หว่านฉิงพยายามกวาดตามหานาฬิกาเพื่อดูเวลา แต่ก็นึกขึ้นได้ว่ายุคนี้ไม่มีนาฬิกาตั้งโต๊ะ! ขณะเดียวกัน รุ่ยอ๋องก็สาวเท้าตรงมาที่เตียงพร้อมลูบโซ่ทองในมือ แววตาของเขาฉายชัดถึงความหวงแหนอันบิดเบี้ยว แม่ทัพหรงเยว่พุ่งตัวเข้ามาขวางหน้าเตียงไว้ทันควัน
“หว่านหวาน... เ้ากลับจวนแม่ทัพกับข้าเถิด อย่าอยู่กับคนวิปลาสเช่นนี้เลย!”
ทว่าในใต้หล้านี้... จะมีผู้ใดกล้าท้าทายอำนาจของรุ่ยอ๋องแห่งฉางอัน?
หากย้อนเวลากลับไปในรัชศกก่อน ากลางเมืองได้แผดเผาทุกสิ่งจนนครฉางอันแทบกลายเป็ทะเลเพลิง ขุนนางฏรุกคืบจนถึงหน้าประตูวัง แผ่นดินแขวนอยู่บนเส้นด้าย บุรุษที่ครั้งหนึ่งเคยถูกตราหน้าว่าเป็ตัวกาลกิณีและถูกเนรเทศอย่างไร้ค่า กลับกลายเป็ผู้นำกองกำลังพยัคฆ์บุกฝ่าคมดาบนับหมื่น เข้ามาสยบจลาจลด้วยความเหี้ยมหาญ
เจียรุ่ย ออกศึกเคียงคู่น้องชายอย่างหรงเยว่ ซึ่งในเวลานั้นยังดำรงตำแหน่งเพียงนายกองเซี่ยวเว่ย ทว่ามีกองกำลังฝีมือดีในอาณัติกลุ่มหนึ่ง เมื่อรวมเข้าด้วยกันจึงกลายเป็ขุมกำลังที่แข็งแกร่งพอจะต่อกรกับศัตรู
บุตรชายพ่อค้าผู้นี้คือผู้รวบรวมแผ่นดินที่แตกแยกให้กลับมาเป็ปึกแผ่น ทว่าในวันที่ชัยชนะอยู่เพียงเอื้อมมือ เหล่าขุนพลพร้อมใจกันผลักดันให้เขาก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ทอง เขากลับกระทำการที่สั่นะเืไปทั้งใต้หล้า อัญเชิญหลานชายตัวน้อยของฮ่องเต้องค์ก่อนขึ้นประทับเป็ประมุข
ส่วนตัวเขานั้นเพียงสวมบทบาท ‘อ๋องผู้สำเร็จราชการ’ ทำหน้าที่กุมอำนาจสิทธิ์ขาดอยู่เื้ับัลลังก์ั
เมื่ออำนาจทางการทหารและอาญาสิทธิ์เหนือคนทั้งแผ่นดินล้วนรวมอยู่ที่บุรุษผู้นี้ หว่านฉิงย่อมเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าตอนที่นางช่วยคลายกำหนัดให้พวกเขาโดยเต็มใจ เหตุใดบุรุษอีกสองคนถึงยอมถอยร่นออกไป เพียงเพราะถูกรุ่ยอ๋องกระซิบข่มขู่ไม่กี่คำ...
ครู่นั้น รุ่ยอ๋องจ้องมองโซ่ทองคำในมือ แววตาที่เคยแข็งกร้าวดุจเหล็กกล้ากลับสั่นไหวดั่งเปลวเทียนต้องลม
“เ้ากำลังเข้าใจผิด น้องรอง... หว่านหวานจะไม่ไปจวนแม่ทัพ และนางมิได้จะอยู่ที่นี่ในฐานะแขก”
เขาหัวเราะในลำคอแ่เบา กระชับโซ่ในมือจนเกิดเสียงโลหะกระทบกันบาดหู “นางจะอยู่ที่จวนอ๋อง... บนเตียงนอนของข้า นางเป็ของข้า เ้ากล้าขัดใจข้าอย่างนั้นหรือ? ข้าเห็นแก่ความสัมพันธ์ที่เ้าเคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ ช่วยข้ากอบกู้แผ่นดิน จึงมิอยากข่มขู่เ้า ทว่าหากเ้ายังดื้อรั้นไม่ยอมเชื่อฟังข้า... แม้แต่ตำแหน่งอนุ เกรงว่าเ้าคงมิอาจรักษาไว้ได้แล้วกระมัง”
“พี่ใหญ่! ท่านมากล่าวหาว่าข้าเป็อนุได้อย่างไร!” แม่ทัพหรงเยว่ตวาดลั่นด้วยความขุ่นเคือง คนบนเตียงที่ทนไม่ไหวตวาดสวนขึ้นเสียงที่ดังกว่า
“พวกท่านเลิกทะเลาะกันเสียที! ข้าหนวกหูจะแย่แล้ว ข้านอนอยู่ดี ๆ พวกท่านก็มาทำให้ข้าตื่น... นั่งลง! แล้วคุยกับข้าดี ๆ”
อดีตอาจารย์สาวปราบสองบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ให้ยอมโอนอ่อนเหมือนกำลังสั่งสอนเด็กที่ดื้อรั้น เมื่อสถานการณ์สงบลง ใบหน้าหงุดหงิดของนางก็แปรเปลี่ยนเป็คนละคน หว่านฉิงเหลือบมองโซ่ตรวนในมือรุ่ยอ๋องด้วยแววตาเ้าเล่ห์ดั่งนางปีศาจจิ้งจอก “หากท่านอยากจะล่ามโซ่ข้านักก็ตามใจเถิด... จากนั้นเรา... มาสนุกกันหน่อยดีหรือไม่เ้าคะ?”
คำเย้ายวนนั้นกลายเป็ฟืนชั้นดีที่จุดไฟราคะในกายบุรุษให้ลุกโชน สองหนุ่มมองหน้ากัน พวกเขาคงจะไม่ทะเลาะกันแล้ว เพียงหญิงสาวกรีดกรายปลายนิ้วเรียวยาว เรียกพวกเขาด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “ท่านพี่ทั้งสองเ้าคะ มาล่ามโซ่ข้าเร็ว ๆ สิเ้าคะ ข้ารอท่านอยู่ตั้งนานแล้ว”
รุ่ยอ๋องกัดกรามแน่นจนเส้นเืปูดโปน เขาขยับโซ่ทองคำพันเข้ากับข้อมือตัวเองและของนางจนแ่า ก่อนจะโน้มกายลงกระซิบเสียงพร่าชิดริมฝีปากที่แต้มชาดสีสด “เ้าเป็คนเลือกเองนะ... หว่านหวาน อย่ามาคร่ำครวญขอความเมตตาจากข้าภายหลังก็แล้วกัน”
ยี่สิบชั่วโมงอันแสนสั้นมิได้จบลงด้วยพายุสวาทดั่งใจหมาย หากหมดไปกับการประคองสติที่เลือนรางของหว่านฉิง เมื่อนางถูกเล้าโลมได้ไม่นาน ร่างบางก็สั่นสะท้าน ก่อนจะอาเจียนออกมาเป็กองเืสีคล้ำ
รุ่ยอ๋องโวยวายลั่นแทบเสียสติ รีบสั่งคนตามหมอหลวงกลับมาในทันที เขาโอบกอดร่างสั่นระริกเพราะความเหน็บหนาวซึ่งกัดกินลึกถึงกระดูกไว้แนบอก โดยมีหรงเยว่คอยกุมมือนางให้กำลังใจอยู่เคียงข้างไม่ห่างกาย
ทว่าเพียงโลหิตเปรอะเปื้อนไปทั่วฟูกนอนหนานุ่ม หว่านฉิงที่สติเริ่มพร่าเลือนพยายามผลักไสบุรุษทั้งสองออกไป ด้วยเกรงว่าอาภรณ์ล้ำค่าของพวกเขาจะแปดเปื้อนเืชั้นต่ำของนายหญิงแห่งหอคณิกา มิหนำซ้ำอาการป่วยหนักยังทำให้นางพร่ำเพ้อพรรณนาด้วยถ้อยคำประหลาดที่ไม่มีใครเข้าใจ
ในสายตาของทั้งสอง... แม้นางจะซูบซีดเจียนตาย ทว่ายังคงความงดงามไว้อย่างน่าอัศจรรย์
ใบหน้าเรียวไข่ขาวซีดดุจหิมะ ขับเน้นให้ริมฝีปากที่เปื้อนคราบเืแดงก่ำดูเย้ายวนอย่างน่าเวทนา ดวงตาที่ปรือปิดลงครึ่งหนึ่งหยาดเยิ้มด้วยหยดน้ำตา ผิวพรรณละเอียดดุจหยกของนางแม้ยามนี้จะเหน็บหนาว ทว่ายังคงทอประกายจาง ๆ ภายใต้แสงตะวัน ราวกิ่งเหมยที่เบ่งบานท้าทายพายุหิมะ นางช่างเปราะบางดั่งแก้วล้ำค่า ทว่าชวนให้ใจสลายในคราวเดียว
มีเื่หนึ่งซึ่งหว่านฉิงไม่เคยรับรู้ คือพวกเขามิได้หลงใหลเพียงรูปโฉมของนาง...
ย้อนไปเมื่อสองเดือนก่อนยามเริ่มสืบคดีพิษ เสนาบดีผู้หนึ่งมาเยือนหอหงเหมยก่อนจะสิ้นใจในวันถัดมา รุ่ยอ๋องจึงส่งองครักษ์เงาไปสืบเื่ราวของนางอย่างลับ ๆ จนพบความจริงที่สั่นคลอนหัวใจบุรุษทั้งสาม
หว่านฉิงคือนายหญิงผู้คอยปกป้องเหล่าคณิกา ยามหญิงสาวถูกบิดามารดาหรือญาติชั่วช้านำมาเร่ขาย นางจะเสนอราคาให้สูงถึงสามเท่า ทว่าในสัญญานั้นกลับซุกซ่อนเล่ห์เหลี่ยม เพื่อให้เป็การขายขาดและตัดขาดความสัมพันธ์กับทางครอบครัวโดยสิ้นเชิง ไม่ให้พวกคนชั่วเ่าั้กลับมาสูบเืสูบเนื้อจากหยาดเหงื่อแรงกายของหญิงสาวผู้โชคร้ายได้อีก
แม้กระทั่งคณิกาที่พลั้งเผลอตั้งครรภ์กับลูกค้า นางไม่เคยสั่งสังหารเด็กในครรภ์อย่างไร้ความปรานีเหมือนที่หอนางโลมอู๋จิ้นทำ ทว่านำทารกเ่าั้ไปดูแลในบ้านเด็กกำพร้า มอบโอกาสให้มารดาได้ไถ่ตัวออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่เพื่อเลี้ยงดูบุตร แต่กระนั้นหญิงสาวส่วนใหญ่กลับเลือกที่จะอยู่เป็นางคณิกา ด้วยความที่รายได้ดี บางคนก็สุขสบายจนเคยตัวไปเสียแล้ว
สองบุรุษยังคงโอบประคองนาง กระทั่งร่างนั้นหายวับไปอย่างไร้ร่องรอยในยามโหย่ว[1] หลงเหลือเพียงกลิ่นหอมรัญจวน คราบโลหิตที่เริ่มแห้งกรังบนฟูกนอน
------------
[1] (酉:yǒu) 17.00 – 19.00 น.