ขณะเดียวกัน ณ ลานสายนอกแห่งสำนักเฉียนหยวน เวทีประลองที่จำเป็ต้องใช้ในงานประลองใหญ่ล้วนถูกจัดเตรียมไว้อย่างเสร็จสรรพ รอบข้างเต็มไปด้วยขั้วอำนาจจากทั่วทุกทิศแห่งแดนใต้ที่เดินทางมากันอย่างพร้อมหน้า
ทั่วทั้งสถานที่จัดงานมีผู้คนหนาแน่นนับหลายหมื่นคน จึงอาจกล่าวได้ว่า นี่คืองานประลองอันยิ่งใหญ่และโอ่อ่าที่สุดของสำนักเฉียนหยวนในรอบร้อยปีเลยทีเดียว
และสิ่งเหล่านี้ ล้วนบังเกิดขึ้นเพราะการปรากฏตัวของอันฉือเยว่แห่งสำนักเฉียนหยวน
เหล่าขั้วอำนาจใหญ่แห่งแดนใต้ อันที่จริงไม่ได้ใส่ใจงานประลองใหญ่ของสำนักเฉียนหยวนสักเท่าใด พวกเขาเพียง้ามาชมดูว่าอันฉือเยว่ผู้ิญญายุทธ์ระดับสี่ตามคำเล่าลือผู้นี้ จะมีพร์อันล้ำเลิศเพียงใดกันแน่
ผู้ทำหน้าที่เป็พิธีกรดำเนินงานประลองใหญ่ของสำนักเฉียนหยวนในครั้งนี้ คือเฟิงอู๋จี้ เ้าตำหนักดาบ ซึ่งเป็บิดาของเฟิงรั่วเฉินนั่นเอง อีกทั้งยังเป็ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในด้านพลังการต่อสู้ของสำนักเฉียนหยวนในยามนี้ ระดับบำเพ็ญเพียรบรรลุถึงขั้นครึ่งก้าวสู่ตำหนักม่วงแล้ว
สำนักเฉียนหยวนรั้งอยู่อันดับสุดท้ายของสามสำนักใหญ่ในยามนี้ สาเหตุมิใช่เพียงเพราะรุ่นเยาว์อัจฉริยะขาด่เท่านั้น แต่ยังมีสาเหตุสำคัญอีกประการคือเ้าสำนักเฉียนหยวนชราภาพมากแล้ว ชราภาพจนอายุขัยเหลืออยู่ไม่มาก
ประกอบกับเ้าตำหนักิญญาผู้เคยแข็งแกร่งที่สุดในสำนักได้รับาเ็สาหัส ดังนั้นหากเ้าสำนักชราตกตายเมื่อใด สำนักเฉียนหยวนก็จะไร้ซึ่งผู้ฝึกตนระดับตำหนักม่วงคอยคุมเชิงทันที
ยามนี้ตำหนักดาบผงาดขึ้น ดังนั้นอำนาจภายในสำนักจึงตกอยู่ในมือของตำหนักดาบเสียเป็ส่วนใหญ่
เฟิงอู๋จี้พาเฟิงรั่วเฉิน ฉู่เย่า และเหล่าศิษย์ตำหนักดาบเหินกายร่อนลงมา กวาดสายตาก้มมองทั่วทั้งลานพิธี ในใจพลันบังเกิดความฮึกเหิมเป็อย่างยิ่ง
"รั่วเฉิน วันนี้ตระเตรียมโอกาสไว้ให้เ้าแล้ว ในงานประลองใหญ่จงแสดงฝีมือให้ดี รอจนเ้าได้เป็ศิษย์สืบทอด ข้าจะช่วยให้เ้าหมั้นหมายกับตำหนักิญญา ถึงเวลานั้น สำนักเฉียนหยวนแห่งนี้ก็จะเป็ของตระกูลเฟิงเราแล้ว!" เฟิงอู๋จี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเปี่ยมความหมาย
เพื่อกุมอำนาจในสำนักเฉียนหยวน เขาวางแผนมานานหลายปี วันนี้เขาต้องทำให้เฟิงรั่วเฉินโดดเด่นกว่าทุกคนจนชื่อเสียงก้องฟ้าให้ได้!
"ท่านพ่อ วางใจเถอะขอรับ ข้าสร้างความสำเร็จในวิถีโอสถไว้ไม่น้อย ย่อมทำให้ขั้วอำนาจใหญ่แห่งแดนใต้ต้องตกตะลึงแน่นอน!" เฟิงรั่วเฉินเอ่ยอย่างทะนงตน
ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่แห่งตำหนักดาบ อันดับหนึ่งในงานประลองวิทยายุทธ์ย่อมตกเป็ของเขาแน่นอนอยู่แล้ว ทว่าสิ่งที่ผู้อื่นไม่รู้นั้น เมื่อสามปีก่อนเฟิงอู๋จี้ได้ช่วยหาเพลิงวิเศษธรรมชาติระดับสองขั้นสูงมาให้เฟิงรั่วเฉินดวงหนึ่ง ซึ่งแทบจะทำเอาเฟิงอู๋จี้ต้องทุ่มทรัพย์สินไปกว่าครึ่งค่อนชีวิต
ตลอดสามปีมานี้ นอกเหนือจากการฝึกฝนวิชาดาบแล้ว เฟิงรั่วเฉินยังทุ่มเทจดจ่ออยู่กับวิถีโอสถ ดังนั้นเขาจึงมุ่งหวังจะคว้าอันดับหนึ่งจากทั้งสองสาย
"อืม เ้าคืออัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลเฟิงเรา และเป็ความหวังสุดท้ายของข้า!" เฟิงอู๋จี้พึงพอใจในตัวบุตรชายล้ำค่าผู้นี้อย่างยิ่ง
ในสายตาของเขา เฟิงรั่วเฉินมิได้ด้อยไปกว่าสองพี่น้องตระกูลซ่งแห่งหุบเขาเฟินเซียง หรือหลิงเซียวแห่งสำนักหวงจี๋เลยสักนิด
"ทว่าเื่การหมั้นหมายกับอันฉือเยว่นั้น นางยังมิได้หย่าสามี..." เฟิงรั่วเฉินพลันขมวดคิ้ว ตลอดหนึ่งเดือนมานี้เขาเอาแต่กักตน จนแทบจะลืมหลิงเทียน เขยแต่งเข้าของอันฉือเยว่ผู้นั้นไปเสียแล้ว
สิ้นเสียงของเฟิงรั่วเฉิน สีหน้าของฉู่เย่าที่อยู่ข้างกายก็พลันมืดมนลงทันที เขาก็เพิ่งออกจากการกักตนเมื่อวานนี้ ถึงได้รู้ว่าหลิงเทียนสังหารฉู่เฮ่า น้องชายของเขาไป ทำลายเกียรติยศตระกูลฉู่จนอับอายขายหน้า
ความอับอายขายหน้าอันใหญ่หลวงและแค้นสังหารญาติเช่นนี้ แทบทำเอาฉู่เย่าสติแตก หากเขาออกจากการกักตนเร็วกว่านี้สักนิด ย่อมต้องสับหลิงเทียนผู้นั้นเป็หมื่น ๆ ชิ้นอย่างแน่นอน
"ฮะฮะฮะ ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่รอง เื่เล็กน้อยเพียงเท่านี้ ไม่จำเป็ต้องให้พวกท่านคอยกังวลหรอกขอรับ หลิงเทียนผู้นั้นถูกกำจัดไปเรียบร้อยแล้ว!"
ทว่าเวลานี้ จ้าวคานแห่งตำหนักดาบกลับหัวเราะร่า จากนั้นจึงเรียกตัวเฟิงเสวียนอี้ขึ้นมา
"คารวะท่านเ้าตำหนัก!"
"ข้าเพิ่งเดินทางกลับมาจากสันเขาโว่หลง หลิงเทียนผู้นั้น ตกตายอยู่ในสันเขาโว่หลงเรียบร้อยแล้วขอรับ!" เฟิงเสวียนอี้ประจบประแจงจนแทบจะก้มหัวแทบเท้า
"อ้อ เช่นนั้นก็ไม่เลว" เฟิงรั่วเฉินพยักหน้ารับ มิได้มีอารมณ์ผันผวนมากนัก
เขากระทั่งนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าหลิงเทียนมีหน้าตาอย่างไร เพราะอย่างไรเสียก็เคยพบกันเพียงครั้งเดียว แถมยังเป็แค่ศิษย์รับใช้ต้อยต่ำ
"ตายแล้วงั้นหรือ!? เช่นนั้นก็สบายตัวมันเกินไปแล้ว!" ฉู่เย่าแค่นเสียงเหี้ยม ไม่ยินยอมพร้อมใจอย่างยิ่ง เขาอยากจะลงมือสังหารหลิงเทียนด้วยมือตนเอง ถลกหนังเลาะกระดูก สับเป็ชิ้น ๆ จากนั้นเอาไปโยนให้สุนัขกิน เพื่อระบายความแค้นในใจ
"เหอะ ๆ ไม่เลว ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป เ้ามาเป็ผู้าุโสายในเสียสิ!" เฟิงอู๋จี้เอ่ยขึ้น
หลิงเทียนตายไปแล้ว เท่ากับว่าช่วยขจัดเสี้ยนหนามไปได้หนึ่งเล่ม
"ขอบพระคุณท่านเ้าตำหนัก!" เฟิงเสวียนอี้ยินดียิ่งนัก จากนั้นนอบน้อมถอยออกไป
"ผู้าุโฉานซินแห่งหุบเขาเฟินเซียง และผู้าุโชุยกว๋อแห่งสำนักหวงจี๋ มาถึงสำนักเฉียนหยวนแล้ว!"
ในตอนนั้นเอง เสียงขานประกาศดังขึ้นจากนอกประตูสำนัก เฟิงอู๋จี้รีบลุกขึ้นก้าวไปต้อนรับทันที เพราะผู้าุโทั้งสองท่านนี้ล้วนเป็ตัวตนยิ่งใหญ่มีหน้ามีตาในสำนัก นับเป็ตัวแทนแห่งหุบเขาเฟินเซียงและสำนักหวงจี๋แล้ว
"คุณหนูใหญ่ตระกูลตงฟางแห่งจวนเ้าเมืองลั่ว พร้อมด้วยซ่งเสินอันและซ่งกวนอินแห่งหุบเขาเฟินเซียง มาถึงแล้ว!"
ทว่าในยามที่เฟิงอู๋จี้กำลังเอ่ยทักทายกับผู้าุโทั้งสองสำนัก เสียงขานประกาศจากนอกประตูสำนักก็ดังขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ทำเอาทั่วทั้งลานพิธีพลันเงียบสงบลงทันใด เหล่าอัจฉริยะแดนใต้และศิษย์ในสำนักต่างพากันลุกขึ้นยืน จ้องมองไปทางทิศทางประตูสำนัก
แม้กระทั่งเฟิงอู๋จี้ เ้าตำหนักดาบก็ยังมีสีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ จ้องมองไปทางฉานซินและชุยกว๋อที่อยู่ฝั่งตรงข้าม แม้แต่ผู้าุโฉานซินแห่งหุบเขาเฟินเซียงก็งุนงงเช่นกัน
"ยายหนูสองคนนั้นมิได้บอกยายแก่คนนี้เลยสักนิดว่าจะมา!"
งานพิธีอันยิ่งใหญ่ของสำนักเฉียนหยวนในครั้งนี้ หากจะมีฉากสำคัญอยู่จริง ย่อมเป็พิธีเข้าสู่ยุทธภพของอันฉือเยว่ ดังนั้นการที่หุบเขาเฟินเซียงและสำนักหวงจี๋ส่งผู้าุโใหญ่มาสองท่านก็นับว่าให้เกียรติมากพอแล้ว
อัจฉริยะอย่างหลิงเซียวแห่งสำนักหวงจี๋หรือสองพี่น้องตระกูลซ่งย่อมไม่เดินทางมาแน่ เพราะหากมาพิธีเข้าสู่ยุทธภพของอันฉือเยว่ที่สำนักเฉียนหยวน ย่อมตกเป็ไม้ประดับเคียงข้าง หากถูกเปรียบเทียบจนพ่ายแพ้ ย่อมทำลายเกียรติยศของสำนัก
ทว่านึกไม่ถึงเลยว่าวันนี้ซ่งเสินอันและซ่งกวนอินจะเดินทางมาสำนักเฉียนหยวนอย่างกะทันหัน และสิ่งที่ทำให้เฟิงอู๋จี้รวมถึงชุยกว๋อประหลาดใจยิ่งกว่า มิใช่สองพี่น้องตระกูลซ่ง ทว่าคือตงฟางจิ้ง คุณหนูใหญ่แห่งจวนเ้าเมือง!
สตรีผู้นี้พวกเขาเพียงเคยได้ยินชื่อเสียง ทว่าตงฟางจิ้งเติบโตและฝึกฝนอยู่ในเมืองหลวงต้าฉินมาั้แ่เด็ก กลับเดินทางมายังแดนใต้ั้แ่เมื่อใดกัน!?
ยิ่งไปกว่านั้น พอกลับมาถึงก็นำพาความยิ่งใหญ่มาเยือนงานประลองใหญ่สำนักเฉียนหยวนเชียวหรือ?
นี่ช่างเป็เกียรติยศใหญ่หลวงเพียงใด ต้องรู้ไว้ว่ายามที่สำนักหวงจี๋จัดพิธีเข้าสู่ยุทธภพให้หลิงเซียวในครั้งนั้น จวนเ้าเมืองมิได้ออกหน้าเลยแม้แต่น้อย เพราะแม้สำนักหวงจี๋จะเป็สำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนใต้ แต่เมื่อเทียบกับตระกูลตงฟางแห่งจวนเ้าเมืองแล้ว ก็ยังคงด้อยกว่าอยู่พอสมควร
ทว่ายามนี้ ตงฟางจิ้งผู้นี้กลับมาเยือนสำนักเฉียนหยวนเชียวหรือ!?
หมายความว่าอย่างไรกัน!? ให้ความสำคัญกับสำนักเฉียนหยวนถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
"ขออภัยทั้งสองท่านด้วย ข้าขอตัวไปต้อนรับก่อน!"
เวลานี้เฟิงอู๋จี้ดึงสติกลับมาได้ รีบละทิ้งฉานซินและชุยกว๋อ และก้าวไปต้อนรับตงฟางจิ้งทันที
เมื่อเทียบกันแล้ว ตงฟางจิ้งต่างหากที่เป็ตัวตนยิ่งใหญ่ที่แท้จริง อีกทั้งยังเป็ตัวแทนจวนเ้าเมือง แล้วจะละเลยได้อย่างไร?
"นั่นคือตงฟางจิ้งหรือ? นึกไม่ถึงเลยว่างานประลองใหญ่สำนักเฉียนหยวนในวันนี้จะดึงดูดตัวตนยิ่งใหญ่มาได้!"
"นั่นสิ ได้ยินว่าพร์ของตงฟางจิ้งยังแข็งแกร่งกว่าหลิงเซียวเสียอีก อีกทั้งยังบำเพ็ญเพียรในเมืองหลวงต้าฉินมาั้แ่เด็ก ระดับบำเพ็ญเพียรทะลวงผ่านระดับแปรแก่นไปแล้ว!"
"จิ๊ ๆ หรือว่ามาเพราะอันฉือเยว่ผู้นั้น? ช่างมีเกียรติยศใหญ่หลวงเสียจริง!"
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คน เฟิงรั่วเฉินเองก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อย ทว่าในใจกลับยินดีขึ้นมาลึก ๆ
ยิ่งใหญ่โตเท่าใดก็ยิ่งดี ถึงเวลานั้นเขาจะได้สร้างแรงกระเพื่อมได้มากขึ้น การได้แสดงพร์ต่อหน้าตงฟางจิ้ง ยิ่งทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นยิ่งกว่าการได้เป็ศิษย์สืบทอดเสียอีก
ทางฝั่งตำหนักศาสตรา ซูเลี่ยยิ่งเก็บซ่อนความตื่นเต้นไว้ไม่มิด วันนี้เขาเองก็ตั้งใจจะแสดงฝีมือครั้งใหญ่ในการประลองหลอมอาวุธเช่นกัน
นับั้แ่ถูกยอดฝีมือปริศนาแย่งความสนใจในงานทดสอบสมาคมหลอมอาวุธครั้งก่อน ซูเลี่ยก็เก็บตัวซุ่มฝึกฝนอย่างหนัก ครั้งนี้หมายมั่นปั้นมือไว้เต็มที่ แต่คิดไม่ถึงว่าซ่งเสินอันก็มาเยือนสำนักเฉียนหยวนด้วย เขาแทบอยากจะขึ้นไปหลอมอาวุธเสียยามนี้เลย
หลังจากตงฟางจิ้งทั้งสามคนทักทายสนทนากับเฟิงอู๋จี้อยู่ครู่หนึ่งก็พากันนั่งลงบนแท่นสูง กระทั่งเฟิงอู๋จี้ยังยอมยกตำแหน่งที่นั่งหลักให้แก่ตงฟางจิ้ง เอาอกเอาใจถึงที่สุด
"พี่จิ้ง ที่พี่บอกก่อนหน้านี้ว่าอู๋ิผู้นั้นมาจากสำนักเฉียนหยวน จริงหรือเท็จกันแน่เ้าคะ?"
หลังจากนั่งลงแล้ว ซ่งเสินอันก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้น นางถูกตงฟางจิ้งเอ่ยชวนมา หากมิใช่เพราะยอดฝีมือปริศนาผู้นั้น นางไม่มีทางยอมเดินทางมาเป็พยานในการเข้าสู่ยุทธภพของศิษย์สืบทอดสำนักเฉียนหยวนเด็ดขาด
อย่างไรเสียนั่นก็เป็คู่แข่ง แถมยังเป็โฉมงามอีกด้วย ความริษยาของสตรีช่างรุนแรงยิ่งนัก
"อืม โดยพื้นฐานแล้วมั่นใจได้ว่าเขามาจากสำนักเฉียนหยวน เพราะคนผู้นั้นใช้วิชาไม้ตายของสำนักเฉียนหยวน อย่างเคล็ดวิชากระบี่สายฟ้าเก้าชั้น!" ตงฟางจิ้งพยักหน้ารับ
หลายวันมานี้ นางส่งคนออกสืบหาอย่างเงียบ ๆ มาโดยตลอด ทว่ากลับไร้เบาะแส ดังนั้นจึงทำได้เพียงมาร่วมงานประลองใหญ่ของสำนักเฉียนหยวนครั้งนี้
นางมีความรู้สึกประหลาดบางอย่างว่าคนผู้นั้นจะปรากฏตัวในงานประลองใหญ่ครั้งนี้ กระทั่งอาจจะแย่งความสนใจไปจากศิษย์สำนักเฉียนหยวนทุกคนในวันนี้ได้เลย!
"เคล็ดวิชากระบี่สายฟ้าเก้าชั้น? นั่นมิใช่เฟิงรั่วเฉินหรอกหรือ? หากเป็หมอนั่น ข้าคงอ้วกแน่ หมอนั่นชอบวางท่าว่าตนเองสูงส่งน่านับถือยิ่งนัก!" ซ่งเสินอันเลิกคิ้ว เห็นได้ชัดว่าความประทับใจที่นางมีต่อเฟิงรั่วเฉินนั้นไม่ค่อยดีนัก
"ไม่เคยได้ยินว่าเฟิงรั่วเฉินเพลิงวิเศษ อีกทั้งยังปรุงยาหลอมอาวุธได้ ย่อมไม่ใช่เขาแน่นอน" ตงฟางจิ้งกลับส่ายหน้า
นางเพิ่งจะพิจารณาเฟิงรั่วเฉินผู้นั้นเมื่อครู่ ในด้านกลิ่นอายยังห่างชั้นกันอยู่มาก
"น้องกวนอิน เหตุใดตลอดทางเ้าถึงเอาแต่เงียบไม่เอ่ยคำใดเลยเล่า ได้ยินว่าเฟิงรั่วเฉินผู้นั้นเคยตามเกี้ยวเ้ามิใช่หรือ?" เวลานี้ตงฟางจิ้งพลันหันมามองซ่งกวนอินที่อยู่ข้างกาย
"หืม? อะไรนะเ้าคะ?"
ทว่าซ่งกวนอินกลับคล้ายกับเพิ่งดึงสติกลับมาได้ เอ่ยถามด้วยความงุนงง
"พี่จิ้งเ้าคะ พี่สาวข้าั้แ่กลับมาจากสันเขาโว่หลงก็เอาแต่ทำท่าทางิญญาออกจากร่างอยู่ตลอด ไม่รู้เป็อะไรไป!" ซ่งเสินอันแบมือ เอ่ยอย่างหมดปัญญา
"อ้อ พี่จิ้ง ขออภัยด้วยเ้าค่ะ เพราะก่อนหน้านี้ปรุงโอสถล้มเหลว ดังนั้น..." ซ่งกวนอินเอ่ยด้วยสีหน้าขออภัย
สองพี่น้องและตงฟางจิ้งเคยอาศัยอยู่ในเมืองหลวงต้าฉินด้วยกัน่หนึ่งตอนเด็ก ความสัมพันธ์จึงแน่นแฟ้นยิ่งนัก
"อ้อ เื่ที่เ้าปรุงโอสถนั้นข้าเคยได้ยินมาบ้าง ทว่านั่นก็ไม่อาจโทษเ้าได้ ได้ยินว่าโอสถที่เ้า้าปรุงนั้นบรรลุถึงระดับ์ ต่อให้เป็นักปรุงโอสถระดับ์ก็ใช่ว่าจะสำเร็จ" ตงฟางจิ้งเอ่ยปลอบใจ
"ทว่าเหตุใดเ้าจึงไม่ให้ผู้าุโฉานซินหรือท่านเ้าหุบเขาในสำนักช่วยปรุงเล่า?"
ผู้าุโฉานซินและเ้าหุบเขาเฟินเซียง อาจกล่าวได้ว่าเป็ปรมาจารย์แห่งวิถีโอสถในแดนใต้ ทั้งสองยังดำรงตำแหน่งสำคัญในสมาคมปรุงยาอีกด้วย
"เทียบยานั้นยากเย็นยิ่งนัก ท่านเ้าหุบเขาและผู้าุโฉานซินเห็นว่า หากคิดจะปรุงให้สำเร็จ จำเป็ต้องใช้เพลิงวิเศษที่สามารถสลับสับเปลี่ยนระหว่างความเย็นจัดและความร้อนจัดได้อย่างอิสระ ดังนั้นต่อให้เป็วิถีโอสถของพวกท่านก็ยังไม่มีความมั่นใจว่าจะสำเร็จ ยามนี้วัตถุดิบเหลือเพียงชุดเดียวแล้ว หากล้มเหลวก็จะไม่เหลือโอกาสอีกแล้วเ้าค่ะ" ซ่งกวนอินถอนหายใจยาว ในใจรู้สึกสิ้นหวังอยู่บ้าง
เดิมทีนางคิดว่าการได้เพลิงวิเศษธรรมชาติมาจากสันเขาโว่หลงจะช่วยท่านแม่ได้ ทว่าสุดท้ายแล้วก็ยังคงไร้หนทาง
"อะไรนะ!? ้าเพลิงวิเศษที่สลับสับเปลี่ยนความเย็นจัดและความร้อนจัดได้งั้นหรือ?"
ทว่าเมื่อตงฟางจิ้งและซ่งเสินอันได้ยินดังนั้น ทั้งสองกลับอดไม่ได้ที่จะสีหน้าเปลี่ยนไปวูบหนึ่ง