บทที่8ค้างคืน
รุ่งสางของวันใหม่ร่างของชายสองคนขึ้นควบม้าออกเดินทางออกจากเมืองหลวง หงเฟยหย่าในชุดสีน้ำตาลเรียบง่ายไม่ต่างจากหลิวรั่วอันที่ควบม้าเคียงข้างกันไปราวกับภาพวาดของคู่หูจอมยุทธ์พเนจรที่เดินทางร่อนเร่เคียงข้างกันไปอย่างรู้ใจ
“เมืองเจี้ยนหนานอยู่ห่างจากเมืองหลวงราวสามวัน หากพวกเราเร่งรีบสักหน่อยคงไปถึงได้ภายในสองวันกระมัง”
“ครั้งนี้พวกเราออกเดินทางในฐานะพี่น้องในครอบครัวพ่อค้าเ้าก็อย่าแสดงพิรุธอันใดออกมาเล่า” หงเฟยหย่ากำชับเขาอีกครั้ง
ทั้งสองควบม้าตรงไปด้านหน้าด้วยความเร็วที่สูสีกันโดยมิได้กล่าวสิ่งใดต่อกันอีกเมืองหลวงค่อยๆ ห่างออกไปจนกระทั่งลับสายตาดวงหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นของทั้งสองฉายชัดออกมาด้วยความแน่วแน่ในการปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จในจงได้
แสงอาทิตย์สีส้มอ่อนของ่พลบค่ำทอดตัวไปตามถนนที่ทอดยาวไกลสุดสายตาหลิวรั่วอันค่อยๆ กระตุกบังเหียนเพื่อชะลอความเร็วของม้าลงก่อนจะหันไปกล่าวกับหงเฟยหย่าอีกครั้ง
“ด้านหน้ามีโรงเตี๊ยมพวกเราค้างแรมกันที่มีก่อน”
หงเฟยหย่าที่ขี่ม้าอยู่ข้างกันเขาทำเพียงพยักหน้าเล็กน้อย ดวงตาคมสอดส่ายมองไปรอบด้านอย่างระแวดระวัง แม้ว่าเวลานี้เขาจะปลอมตัวเป็สามัญชนแต่บุคลิกและท่วงท่ายังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยรัศมีของคนสูงศักดิ์และมีอำนาจอย่างมิอาจซ่อนเร้น
ม้าทั้งสองมาหยุดที่ด้านหน้าของโรงเตี๊ยมหลังหนึ่งภายในตลาดตัวอาคารสร้างจากไม้สนเก่าแก่ ชั้นล่างเป็ร้านสุรา ชั้นบนจัดแบ่งเป็ห้องพักค้างคืน
เมื่อทั้งสองก้าวเข้าไปภายในกลิ่นของอาหารและสุราลอยแตะเข้าจมูก พวกเขาเดินตรงไปยังโต๊ะว่างใกล้กำแพงจากนั้นจึงนั่งลงด้วยความหิวกระหายและเหนื่อยล้าเต็มทน
หลิวรั่วอันหันไปสั่งอาหารสองสามอย่างกับเสี่ยวเอ้อในทันที“เ้าจัดอาหารมาสักสองสามอย่าง และพวกข้า้าห้องพักสองห้องสำหรับค้างคืนในวันนี้”
เสี่ยวเอ้อพยักหน้ารับแต่แล้วเสียงทุ้มต่ำก็ดังแทรกขึ้นมาอีกครั้ง “เอาเพียงห้องเดียวก็พอ”หงเฟยหย่ากล่าวแทรกออกมาโดยมิได้มองหน้าหลิวรั่วอันแม้แต่น้อยท่าทางของเขายังคงนิ่งเฉยราวกับเป็เื่ปกติ
หลิวรั่วอันเบิกตากว้างหันขวับมามองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ “ห้องเดียว....”เขาอุทานออกมา แต่เมื่อเห็นเสี่ยวเอ้อทำหน้างุนงง เขาก็รีบปรับสีหน้าเป็ปกติ“เ้าไปจัดการตามนั้นแหละ”
เมื่อเสี่ยวเอ้อเดินจากไปหลิวรั่วอันก็รีบหันไปตวาดใส่หงเฟยหย่าในทันที “นี่ท่านล้อข้าเล่นหรือ”
หงเฟยหย่ายักไหล่ขึ้นอย่างไม่ยี่หระเขาไม่เพียงไม่ตอบคำถามใดๆแต่กลับมุ่งความสนใจไปยังจานอาหารที่ถูกนำมาวางด้านหน้าอย่างหน้าตาย
หลิวรั่วอันได้แต่มองตาขวางพร้อมบ่นอุบอิบตลอดเวลาั้แ่ตอนทานอาหารแม้กระทั่งตอนที่พวกเขาเดินขึ้นไปยังห้องพักชั้นบน
ภายในห้องพักชั้นบนสุดของโรงเตี๊ยมห้องสี่เหลี่ยมขนาดย่อมถูกจัดแต่งเรียบง่าย มีเตียงไม้ไผ่ขนาดใหญ่หนึ่งเตียงตรงกลางมุมหนึ่งวางอ่างไม้และขันน้ำไว้ให้ใช้งานโต๊ะเตี้ยไม้ฉลุอยู่ชิดหน้าต่างพร้อมเก้าอี้กลมสองตัว
“เฟยหย่า...”หลิวรั่วอันยืนกอดอกกลางห้อง ดวงตาคมยังคงเต็มไปด้วยความไม่สบอารมณ์มากนัก “ท่านนี่ช่าง...ขี้เหนียวยิ่งนักแทนที่จะได้นอนสบายๆ กันเสียหน่อย กลับต้องมาเบียดเสียดกันให้ห้องเล็กเพียงเท่านี้”
หงเฟยหย่าหย่อนกายนั่งลงที่โต๊ะโดยมิใส่ใจกับท่าทีของเขาชายหนุ่มเทน้ำชาลงถ้วยและยกขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์
“พวกเราเป็พี่น้องกันแถมยังเป็พ่อค้าเร่จะทำใช้เงินมือเติบให้ผิดสังเกตไปทำไมกัน”
คำแก้ตัวของหงเฟยหย่าทำให้หลิวรั่วอันเงียบปากลงแต่หัวคิ้วของเขาก็ยังคงขมวดแน่นจนเป็ปมอย่างไม่ค่อยพอใจกับคำตอบที่ได้รับมากนัก
“เช่นนั้นท่านนอนบนเตียง ส่วนข้าจะปูผ้านอนบนพื้นเองก็แล้วกัน”
หงเฟยหย่าไม่ตอบรับใดๆเขากลับยกยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างเ้าเล่ห์อีกครั้ง “ข้าเหนื่อยแล้วเ้ามาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ข้าที” ชายหนุ่มพูดพลางลุกขึ้นยืนยกแขนกว้างออกมาอย่างไม่รอช้า
หลิวรั่วอันมุ่ยหน้าอย่างมิอาจปฏิเสธได้ในเมื่อเวลานี้มีเพียงพวกเขาตามลำพังเท่านั้น “เหตุใดข้าช่างโชคร้ายยิ่งนักที่ต้องเกิดมาเป็สหายของท่านเช่นนี้ทุกวันนี้ข้าที่เป็สหายแต่กลับมิต่างจากคนรับใช้ก็ไม่ปาน”
เสียงบ่นอุบดังขึ้นอย่างไม่เกรงใจหงเฟยหย่าส่ายหน้าเบาๆ “เ้าอย่าบ่นมากนักเลย เอาเป็ว่าคืนนี้พวกเราพักผ่อนให้เต็มที่เสียก่อนพรุ่งนี้ยังต้องออกเดินทางไกล”
หลิวรั่วอันพ่นลมหายใจออกมาในขณะที่ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ชายหนุ่มอย่างคุ้นชินเมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็เดินไปหยิบผ้าห่มและหมอนเตรียมจัดที่นอนสำหรับตนเองอีกครั้ง
หากแต่ยังไม่ทันที่หลิวรั่วอันจะหยิบหมอนขึ้นมาหงเฟยหย่าก็ก้าวมาหยุดด้านข้างของเขา
“ในเมื่อเวลานี้พวกเราเป็พี่น้องกันนอนร่วมเตียงกันสักคืนก็ไม่เห็นเป็อันใด ข้าเหนื่อยมากแล้วี้เีเถียงกันคนเช่นเ้า พวกเรารีบเข้านอนกันเถิด”
หงเฟยหย่าพูดหน้าตายออกมาพร้อมกับเอนตัวลงนอนบนเตียง มือหนาตบลงบนพื้นเตียงด้านข้างเบาๆราวกับเป็คำสั่งเสียอย่างนั้น
หลิวรั่วอันกลืนน้ำลายเหนียวลงคออย่างชั่งใจเขาลอบพ่นลมหายใจออกมาอย่างไม่รู้ว่าควรดีใจที่จะได้นอนพักบนเตียงสบายๆหรือควรหนักใจกับท่าทางและบรรยากาศอันน่ากระอักกระอ่วนนี้ดีแม้ว่าพวกเขาทั้งสองจะสนิทสนมกันั้แ่เด็กๆแต่การนอนร่วมเตียงระหว่างบุรุษที่อยู่ในวัยฉกรรจ์ก็นับว่าแปลกประหลาดยิ่งนัก
บรรยากาศเงียบลงครู่หนึ่งแสงเทียนสาดแสงเหลืองอ่อนทั่วห้อง หลิวรั่วอันเดินไปดับเทียนลงจากนั้นจึงก้าวขึ้นไปนอนบนเตียงแต่โดยดี
“ท่านขยับไปด้านในอีกหน่อยหากนอนเบียดข้าเช่นนี้มีหวังข้าได้ตกเตียงเป็แน่”
“เ้าก็คิดมากไปแล้ว...”หงเฟยหย่าเอ่ยออกมาทั้งที่ยังคงปิดตาลง
หลิวรั่วอันแทบอยากตรงเข้าไปเขย่าร่างของสหายตรงหน้าอย่างนึกหมั่นไส้แต่เขาก็ทำได้เพียงหลับตาลงไปในที่สุด