บรรยากาศอัดแน่นไปด้วยพลังปราณ กลางห้องชั้นบนของถ้ำบรรพกาล หลินหลิงโคจรพลังปราณสร้างภาพคันธนูจากจินตนาการ พร้อมยิง . . . “ทะลวงอสูร !!”
ลูกธนูพุ่งเป็นแสงสีทอง พอมันผ่านมาได้ครึ่งทาง เธอบังคับพลังปราณให้ลูกธนูแยกออกเป็น 3 ดอก พุ่งเสียดอากาศเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับมันมีชีวิตของมันเอง
“ฉัวะ!” 1 ดอกแรกตัดเข้าไปที่หางของราชาวานรอย่างแม่นยำ พลังปราณของเจ้าลิงลดลงอย่างรวดเร็ว มันทรงตัวไม่ได้จึงร่วงหล่นจากอากาศ ก่อนจะตกถึงพื้น ลูกธนูอีก 2 ดอกวิ่งตามทะลุเข้าที่หัวอย่างไร้ปราณี
ส่วนของทางชางอวิ๋นนั้นบาดเจ็บมากกว่าราชาวานรหลายเท่านัก ด้วยที่พลังของทั้งคู่ต่างกันมาก ทำให้แขนของเขาไหม้เกรียม เลือดไหลออกอย่างรุนแรง
‘เจ้าจงรีบปิดผนึกลมปราณ ให้ลมปราณทั้งหมดอยู่จุดตันเถียนล่าง กลาง และบน พร้อมกัน แล้วรีบกินโอสถทะเลเลือดที่เจ้าเพิ่งกลั่นมา ก่อนที่เลือดของเจ้าจะไหลจนหมดตัว’ เทพมังกรฟ้าผู้มีประสบการณ์อันเหลือล้นคอยให้คำแนะนำอีกครั้ง
เมื่อชางอวิ๋นทำตามคำแนะนำ พลังปราณและเรี่ยวแรง ค่อยๆฟื้นกลับคืนมา หลินหลิงเมื่อปราบเจ้าลิงขนฟูได้ก็รีบเข้ามาหาเขาเพราะเธอเห็นชางอวิ๋น ในขณะที่อยู่กลางอากาศนั้นได้บาดเจ็บขั้นรุนแรง
แต่เมื่อเธอมาถึงชางอวิ๋นกลับเห็นว่าเขาบาดเจ็บน้อยมาก นางก็แอบดีใจและเข้ากอดอย่างอบอุ่น
“อืม.....รู้สึกว่าเจ้ามีอะไรนุ่มๆมาโดนข้าหน่ะ” ชางอวิ๋นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แล้วกอดหลินหลิงอย่างแนบแน่น
พอตั้งสติกันได้ พวกเขาทั้ง 2 ก็มองไปที่คำภีร์ มันตั้งอยู่บนบัลลังก์สีแดงให้ความรู้สึกถึงความร้อนแรงและพลังที่เอ่อล้น
หลินหลิงเธอบอกให้ชางอวิ๋นเก็บเอาไว้เพราะครั้งที่แล้วเธอได้โอสถทะลวงปราณมากกว่าเขาไปแล้ว ครั้งนี้ควรเป็นของชายหนุ่ม ชางอวิ๋นจึงไม่ได้ปฎิเสธอะไร
แสงสีทองเจิดจ้าเปร่งประกายอยู่ภายในตัวของเจ้าจ๋อตัวใหญ่ มันคือลูกแก้ววิญญาณระดับอสูรปีศาจ
พวกเขาเดินเข้าไปหยิบแล้วเอาใส่ไว้ในกระเป๋ามิติ
ก่อนจะเดินขึ้นบันไดเพื่อออกจากถ้ำบรรพกาล ชางอวิ๋นอดใจรอที่จะเปิดคำภีร์ไม่ไหวจึงรีบเอามันออกมาอ่าน
ข้างหน้าเล่มเขียนไว้ว่า “ตำนาน!!” ชางอวิ๋นมองหน้าหลินหลิงให้ความรู้สึกว่า 'เปิดเลยดีม่ะ'
"จะมัวรออะไรหละ มันเป็นของของท่านแล้ว"
ชางอวิ๋นสูดลมหายใจแล้วรีบเปิดอ่าน โคจรพลังตามที่หนังสือแนะนำ “เคลื่อนย้ายพลังปราณจากกระโหลก แล้วไปที่มือซ้าย จากนั้นไปที่เท้าซ้าย จากนั้นไปที่จุดตันเถียนล่าง และสุดท้ายให้ไปที่จุดวิถีแห่งเซียน ทำ 17 รอบ ให้ครบภายใน 5 ลมหายใจ
“บึม. . . ซูมมมมมม” ทันใดนั้น ! เสียงออร่าขยายขึ้น มันหนาแน่นและกว้างเกินกว่าใครบนโลกนี้จะทำได้
‘โอ้ว พลังปราณเจ้าทะลุเกินออร่าสีฟ้าไปแล้ว แต่ออร่าที่วนรอบกายเจ้ายังเป็นสีเขียวอยู่เลย หลักการเคลื่อนย้ายปราณแบบนี้ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน’
ชางอวิ๋นใช้เวลาฝึกเพียงครึ่งชั่วยาม เขาสามารถโคจรลมปราณตามหลักสูตร 17 รอบใน 5 ลมหายใจได้ท่วงที คำภีร์วิชาระดับตำนานกลายเป็นแสงหายเข้าไปในวิถีเซียนของเขาทันที
ความเร็ว พลังกำลัง และพลังปราณทวีคูณเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า หลินหลิงสัมผัสถึงพลังปราณที่ระเบิดออกมาภายนอก 'ตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก' ความรู้สึกภูมิใจเอ่อล้นออกมา
"ฮ่า ฮ่า หลินหลิงดูรอบๆตัวของข้าสิ มัน มันเข้มข้นจนร่างกายของข้าจะระเบิดออกมาให้ได้เลย"
หลินหลิงเธอไม่แปลกใจเลยเพราะที่ผ่านมาก็มีปาฏิหาริย์มากมายเกินกว่าจะจินตนาการได้
ชางอวิ๋นเห็นว่าเวลาล่วงเลยมานานมากแล้วจึงหยุดพลังปราณลง แล้วรีบจับมือหลินหลิงทะยานขึ้นบันไดในชั้นนี้ทันที
เมื่อทั้งคู่เดินผ่านบันไดขึ้นมาด้านบนสุดกลับพบว่ามันเป็นที่เดิมที่เขาผ่านเจ้าอสูรคิเมร่ามา เพียงแต่เมื่อพวกเขาเหยียบพื้นดิน
"คลืนนนนนน !" เสียงดังสนั่นราวกับภูเขาไฟมันจะระเบิดออกมา ช่องทางบันไดที่ทั้งคู่ออกมาได้หายไปกับตา แต่พวกเขาหาได้สนใจไม่
"แล้วต่อจากนี้ จะเอายังไงกันดี เจ้าจะไปผจญภัยกับข้าต่อไหม แม่นางหลิง"
หลินหลิงครุ่นคิดเล็กน้อย
"ข้ามีเรื่องจะขอร้องท่านซักข้อได้ไหม"
"ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่เกินความสามารถของข้า สำหรับแม่นางหลิงแล้ว ข้ายอมทำให้ทุกอย่าง ว่ามา!"
หลินหลิงได้ฟังคำตอบจากชางอวิ๋นแล้วรู้สึกมีกำลังใจพร้อมที่จะต่อสู้ทุกสถานการณ์
"ข้าจะพาท่านไปพบกับท่านพ่อของข้า หลินเฟย ! เจ้าตกลงไหม"
"หลินหลิง นี่ ท่าน ท ท ท่าน จะไม่ให้ข้ามีชีวิตอยู่บนโลกนี้เลยใช่ไหม ถ้าข้าไปพบท่านพ่อของท่าน สงสัยชีวิตนี้ของข้าคงไม่ได้ไป หยอกล้อ หรือว่า ไปดื่มน้ำชากับ แม่นางที่สาวสวยๆอึ๋มๆ อีกแน่นอนเลย"
เพี้ยะ !! เสียงดังกังวาลสนั่นใสเหมือนดังแก้วน้ำ หน้าของชางอวิ๋นสะบัดหมุนไปพร้อมกับร่างกาย 10 ตลบ แล้วลงมาฟาดกับพื้นดิน
ชางอวิ๋นรู้อยู่แล้วว่านางจะตบ แต่ไม่นึกว่านางจะแฝงพลังปราณเข้ามาด้วย ความรวดเร็วของนางเพิ่มขึ้นมาเป็นทวีคูณ ไม่สามารถหลบได้ทัน แต่เขาก็ใช้พลังปราณห่อหุ้มไว้ได้ทันถึงป้องกันได้ไม่ทั้งหมดก็ตาม
"เจ้าอยู่กับข้าแล้วทั้งคืนอย่างนั้น อย่าคิดว่าข้าจะยอมให้เจ้าไปทำลามกกับใครอื่นนะ ข้าเอาเจ้าตายจริงๆด้วย"
ชางอวิ๋นรู้สึกว่าคำพูดนี้มันเย็นไปถึงกระดูก 'คิดแล้วชักหนาวแล้วสิเรา แต่ถ้าเราได้นางเป็นคู่ชีวิต ข้าว่าข้าคงโชคดีที่สุดในโลกไปเลยหละ วู้ ๆ ๆ ๆ'
เมื่อชางอวิ๋นตกลงรับคำสัญญา ทั้งคู่จึงเร่งพลังปราณพร้อมกับใช้วิชา 'ทะยาน' ตรงไปเมืองของตระกูลหลินเพื่อไปพบท่าน หลินเฟย ตามคำขอร้องของหลินหลิง
ในขณะที่ทั้งคู่เคลื่อนที่ด้วยความสูง จู่ๆหลินหลิงเอ่ยถามขึ้นมา
"ตอนที่ข้าโดนพิษ เจ้ารู้ได้ยังไงว่าจะต้องถ่ายทอดปราณรักษาข้าด้วยวิธีนั้น"
". . . . ." "วิธีไหนรึ" ชางอวิ๋นย้อนถาม
". . . . ." แล้วทั้งคู่ก็หน้าแดงเขินอาย แล้วคำถามก็หายไปโดยปริยาย
ในเวลาเพียง 2 ชั่วยาม ทั้งคู่ก็มาถึงที่เมือง พวกเขาตรงร้านอาหารก่อนไปที่บ้านของหัวหน้าตระกูลหลินเฟย หรือก็คือบ้านของหลินหลิงนั้นเอง
พวกเขาสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะและกินอย่างเอร็ดอร่อย และแอบได้ยินเสียงโต๊ะข้างๆคุยกัน
"เจ้ารู้ไหมว่า ไอ้ห้องข้างบนที่เสียงดังๆ มันเป็นผู้ยอดยุทธของตระกูลฟางยกโขยงมาอยู่ที่เมืองนี้เกือบ 50 คนแล้ว"
"ข้าละอึดอัดกับพวกมันชะมัด แต่เห็นว่าพวกมันมาตามหาคน แล้วจะเข้าไปคุยกับท่านหลินเฟยด้วย"
"เรื่องอะไรวะ ! เจ้าพอจะรู้ไหม"
"เจ้ารู้แล้วเหยียบไว้ตรงนี้เลยนะ พวกมันจะเอาไอ้คุณชายฟางมาขอหมั้นกับคุณหนูหลิงของพวกเราสิวะ"
พรวด ! เสียงข้าวพุ่งของจากปากชางอวิ๋นทั้งคู่มองหน้ากันแล้วตะโกนว่า
"หมั้น"
........................................
(จากนี้ไปถ้าจอมยุทธใช้พลังบีบอัดไปที่เท้าเพื่อเคลื่อนที่ จะใช้คำว่า 'ทะยาน')