้างคนมาเสริมในจุดที่ยังขาด และเพิ่มกำลังในส่วนที่จำเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สุดท้าย งานแข่งขันก็ผ่านไปได้ด้วยดี ไม่มีปัญหาใหญ่เกิดขึ้นแต่อย่างใด งานในครั้งนี้ดีกว่าครั้งแรกในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการ ความพร้อมของทีม หรือคุณภาพของผลงานที่ออกมา
หลังจากถ่ายคลิปเสร็จ ก็มีการนำไปตัดต่อ และเผยแพร่ลงในช่องให้ผู้ชมได้ติดตาม กระแสตอบรับก็ดีกว่าครั้งแรกแบบเห็นได้ชัด ยอดผู้ติดตามช่องตอนนี้ทะลุเกินแสนคนไปแล้ว ส่วนยอดวิวของวิดีโอล่าสุด ภายในเวลาเพียงสามวันก็ทะลุสี่แสนวิวไปเรียบร้อย
เฉินโจวไม่มั่นใจว่ายอดวิวรวมของช่องภายในสามสิบวันจะทะลุหนึ่งล้านวิวตามที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่ แต่เขาก็ไม่ได้ซีเรียสกับเรื่องนี้นัก เพราะโบนัสจากแพลตฟอร์มในส่วนนี้ได้ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับรายได้จากสปอนเซอร์ของบริษัทต่าง ๆ ที่ติดต่อเข้ามาลงโฆษณาในช่องของเขา
เมื่อเห็นว่าทิศทางของช่องกำลังไปได้สวยและมั่นคง เฉินโจวก็รู้สึกสบายใจมากขึ้น แต่ในใจก็ยังมีเรื่องให้คิดอยู่ นั่นก็คือภารกิจที่สามของระบบ ซึ่งเขายังไม่มีไอเดียใด ๆ ผุดขึ้นมาเลย... แต่ช่างมันก่อน เวลาของภารกิจนี้ยังเหลืออีกเยอะ
ในด้านความสัมพันธ์ของเขากับจื่อซวานหมิง ทุกวันที่เขาได้เจอเธอ เขาก็ยังคงดูแลเธอด้วยความใส่ใจไม่เคยเปลี่ยน จนเวลาผ่านไปพักใหญ่ วันหนึ่งจื่อซวานหมิงเริ่มส่งข้อความมาหาเขาเพื่อให้ไปรับเธอที่จุดจอดรถของมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นตอนเช้าหรือตอนบ่าย
ที่น่าสนใจก็คือ เขาไม่เคยขอให้เธอส่งข้อความมาแบบนี้เลย แต่เธอเป็นฝ่ายเริ่มต้นเอง
เขายังจำได้ดีว่าเช้าวันนั้นที่เธอส่งข้อความมาหา เขาดีใจจนแทบคลั่ง เพราะนั่นหมายความว่าอย่างน้อยตอนนี้ เธอเชื่อใจและวางใจในตัวเขามากพอที่จะให้เขาเดินตามถือกระเป๋าและคอยดูแลเธอในมหาวิทยาลัย
วันนั้นความจริงเขาไม่มีเรียนในช่วงเช้าเลยด้วยซ้ำ
แต่ใครจะสนล่ะ ในเมื่อเธอต้องการเขาในเวลานั้น แน่นอนว่าเขาต้องไปอยู่แล้ว
เฉินโจวรีบสะสางธุระส่วนตัวทั้งหมดอย่างรวดเร็ว แล้วมุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบตามที่เธอบอกไว้
เมื่อถึงเวลานัด เขาก็มองเห็นจื่อซวานหมิงลงมาจากรถยนต์หรูราคาแพง พร้อมกับคนขับรถที่เป็นผู้หญิงวัยประมาณสี่สิบปี ดูดีสมวัย ใส่เครื่องแบบพร้อมหมวกที่ดูเหมือนเป็นชุดประจำของบริษัทรับส่งระดับพรีเมียม
คนขับเดินมาส่งจื่อซวานหมิงอย่างสุภาพ แล้วยิ้มและโค้งให้เฉินโจวเล็กน้อยก่อนขับรถออกไป
ก่อนที่จื่อซวานหมิงจะยื่นกระเป๋าถือให้เขา แล้วให้เขาพาไปส่งที่ตึกคณะนิติศาสตร์ แน่นอนว่าเฉินโจวไม่ปฏิเสธ เขาเดินไปส่งเธอจนถึงหน้าห้องเรียน ระหว่างทางก็มีสายตาหลายคู่หันมามองพวกเขาสองคน
เฉินโจวต้องยอมรับตามตรงว่าเขารู้สึกดีไม่น้อยกับสายตาเหล่านั้น ไม่ว่าจะมองเพราะเหตุผลอะไร เขาไม่สนหรอก แค่ได้อยู่ข้างเธอแบบนี้ก็พอแล้ว