มู่เลี่ยงหรงส่งสัญญาณให้ซิ่นเฉิงองครักษ์หนุ่มจึงรีบไปจัดการซื้อโคมลอยมาสองใบอย่างรวดเร็ว
“เปิ่นหวางกับคุณหนูเยี่ยนจะใช้โคมอันเดียวกัน” มู่เลี่ยงหรงส่งโคมอีกอันให้ซิ่นเฉิง แล้วปรายสายตามองซูจิ้งทีหนึ่ง
“กระหม่อมจะไปลอยโคมทางด้านโน้นพ่ะย่ะค่ะ” ซิ่นเฉิงอมยิ้ม จากนั้นก็รีบดึงมือของซูจิ้งไปอีกทางสาวใช้ตัวน้อยพอจะเข้าใจสถานการณ์จึงไม่ได้ขัดขืนแต่ก็อดที่จะหันมามองหน้านายหญิงไม่ได้ เห็นเยี่ยนเยว่ฉีพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตนางจึงเดินตามองครักษ์หนุ่มไปด้วยความยินดี
มู่เลี่ยงหรงเดินนำเยี่ยนเยว่ฉีไปอีกทางหนึ่งของสวนนางเต็มอกเต็มใจ เดินเคียงข้างไปกับเขา
ตลอดสองข้างทางประดับประดาด้วยโคมไฟส่องแสงสวยงามสายลมนำพากลิ่นบุปผานานาพันธุ์ลอยอบอวล บรรยากาศรอบ ๆชวนให้รู้สึกหวานชื่นเป็นอย่างยิ่ง ระหว่างทางพวกเขาพบชายหญิงหลายคู่มาลอยโคมด้วยกันช่างสมกับเป็นเทศกาลคู่รักเสียเหลือเกิน
ทั้งคู่เดินต่อไปเรื่อย ๆจนพบจุดที่เหมาะกับการลอยโคมบริเวณลานดินโล่ง ไม่มีต้นไม้บดบัง
อ๋องหนุ่มจัดแจงจุดไฟบนก้อนเชื้อเพลิงเขากับนางช่วยกันประคองโคมเอาไว้ ไม่นานกระดาษสีขาวก็ค่อย ๆพองขยายใหญ่ขึ้นจนพร้อมที่จะถูกปล่อย ทั้งสองส่งยิ้มให้กันและกันก่อนจะคลายมือออกต่างเฝ้ามองลูกไฟสีส้มที่ค่อย ๆ ลอยสูงไปยังท้องฟ้ายามราตรีอย่างอ้อยอิ่ง
พระจันทร์เต็มดวงในวันแรกของปีก็งดงามจับใจมากแล้วแต่เมื่อมีดวงไฟระยิบระยับมากมายรายล้อมกลับเป็นภาพที่ตราตรึงยิ่งกว่า
มู่เลี่ยงหรงละสายตาจากท้องฟ้ามายังสตรีข้างกายยามนี้นางแหงนหน้ามองโคมกระดาษนับร้อยนับพันที่ล่องลอยอยู่สายลมยามค่ำพัดมาคราหนึ่งพาให้เส้นผมเงางามหอมกรุ่นพลิ้วไหวชุดสีแดงเพลิงนั้นเมื่อต้องกับแสงไฟยิ่งขับเน้นให้ผิวพรรณของนางแลดูนวลเนียนเปล่งปลั่งมากยิ่งขึ้น
พวงแก้มสีชมพูที่เขาเพิ่งลอบจุมพิตริมฝีปากอิ่มที่กำลังยิ้มพรายสิ่งเหล่านี้ช่างดูพอเหมาะพอเจาะหลอมรวมเป็นสตรีผู้ที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นระทึกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนมู่เลี่ยงหรงเคลื่อนกายเข้าไปใกล้นางอย่างไม่อาจควบคุมตนเองได้แรงดึงดูดอันมหาศาลทำให้บุรุษผู้เย็นชาอดที่จะรั้งร่างนั้นเข้ามาในอ้อมกอดอย่างถือสิทธิ์มิได้เขาสบนัยน์ตาหวานล้ำของนางอย่างลึกซึ้ง
“เสี่ยวเยว่ เราจะดีกับเจ้า คิดถึงเจ้าและชอบเจ้ามากกว่าสตรีทุกคน”
“ทะ...ท่านอ๋อง”การจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัวกอปรกับคำหวานที่พรั่งพรูออกมาจากมู่เลี่ยงหรงทำให้เยี่ยนเยว่ฉีพูดอะไรไม่ออกอีกแม้แต่ครึ่งคำ
“แล้วเจ้าเล่า จะดีกับเรา คิดถึงเราและชอบเราเพียงผู้เดียวหรือไม่”
คำถามเหล่านี้พาให้หัวใจเยี่ยนเยว่ฉีเต้นราวกับมีผู้ใดมารัวกลองรบ
เขากำลังให้คำมั่นว่าจะทำตามคำอธิษฐานของนางแล้วนางเล่าจะสามารถทำเช่นเดียวกันได้หรือไม่ แต่หากการตัดสินใจตอบออกไปในครานี้จะสามารถทำให้ชีวิตของนางในจวนฉินอ๋องมีความสุขขึ้นมาบ้างเช่นนั้นก็ควรเดิมพันจนหมดหน้าตักกระมัง
“เพคะ” เสียงนางเบาราวกับกลัวใครได้ยินแต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้หัวใจของมู่เลี่ยงหรงเต้นแรง
“เด็กดี ต่อแต่นี้เพียงเจ้าว่าง่ายไม่ดื้อ และไม่ทำอะไรที่ไม่ไว้หน้าเราอีก รับรองว่าเราจะเอ็นดูเจ้าเช่นนี้ตลอดไป” เสียงกระซิบแผ่วเบาทำให้หัวใจของหญิงสาวสั่นสะท้าน
“อืม…” เยี่นเยว่ฉีก้มหน้าหลบสายตาคมแอบเถียงท่านอ๋องอยู่ในใจว่าตนเองไม่ได้ดื้อสักหน่อยเพียงแค่ยังไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจและไม่อาจมั่นใจได้ว่าเขาจะดีกับนางเท่านั้นเอง
มู่เลี่ยงหรงเชยคางของนางขึ้น ไม่ยอมให้คู่หมั้นผู้ดื้อดึงหลบเลี่ยงกระแสในดวงตาของเขาไปได้ชายหนุ่มโน้มศีรษะลงมาเรื่อย ๆ จนริมฝีปากบางอยู่ห่างจากใบหน้างดงามนั้นเพียงชุ่นเดียวเยี่ยนเยว่ฉีหลับตาพริ้ม หัวใจสั่นไหวเกินระงับ
‘ท่านอ๋องกำลังจะจูบข้าอีกแล้วอย่างนั้นหรือ’
ริมฝีปากสีกุหลาบเผยอออกเล็กน้อยตั้งแต่วันงานชมดอกเหมย จุมพิตของเขายังคงตราตรึงในหัวใจด้วยนั่นคือจูบแรกในชีวิตของนาง
มู่เลี่ยงหรงเห็นปฏิกิริยาของเยี่ยนเยว่ฉีก็ลอบยิ้มนางมีใจให้เขามิผิด เช่นนั้นจะประวิงเวลาออกไปเพื่ออะไร
ความคิดสับสนปนเปจนชายหนุ่มต้องส่ายศีรษะสุดท้ายก็ลงความเห็นว่าใจสตรีนั้นยากแท้หยั่งถึง ในเมื่อนางอยากให้เขารอเช่นนั้นตนเองก็จะรอจนกว่านางจะคายฤกษ์แต่งงานออกมาเองก็แล้วกันหากหมายให้เขาทรมาน นางก็ต้องทรมานด้วยจึงถือว่าเท่าเทียม
ทว่าการข่มอารมณ์ที่เกิดจากสตรีที่อยู่เบื้องหน้าช่างยากเย็นบุตรสาวแม่ทัพใหญ่งดงาม และเขาก็ต้องการจะครอบครองเหลือเกิน
เพียงแต่ครานี้เขาไม่อาจลดราวาศอกได้อีก
ลมหายใจอุ่นรดบนใบหน้าสีแดงระเรื่อริมฝีปากบางขยับเข้าใกล้จนเกือบจะชิดติดริมฝีปากอิ่มนิ้วเรียวหยาบลูบไล้ไปบนกลีบสีกุหลาบนั้นอย่างแผ่วเบายั่วเย้า
เยี่ยนเยว่ฉีหลับตาแน่น รู้สึกถึงกระแสรุ่มร้อนทั้งหลายไม่น่าเชื่อว่าฉินอ๋องกำลังเกลี่ยริมฝีปากของตนเล่นอย่างใจเย็นความไม่รีบไม่ร้อนนี้กลับทำให้ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น จังหวะลมหายใจกระชั้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ
นางแทบจะหมดแรงแล้ว
“เยี่ยนเยว่ฉีเอ๋ย...ไว้เจ้าพร้อมเมื่อใดก็ส่งฤกษ์มาที่จวนฉินอ๋องก็แล้วกัน” ชายหนุ่มกระซิบเสียงเย็น เหนือริมฝีปากนาง
“หือ…” เยี่ยนเยว่ฉีลืมตาตื่นจากภวังค์เห็นใบหน้าคมคายนั้นห่างไปเพียงครึ่งชุ่น
มู่เลี่ยงหรงยิ้มคล้ายไม่ยิ้มเขาไม่ได้ประทับจุมพิตลงบนริมฝีปากนางแต่อย่างใด กลับค่อย ๆ ปล่อยหญิงสาวที่กำลังเคลิบเคลิ้มให้เป็นอิสระก่อนจะเสมองไปทางอื่นเสียอย่างนั้น
เมื่อครู่เยี่ยนเยว่ฉีคิดว่าเขากำลังจะจุมพิตนางและเพราะตนเองก็มีใจ ทั้งยังรู้สึกผิดที่หักหน้าฉินอ๋องในงานเลี้ยงคราวก่อน นางจึงไม่ได้แสดงอาการขัดขืนแต่อย่างใด
ทว่าชายหนุ่มกลับไม่ลงมือซ้ำทำท่าทางราวกับคนที่หักห้ามใจจากการยั่วยวนเอาไว้ได้เสียอีกการกระทำดังกล่าวส่งผลให้นางกลายเป็นสตรีไร้ยางอายอย่างเสียมิได้
‘เขากำลังแก้แค้นข้าใช่หรือไม่’
“ท่านอ๋องต้องการสิ่งใดกันแน่” เยี่ยนเยว่ฉีถามเสียงเครือ เพราะความผิดหวังแล่นลามไปทั้งใจ
“หือ…” เขาหันมาเลิกคิ้วใส่ทำหน้าราวกับเป็นผู้บริสุทธิ์
“หม่อมฉันทูลลา” สิ้นคำ นางก็รีบออกวิ่งโดยไม่สนทิศทางในทันที หยาดน้ำตาร่วงหล่นราวกับเม็ดมุก
เยี่ยนเยว่ฉีไม่อาจทนรับกับความอับอายได้ฉินอ๋องคงหวังเพียงตามมาแก้แค้นเรื่องงานชมดอกเหมยเท่านั้นกระมัง คำพูดหวานซึ้งการกระทำอันอบอุ่นทั้งหมดเมื่อครู่ ก็คงเป็นเพียงการแสดงเสแสร้งทุกสิ่ง
สตรีผู้บอบช้ำวิ่งมาได้สักระยะหนึ่งจึงผ่อนฝีเท้าแล้วทรุดกายลงนั่งข้างสระน้ำภายในสวนพลางคิดไปมากมายว่าตนเองช่างโง่งมจนทำให้ฉินอ๋องหัวเราะเยาะเอาได้นางพยายามข่มใจและกลั้นน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างเต็มที่