หลิวหนิงฮวาจงใจเอ่ยเสียงดัง ให้ผู้คนได้ยินว่าหลานสาวของเสนาบดีหลิว นอกจากนางแล้ว ยังมีหลิวอ้ายผิง ลูกพี่ลูกน้องของนางอีกคนหนึ่ง กลุ่มหญิงสาวที่จับกลุ่มพูดคุยกันก่อนหน้านี้ก็รู้สึกสับสนยิ่ง พวกนางเพียงเฝ้ารอดูว่าหลิวหนิงฮวาจะมางานในครั้งนี้หรือไม่ กลับกลายเป็ว่านอกจากมาแล้วยังมีน้องสาวจากไหนไม่รู้อีกคนหนึ่ง
“คุณหนูหลิว ไม่ทราบว่าคุณหนูท่านนี้คือใครหรือ” หนึ่งในนั้นเอ่ยถามขึ้นเพื่อคลายความสงสัยในใจ
“นางคือหลิวอ้ายผิง เป็ลูกพี่ลูกน้องกับข้า” หลิวหนิงฮวาตอบคำถามด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้ม มือผายไปยังหญิงวัยกลางคนที่ยืนข้างๆ จึงเอ่ยต่อ “ส่วนท่านนี้ คือน้าชุนลี่มารดาของอ้ายผิง เป็บุตรสาวของท่านปู่ข้าเอง” สิ้นเสียงของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็สตรีอันดับหนึ่ง ผู้คนยิ่งฮือฮาใหญ่โต นี่สมควรเป็เื่ใหญ่เลยทีเดียว
ไม่ทันให้ใครได้เอ่ยถามอะไรต่อ เสนาบดีหลิวจึงตัดบทขอตัวเขาและครอบครัวเข้าไปในงาน คล้อยหลังจึงมีการสนทนาของขุนนางยศต่างๆ ซึ่งประเด็นหลักคงหนีไม่พ้นเื่ในตระกูลหลิว
“เหตุใดข้าไม่เคยได้ยิน ว่าเสนาบดีหลิวมีบุตรสาว”
“มิใช่ว่าเสนาบดีหลิว มีเพียงบุตรชายหรอกหรือ”
“ข้าจำได้แล้ว หลายปีก่อนเคยมีข่าวว่าบุตรสาวเสนาบดีตั้งครรภ์โดยไร้สามี จนถูกไล่ออกจากตระกูล”
“จริงด้วย เหตุใดพวกเราจึงจำไม่ได้”
“เพราะนางจืดจางมากจนแทบไร้ตัวตนเลยก็ว่าได้ หลิวต้าิไม่ให้ความสำคัญกับนางมากนัก”
“เช่นนั้นเ้าจะบอกว่า ที่เสนาบดีหลิวรับหลิวชุนลี่กลับเข้ามาในตระกูล เพราะ้าหลานสาวผู้นั้นหรือ”
“ข้าว่าต้องเป็เช่นนั้นแน่นอน เครื่องบรรณาการคงถูกเปลี่ยนตัวแล้วกระมัง”
“เสนาบดีหลิวช่างไร้ใจโดยแท้จริง”
ยามนี้ผู้คนในงานยังอยู่ใน่พบปะกัน ข้อมูลมากมายจึงค่อยๆ ถูกขุดส่งต่อปากต่อปากจนขยายเป็วงกว้าง
หลิวอ้ายผิงสนใจเพียงอาหารทั้งคาวหวานที่กำลังทยอยมาขึ้นโต๊ะ มีสาวใช้คอยรินน้ำชา จิบเพียงครั้งสองครั้งจึงมีเสียงขันทีเอ่ยเสียงก้องกังวาน
“ฮ่องเต้เสด็จ”
“ขอพระองค์ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นๆปี” เหล่าขุนนางลุกขึ้นยอบกายถวายพระพรกันถ้วนหน้า ฮ่องเต้เสด็จเคียงคู่ฮองเฮา โดยมีองค์รัชทายาทประคองผู้เป็มารดาแห่งแผ่นดินอยู่ข้างๆ ตำแหน่งที่นั่งทั้งสามอยู่ตรงกลางยกขึ้นเป็แท่นปะรำสูงราวหนึ่งฉื่อ[1] บนแท่นมีเก้าอี้สำหรับผู้สูงศักดิ์ที่สุดในแคว้นโจวคือ ฮ่องเต้ ฮองเฮา และองค์รัชทายาท ลดหลั่นลงมาจึงเป็เหล่าเชื้อพระวงศ์ และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่เรียงตามลำดับยศบรรดาศักดิ์ เมื่อฮ่องเต้และฮองเฮาเอ่ยเปิดงาน ทุกอย่างจึงเริ่มต้นขึ้น
พิธีกรประกาศกำหนดการ บนลานกว้างยกสูงที่ใช้สำหรับทำการแสดงต่างๆ ทั้งการแสดงจากคณะร่ายรำหลวง รวมไปถึงการแสดงของบุตรสาวขุนนางทั้งหลาย ล้วนถูกจัดลำดับเอาไว้
บริเวณที่นั่งสกุลหลิว หลิวอ้ายผิงชมการแสดงกินขนมและดื่มชาไปพลางๆ ด้วยท่าทีสบายๆ ผิดกับมารดาที่ตอนนี้พอรับรู้ถึงสายตาแปลกประหลาดหลายคู่จึงกังวลใจขึ้นมา “ท่านแม่กังวลหรือ” หลิวอ้ายผิงเอ่ยกับมารดาทั้งที่ยังเคี้ยวขนมจนแก้มป่อง
“แม่รู้สึกเหมือนมีอะไรจะเกิดขึ้น ผิงเอ๋อร์แม่ไม่สบายใจ” หลิวชุนลี่เอ่ยเสียงเบาให้ได้ยินกันสองคน นางรู้สึกมาั้แ่แรกแล้ว แรกเริ่มคิดว่าคงเพราะบุตรสาวของนางแต่งตัวประหลาด แต่ยามนี้เหมือนจะมีอะไรมากกว่านั้น แต่บอกไม่ถูกว่าคือสิ่งใด
“ท่านแม่อย่าได้คิดมากไปเลยไม่มีอะไรหรอก ดูสิท่านพี่หนิงฮวากำลังเริ่มแสดงแล้ว” หลิวอ้ายผิงเอ่ยตัดบทให้มารดาเบนความสนใจไปที่สิ่งอื่นแทน
ยามนี้การแสดงดำเนินมา่หนึ่งแล้ว จนถึงลำดับที่ทุกคนต่างรอคอย หลิวหนิงฮวาเลือกการแสดงพิณเจ็ดสาย ท่าทางสูงส่งสง่างามบนลานแสดงส่งผลให้ผู้คนราวกับตกอยู่ในภาพฝัน เสียงบรรเลงเพลงเริ่มต้นขึ้นและจบลงโดยไร้ที่ติ ผู้คนต่างชื่นชมรวมไปถึงฮ่องเต้และฮองเฮา
“หลิวหนิงฮวาหลานสาวเสนาบดีหลิวช่างเป็ผู้มีความสามารถไร้ผู้ใดเปรียบโดยแท้จริง” ฮ่องเต้ โจวเหวินซิง แห่งแคว้นโจวเอ่ยชื่นชมด้วยรอยยิ้ม
“หม่อมฉันมิกล้าเพคะ” หลิวหนิงฮวาย่อตัวรับพร้อมเอ่ยอย่างถ่อมตน
“ประทานรางวัล หลิวหนิงฮวาเป็ผู้มากความสามารถ มอบผ้าแพรสิบผืน เครื่องประดับหนึ่งหีบ”
“ขอบพระทัยเพคะฝ่าา” กิริยาชดช้อยสะกดสายตาผู้คนรวมไปถึงผู้เป็องค์รัชทายาทแห่งแคว้นโจว โจวฉ่างซิ่ง โดยไม่ต้องคาดเดา สำหรับเขาแล้วหลิวหนิงฮวาคือหญิงสาวที่คู่ควรที่สุด
ชายใดเล่า มิชมชอบสาวงามล่มเมือง....
“ทูลฝ่าา กระหม่อมมีหลานสาวอีกหนึ่งคน ทรงประทานอนุญาตให้นางแสดงความสามารถด้วยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมหวังว่านางจะสร้างความสำราญแก่พระองค์ได้บ้าง” เสนาบดีเอ่ยยกยิ้มมุมปากไปยังผู้เป็ฮ่องเต้ที่เอ่ยอนุญาตอย่างรู้กัน ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาต้องหาจุดบกพร่องของหลิวอ้ายผิง เพื่อออกราชโองการส่งตัวไปพรรคมารแทนหลิวหนิงฮวาเสีย หลังจากที่ได้วางแผนโดยไม่ให้มีผู้ใดสามารถคัดค้านในการกระทำของฮ่องเต้ได้
หลิวอ้ายผิงคนถูกเอ่ยถึง มิได้ตระหนกเท่าผู้เป็มารดาของนางที่รู้ว่าบุตรสาวไม่มีความสามารถเฉกเช่นสตรีทั่วไป “ท่านพ่อ ท่านทำอะไรควรถามอ้ายผิงก่อนหรือไม่” หลิวชุนลี่เอ่ยน้ำเสียงตัดพ้อผู้เป็บิดา หลิวต้าิเมินคำพูดของนางยิ่งทำให้สังหรณ์ใจขึ้นทุกที
“ทูลฮ่องเต้ หม่อมฉันมิได้มีความสามารถในศาสตร์ทั้งสี่เลยเพคะ หม่อมฉันโตมาในหมู่บ้านเล็กๆ มิใช่สตรีในเมืองหลวงจะทำการแสดงเช่นนั้นได้อย่างไร”
“บังอาจ หากเ้าไร้ความสามารถเ้าก็คงไม่สมควรมีชื่ออยู่ในตระกูลหลิวแล้ว”ฮ่องเต้บันดาลโทสะอย่างตั้งใจหวังให้นางหวาดกลัวในอำนาจ แต่เมื่อมองเห็นสีหน้าไม่ทุกข์ร้อนใดๆ จึงแปลกใจยิ่งนัก
เหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางต่างรู้สึกสงสารและสมเพชหลิวอ้ายผิง ได้ใช้ชีวิตสุขสบายในเมืองหลวงไม่ทันไร คงได้ไปตกระกำลำบากด้วยฝีมือตาแท้ๆ ของตนเองอีกครั้ง ส่วนใหญ่รู้สึกว่าไม่ใช่เื่ของตนที่จะยื่นมือเข้าไปคัดค้าน เสนาบดีหลิวมีอำนาจในมือมากมายเกินไป พวกเขาไม่มีทางขุดหลุมฝังตนเองโดยเด็ดขาด
หลิวอ้ายผิงรู้สึกขบขันไร้ซึ่งความเกรงกลัว คนฝึกยุทธ์มาทั้งชีวิตคอยติดตามอาจารย์ไปทั่วแคว้นเช่นนางหูดีกว่าคนทั่วไปไม่รู้ต่อกี่เท่า
นางจะไม่ได้ยินเสียงซุบซิบรอบตัวได้อย่างไร...
“เช่นนั้นความสามารถอื่นหม่อมฉันก็พอมีอยู่บ้างเพคะ แต่คงต้องขอความร่วมมือจากองค์รัชทายาท หวังว่าหม่อมฉันจะได้รับความเมตตา” ประโยคหลังนางหันไปเอ่ยกับรัชทายาทแห่งแคว้นโจว
โจวฉ่างซิ่งละความสนใจจากหลิวหนิงฮวามาชั่วคราว ภาพตรงหน้าคือหญิงสาวที่พ้นวัยปักปิ่นมาแล้ว หน้าตาผิวพรรณดูธรรมดาไร้สิ่งใดโดดเด่น หากจะมีสิ่งที่โดดเด่นคงเป็ชุดที่สวมใส่ ดูแล้วช่างขัดตาจนยากอธิบาย
มิใช่ว่าสตรีแต่งกายเพื่อให้ดูงดงามหรอกหรือ เหตุใดสตรีผู้นี้แต่งกายให้ดูอัปลักษณ์เช่นนี้เล่า...
เมื่อรัชทายาทตอบรับคำของหลิวอ้ายผิง ทั้งสองจึงมายืนเผชิญหน้าอยู่บนลานยกสูงที่ใช้แสดงในงาน คนทั้งงานเกิดความสงสัยกันถ้วนหน้า มิอาจทราบว่าหญิงสาวผู้นี้้าแสดงสิ่งใด แล้วองค์รัชทายาทเกี่ยวข้องอันใด มีเพียงหลิวชุนลี่ที่พอคาดเดาได้ บุตรสาวของนาง้าประลองยุทธ์กับองค์รัชทายาทอย่างแน่นอน
ไม่นานนักสิ่งที่ทำให้ผู้คนตื่นใจึงเกิดขึ้น สารถีส่งมอบสิ่งที่หลิวอ้ายผิงต้องใช้ในการแสดง ปรากฏเป็ดาบสองเล่มถูกมอบให้ทั้งสองฝ่าย ฮ่องเต้ลุกพรวดขึ้นทันทีที่ได้เห็น
“เ้า้าทำสิ่งใด” องค์รัชทายาทมองไปที่หลิวอ้ายผิง ที่ยามนี้ถอดเสื้อคลุมตัวนอกที่รุ่มร่ามออก เผยให้เห็นชุดค่อนข้างกระชับกับสรีระของอีกฝ่าย แม้มิได้น่ามองเฉกเช่นสตรีทั่วไป แต่ท่าทางมั่นคงก็ชวนให้ต้องจับตามอง อีกฝ่ายโค้งคำนับให้เขาจึงเอ่ย
“ความสามารถของหม่อมฉัน มีเพียงวรยุทธ์และศิลปะการต่อสู้ วันนี้จึงเลือกการประลองที่คิดว่าองค์รัชทายาทน่าจะถนัดที่สุดขึ้นมา หวังว่าพระองค์คงไม่ปฏิเสธ” สิ้นเสียงของหลิวอ้ายผิง เสียงฮือฮาพลันเกิดทั่วทุกสารทิศ ไม่เคยมีสตรีบ้านใดฝึกการต่อสู้หรือฝึกยุทธ์ สำนักต่างๆ ในแคว้นล้วนแล้วแต่มีศิษย์ที่เป็ชายแท้ทั้งสิ้น สตรีนางนี้ได้รับการฝึกมาจากที่ใดไม่มีใครอาจคาดเดาได้
ผู้เป็ฮ่องเต้ส่งสายตาเชิงเป็คำถามไปยังเสนาบดีหลิว ได้รับเพียงการส่ายหัวเล็กน้อยบ่งบอกว่าไม่ทราบถึงเื่นี้ หลิวต้าิจึงหันไปมองหลิวชุนลี่แทน แต่ได้รับเพียงสายตาที่บ่งบอกว่าไม่สบอารมณ์ของอีกฝ่าย
“หลิวอ้ายผิง ความสามารถที่เ้ากล่าวถึงคือการต่อสู้อย่างนั้นหรือ กล้าถึงขั้นท้าประลองกับองค์รัชทายาท เ้าช่างขวัญกล้าเทียมฟ้ายิ่งนัก” เสียงเสนาบดีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเดือดดาล เขาหวังให้นางไร้ความสามารถแม้จะเป็ในด้านใดก็ตาม
“ท่านเสนาบดีโปรดระงับโทสะด้วย ในเมื่อข้าผู้ถูกท้าประลองตอบรับคำไปแล้ว ไม่อาจบิดเบือนคำพูดเป็อื่นได้ แม่นางหลิวอ้ายผิง ข้าจะออมมือเอาไว้เจ็ดส่วน ให้เ้าได้ยืดเวลาแสดงขึ้นอีกสักเล็กน้อย” โจวฉ่างซิ่งเอ่ยด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มแววตาฉายแววสนุกสนาน ขึ้นชื่อว่าเป็สตรีจะเก่งกาจไปสักเท่าไหร่ อย่างไรแล้วคงต้องพ่ายแรงชายอยู่ดี เพียงจับดาบเป็คงมากเกินพอแล้ว
“ขอบพระทัยเพคะ” คนตัวเล็กกว่าเอ่ยตอบพร้อมกับยิ้มเล็กน้อย ปลอกดาบถูกถอดออกปรากฏให้เห็นดาบที่ทำขึ้นจากเหล็กกล้าชั้นดี ส่องประกายวาววับด้วยความคม มองปราดเดียวก็รู้ถึงราคาที่แพงหูฉี่
ทั้งคู่ต่างเตรียมพร้อมอยู่ในตำแหน่งของตนเอง ทันทีที่ส่งสัญญาณเริ่มต้นการประลองขึ้น หลิวอ้ายผิงหายไปจากจุดเดิมเพียงชั่วพริบตาก็ปรากฏอยู่ด้านหน้าคู่ประลอง ดาบในมือฟาดฟันออกไปไม่แรงมากนัก รัชทายาทจึงยกดาบสกัดกั้นไว้ได้ทัน เขากำลังจะเอ่ยชมอีกฝ่ายแรงกดที่ดาบกลับเพิ่มขึ้นจนร่างคนตัวโตกว่าถอยร่นไปด้านหลังสองถึงสามก้าว
สีหน้าในคราแรกที่ยิ้มแย้มบัดนี้ส่อแววประหลาดใจ แต่ไม่นานก็เปลี่ยนเป็ชะงักงันจากเสียงกระซิบแ่เบาที่พอให้ได้ยินเพียงสองคน “ฉ่างซิ่ง หากเ้าไม่อยากพ่ายแพ้และอับอายอีกครั้งอย่าได้ออมมือให้ข้า เพราะในครานี้จะไม่ใช่เพียงผมบนศีรษะของเ้า อาจจะเป็ศีรษะของเ้าแทน” หลิวอ้ายผิงยิ้มให้อีกฝ่ายราวเื่ที่เอ่ยขึ้นเป็เื่ดินฟ้าอากาศทั่วไป
หกปีก่อน โจวฉ่างซิ่งในวัยหนุ่มเคยพ่ายแพ้ให้แก่เด็กสาววัยสิบปี งานประลองที่สักนักราชวงศ์จัดขึ้นในปีนั้น สร้างความอับอายให้แก่เขาจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี ไม่คิดว่าเด็กสาวสวมหน้ากากลึกลับศิษย์ส่วนตัวของเซียนวรยุทธ์กู่เฟิง จะเป็หลิวอ้ายผิง หลานสาวที่เสนาบดีหลิวมองว่าไร้ประโยชน์...
[1] ฉื่อ เป็หน่วยวัด 1ฉื่อ เท่ากับ 10นิ้ว หรือประมาณ 1ฟุต