เช้ามืดของวันต่อมาอวี้หลันเดินออกจากห้องเพื่อจัดเตรียมอ่างล้างหน้าทั้งอาภรณ์สำหรับคุณชายได้สวมใส่ แต่ด้วยความไม่รู้ที่ทางในคฤหาสน์จึงได้เดินหลงทางไปมาจนต้องหยุดมองหาทางเดิมที่เดินมาโชคยังดีที่ได้พบกับพ่อบ้านหวงพอดี
“อวี้หลันเ้ามาทำอะไรที่นี่”
“ท่านพ่อบ้านหวงข้าจะหาน้ำสำหรับคุณชายได้ที่ไหนหรือเ้าคะ”
พ่อบ้านหวงทำท่าจะตำหนินางแต่ก็นึกขึ้นได้ว่าตัวนางเพิ่งมาถึงเมื่อวานจึงยังไม่ได้เดินพานางดูที่ทางให้เรียบร้อย
“ตามข้ามาข้าจะบอกให้ว่าเ้าสามารถหาของที่คุณชาย้าได้จากที่ไหน”
“เ้าค่ะ”
สิ้นคำกล่าวพ่อบ้านหวงก็เดินพาอวี้หลันไปยังห้องต่างๆ รวมถึงเรือนของนายแต่ละหลังอย่างถี่ถ้วน
“เ้าจำได้หรือยัง”
“ยังไม่แน่ชัดเ้าค่ะ แต่ข้าจะจำให้ได้เ้าค่ะขอบคุณท่านพ่อบ้านหวง”
อวี้หลันเมื่อกล่าวขอบคุณเสร็จก็รีบเดินกลับไปเพื่อตระเตรียมของให้คุณชายอย่างเพียบพร้อม
“คุณชายตื่นแล้วหรือเ้าคะ” นางกล่าวพลางเดินถืออ่างน้ำเข้ามาในห้องของหยาง อู๋เสิน
“อืมเ้าไปไหนเสียตั้งนานข้ารอเ้าอยู่ครู่ใหญ่แล้ว”
“คือ…คุณชายอย่าดุข้าเลยนะเ้าคะข้าหลงเ้าค่ะ” นางเอ่ยตอบอย่างน่าเอ็นดู
หยาง อู๋เสินก็เพียงหัวเราะออกมาเบาๆ
“ช่างเถอะเ้าวางไว้ตรงนี้แหละแล้วไปบอกห้องครัวทีว่าวันนี้ข้าจะไปกินอาหารเช้าที่เรือนเซียงเหมย”
“เ้าค่ะคุณชาย” อวี้หลันรับคำแล้วรีบวิ่งออกไปอย่างกระตือรือร้น
หยาง อู๋เสินยิ้มพลางส่ายหน้ากับท่าทางเด็กน้อยไม่รู้จักโตของนาง ก่อนล้างหน้าแต่งอาภรณ์เตรียมตัวเดินทางไปยังเรือนเซียงเหมย
อวี้หลันหลังจากกลับมาจากห้องครัวก็ได้ติดตามหยาง อู๋เสินไปยังเรือนเซียงเหมยขณะที่อยู่บนรถม้านางจึงได้เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“คุณชายเรือนเซียงเหมยเป็กิจการอะไรหรือเ้าคะ”
“เป็เรือนร้องรำ”
“เรือนร้องรำหรือเ้าคะ” นางเอ่ยขึ้นอย่างสนใจ ก่อนเอ่ยถามหยาง อู๋เสินอีกครั้ง
“คุณชายเมื่อไปถึงเรือนเซียงเหมยแล้วข้าขอไปทำธุระครู่หนึ่งได้หรือไม่เ้าคะ”
หยาง อู๋เสินเห็นว่านางกล่าวถึงธุระก็จำขึ้นได้ว่านางนั้นตั้งใจมาเมืองหลวงด้วยเื่บิดา
“เ้าจะไปตามหาบิดาเ้าหรือ”
“เ้าค่ะ”
“เ้ารู้จักคนที่นี่หรือ” เขาเอ่ยถามอย่างสงสัย
อวี้หลันเพียงส่ายหน้าเบาๆ
“เช่นนั้นเ้าจะไปตามหาบิดาเ้าที่ใด”
“ไม่รู้เ้าค่ะอาจเดินถามไปเรื่อยๆ คงต้องมีสักคนที่รู้จักท่าน” อวี้หลันกล่าวอย่างสิ้นหวังแต่อย่างไรก็ยังคงอยากตามหา
เมื่อได้เห็นท่าทางเช่นนั้นของนางก็เวทนาขึ้นมาในใจหยาง อู๋เสินจึงได้คิดยื่นมือเข้าช่วย
“เช่นนั้นเ้าบอกเบาะแสบิดาเ้ามาให้ข้าได้ฟังเช่นนั้นดีหรือไม่ ข้าจะได้ช่วยเ้าติดตามหา”
“คุณชายจะช่วยข้าตามหาบิดาหรือ” นางเอ่ยขึ้นอย่างไม่แน่ใจ
“เ้าเป็สาวใช้ข้าวันๆ วิ่งตามหาเบาะแสไปเรื่อยเช่นนั้นจะดูแลข้าอย่างไร อีกอย่างคนอย่างเ้ากับข้าหากเทียบดูแล้วข่าวที่ข้าหาได้คงรวดเร็วกว่าเ้าไม่น้อย”
อวี้หลันเมื่อได้ฟังก็ตระหนักนึกได้ว่าตระกูลหยางนั้นมีกิจการอยู่มากมายทั้งในเมืองหลวงและหัวเมืองสำคัญต่างๆ การตามหาบิดาของนางคงง่ายขึ้นไม่น้อยทีเดียวแต่ก็รู้สึกเกรงใจที่ต้องให้เขาลำบากเพื่อนาง
“คุณชาย ท่านช่วยข้ามากมายเช่นนี้ข้าจะตอบแทนท่านได้อย่างไรเ้าคะ”
หยาง อู๋เสินยิ้มออกมาอย่างเ้าเล่ห์เชิงหยอกเย้าต่อนางก่อนเอ่ยกล่าว
“เ้าก็…ปรนนิบัติข้าดีๆ เท่านั้นก็พอ”
อวี้หลันเห็นท่าทางของเขาก็เพียงถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างรู้ทัน
“คุณชายแกล้งข้าอีกแล้วนะเ้าคะ”
“ข้าก็แค่ไม่อยากให้เ้าเครียด ข้ามีคนอยู่มากมายแค่ตามหาบิดาเ้าจะสักเท่าไหร่กันเชียว” เขาเอ่ยกล่าวพลางหัวเราะอย่างใจดี
อวี้หลันก็ได้ยิ้มออกมาดีใจเช่นกันก่อนเล่าถึงเบาะแสเกี่ยวกับบิดาที่นางมี
“ท่านแม่ว่าท่านพ่อมีนามว่าฟางจิ่นเป็ชาวเจี้ยนเฉิง รูปร่างสันทัดดวงตาอ่อนโยนรอยยิ้มใจดีเ้าค่ะ”
“เท่านั้นหรือ” เขากล่าวอย่างสงสัยในเบาะแสที่น้อยนิดของนาง
“อืม…” อวี้หลันนิ่งคิดอยู่นานก่อนจำได้ว่าในใบเฟิ่งใบที่สิบห้ากล่าวถึงบิดานาง
“ยังมีอีกว่าครอบครัวท่านพ่อนั้นมีฝีมือการทำหยกที่ดี แค่มองดูก็รู้ว่าหยกชิ้นนั้นเนื้อดีหรือไม่มาจากที่ใดหาได้จากที่ใดเ้าค่ะ”
“พ่อค้าหยกงั้นหรือ หยกนั้นมีหลายที่มาแซ่ฟางเบาะแสเ้ามีน้อยเช่นนี้อาจอยากต่อการตามหาสักหน่อยนะ” เขากล่าวออกมาอย่างไม่แน่ใจนัก
อวี้หลันเองก็ทำใจไว้อยู่บ้างแล้วแต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะมีสีหน้าเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัด หยาง อู๋เสินเมื่อเห็นท่าทางนางเช่นนั้นก็เอ่ยขึ้นเพื่อให้นางมีกำลังใจ
“ข้าจะช่วยเ้าตามหาบิดาให้ดีที่สุดเ้าวางใจเถอะอย่างไรเ้าก็ต้องหาบิดาเ้าพบแน่”
อวี้หลันรู้ดีว่าเขานั้นเพียงเอ่ยให้นางมีกำลังใจตามหาต่อไปแต่แค่นั้นก็ดีต่อนางมากล้นทีเดียว ั้แ่เล็กจนโตมีเพียงมารดาที่หวงแหนและใส่ใจนางการที่หยาง อู๋เสินดีต่อนางมากเช่นนี้ทำให้นางมีความสุขทั้งเกิดความรู้สึกที่ดีๆ ต่อเขาอย่างมาก
อวี้หลันจ้องมองคุณชายของตัวเองอย่างขอบคุณเขาเองก็มองนางอย่างอ่อนโยน
“คุณชายขอรับถึงเรือนเซียงเหมยแล้วขอรับ” คนขับรถม้าเอ่ยขึ้นจากด้านนอก
หยาง อู๋เสินและอวี้หลันเดินเข้ามาในเรือนพร้อมกันในเรือนเหล่านักดนตรีและนักแสดงต่างกำลังจัดเตรียมของสำหรับการแสดงวันนี้อย่างขะมักเขม้น
“คุณชายจะมาทำไมไม่ให้คนมาบอกข้าก่อนล่ะเ้าคะจะได้สั่งตระเตรียมให้ท่านก่อน” ซู่เหนียงเ้าเรือนเซียงเหมยออกมากล่าวต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
ซู่เหนียงเ้าเรือนเซียงเหมยนั้นแม้เป็เ้าเรือนแต่อายุนั้นนับว่าไม่มากราวยี่สิบสองปีเศษทั้งมารยาทกิริยางดงามชดช้อย ใบหน้าเรียวได้รูปงดงามผิวผ่องสดใสเืฝาดบนหน้าล้วนชวนมองราวเทพธิดาไม่ปาน
“ข้ายังไม่หิวเ้าให้คนไปเตรียมตอนนี้ก็ได้”
“คุณชาย้าอะไรเป็พิเศษหรือไม่เ้าคะข้าจะได้ให้คนเตรียมให้ท่าน”
หยาง อู๋เสินยืนคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนหันมาเอ่ยถามอวี้หลัน
“เ้าอยากกินอะไร”
“ข้าหรือเ้าคะ” อวี้หลันกล่าวพลางมองเขาอย่างสงสัย
“ก็ใช่นะสิข้าถามเ้าอยู่นี่ไง”
“คุณชายท่านล้อข้าเล่นอีกแล้ว ท่านอยากกินอะไรก็กินเถอะเ้าค่ะ”
“ซู่เหนียงเ้าก็ให้พ่อครัวเตรียมของขึ้นชื่อมาสามสี่อย่างเถอะให้จัดสองที่”
ซู่เหนียงยิ้มอย่างไม่แน่ใจทั้งมองอวี้หลันอย่างไม่พอใจนักแต่เมื่อเป็คำสั่งของคุณชายก็ได้แต่เพียงทำตาม เมื่อซู่เหนียงเดินจากไปไกลแล้วอวี้หลันจึงได้กล่าวขึ้น
“ซู่เหนียงดูท่าจะไม่ค่อยชอบข้าเท่าใดเลยนะเ้าคะ”
“นางก็แค่ไม่เคยเห็นเ้าอย่าใส่ใจเลยเข้าไปนั่งเถอะ”
หยาง อู๋เสินกล่าวเสร็จก็เดินเข่าไปอย่างคุ้นเคยอวี้หลันก็เดินตามเข้าไปพลันเอ่ยถามขณะที่เดินอยู่
“คุณชายเรือนเซียงเหมยก็เป็กิจการท่านงั้นหรือเ้าคะ”
“ใช่แล้วทำไมหรือ”
เขารู้สึกแปลกที่ไม่เห็นอวี้หลันเอ่ยตอบจึงได้หันหน้ามามองหานาง ก็ได้เห็นว่านางนั้นกำลังยืนมองเหล่าหญิงสาวซ้อมการแสดงอยู่อย่างสนอกสนใจ
“ชอบดูหรือ” เขาโน้มตัวลงเอ่ยถามนางที่ข้างหู
อวี้หลันที่กำลังเพลิดเพลินจะหันไปตอบเขาก็พบหยาง อู๋เสินยื่นหน้าเข้าใกล้เช่นนั้นก็ผงะตัวตกถอยหลังไปอย่างรวดเร็วทำให้สองเท้าของนางนั้นเกี่ยวพันกันยุ่งเหยิง เมื่อเขาเห็นว่านางนั้นจะล้มจึงได้ดึงนางเข้าสู่อ้อมอกอีกครั้งผู้คนในเรือนเซียงเหมยเห็นต่างพากันซุบซิบ ซู่เหนียงเองที่เดินออกจากครัวมาเห็นเด็กๆ ในเรือนจับกลุ่มพูดคุยก็เอ็ดออกมา
“พวกเ้าทำอะไรกันทำไมไม่ซ้อมไม่อยากมีข้าวกินแล้วหรือ”
“ท่านเ้าเรือนดูนั่นสิเ้าคะคุณชายกำลังกอดกับผู้ใดอยู่หรือ”
ซู่เหนียงรีบหันไปมองจึงพบว่าอวี้หลันอยู่ในอ้อมอกของหยาง อู๋เสินทั้งยังมองตากันด้วยท่าทีหยอกเย้าในใจยิ่งไม่พอใจกับการมีอยู่ของนาง
“กลับไปซ้อมได้แล้ว เื่ของคุณชายให้พวกเ้านินทาได้หรือ” ซู่เหนียงหันไปเอ็ดต่อเด็กๆ ในเรือนด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว
ด้านอวี้หลันเองก็รู้สึกได้ว่าถูกจ้องมองจะผลักตัวออกเขาเองก็ไม่ปล่อยนาง
“คุณชายปล่อยสิเ้าคะ”
“ทำไมเ้าอายหรือ” หยาง อู๋เสินยังไม่วายกล่าวแกล้งให้นางเขินอาย
อวี้หลันใช้แรงสุดกำลังผลักเขาออกก่อนเดินไปอย่างอารมณ์เสีย หยาง อู๋เสินเองกลับยิ่งชอบท่าทางเช่นนั้นของนางเพียงยิ้มอย่างพอใจออกมาแล้วเดินตามนางไป
ทั้งสองนั่งลงที่โต๊ะหยาง อู๋เสินเมื่อเห็นว่าอวี้หลันนั้นดูท่าทางสนใจการแสดงนั้นจึงได้สั่งให้ทำการซ้อมการแสดงให้เขาดู
เมื่อการแสดงเริ่มขึ้นอาหารจากห้องครัวก็ได้นำออกมาให้ทั้งสอง อวี้หลันไม่ได้สนใจในอาหารเพียงนิดแต่กลับมองดูการแสดงอย่างตั้งใจสองมือยกปรบมืออย่างตื่นเต้นกับการแสดง
“กินข้าวเถอะไม่หิวหรือ” เขากล่าวขึ้นเมื่อเห็นนางถือตะเกียบแต่กลับไม่คีบอาหารสักนิด
“กินเ้าค่ะ” นางเอ่ยกล่าวอย่างเลื่อนรอยสายตายังคงจับจ้อง
เมื่อเห็นว่านางนั้นคงไม่กินข้าวเป็แน่แล้วหยาง อู๋เสินจึงได้คีบผัดผักขึ้นมาแล้วยื่นให้นาง
“อวี้หลันอ้าปาก”
นางหันมามองอย่างสงสัยแต่เขาก็ยังยื่นให้นางกินเข้าไปให้ได้
“คุณชายข้ากินเองก็ได้เ้าค่ะ”
“ข้าเป็นายเ้า เ้ากล้าขัดข้าหรือ”
เมื่อเห็นเขาพูดเช่นนี้ก็กลัวว่าเขานั้นจะโกรธขึ้นมาจริงๆ จึงได้อ้าปากกินสิ่งที่เขาคีบให้ เคี้ยวไปยิ้มให้เขาไปสายตาก็หันไปมองการแสดงอยู่เนืองเนือง
“เ้านี่ไม่รู้จักโตจริงๆ”
อวี้หลันเคี้ยวอาหารแก้มตุ่ยทั้งยิ้มออกมาอย่างใสซื่อ หยาง อู๋เสินเองก็เพียงยิ้มอย่างพอใจกับท่าทางของสาวใช้แต่ซู่เหนียงที่ยืนมองทั้งคู่อยู่นั้นในอกกลับรู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาสองมือกำแน่นใจคิดริษยาต่อนาง แต่ก็แสร้งใบหน้ายิ้มอย่างอ่อนโยนเดินเข้าไปนั่งข้างๆ คุณชายหยางของตน
“อาหารถูกปากหรือไม่เ้าคะ”
“ก็ไม่เลวแต่ข้าว่าน้ำแกงไก่ของเ้ารสชาติแปลกไปวันนี้”
“ติดฝาดจากลูกผลลูกหว้าเ้าค่ะ” อวี้หลันที่สายตาจับจ้องการแสดงอยู่เอ่ยตอบขึ้น
“เ้าไม่มองด้วยซ้ำรู้ได้อย่างไรว่าในน้ำแกงมีลูกหว้า” เขาเอ่ยขึ้นอย่างสงสัย
“ในชามไม่มีผลลูกหว้าเ้าค่ะแต่สีออกม่วงแดงเช่นนี้ทั้งมีรสฝาดนำเท่านี้ก็รู้แล้วว่ามีลูกหว้าเ้าค่ะ” นางหันมาเอ่ยตอบอย่างมั่นใจ
ซู่เหนียงไม่พอใจที่นางเอ่ยตอบอย่างมั่นใจเช่นนั้นคุณชายหยางเองก็ดูสนใจทุกคำพูดของนางจึงได้กล่าวขึ้นบ้าง
“เช่นนั้นข้าจะสั่งให้พ่อครัวไม่ต้องใส่ดีหรือไม่เ้าคะ”
“ซู่เหนียงไม่ต้องหรอกเพียงให้พ่อครัวนำเมล็ดข้างในออกก่อนแล้วต้มให้เปลือยสักนิดรสฝาดเช่นนี้ก็จะหายไปทิ้งรสเปรี้ยวหวานไว้ทั้งอร่อยทั้งมีประโยชน์นะเ้าคะ”
“แม่นางน้อยท่านเป็ใครหรือดูรู้เื่เยอะดีเชียว” น้ำเสียงนั้นแม้เหมือนกล่าวถามแต่ก็คล้ายตำหนิที่เอ่ยสอดขึ้นมา
อวี้หลันเมื่อได้ฟังก็รู้ว่านางไม่พอใจจึงไม่ได้เอ่ยตอบทั้งไม่กล้าสบตานาง
“นางเป็สาวใช้ข้าเอง” หยาง อู๋เสินกล่าวขึ้นเพื่อให้ซู่เหนียงกระจ่างสงสัย
“ที่แท้ก็เป็สาวใช้นี่เองคุณชายดูแลนางดีทีเดียวนะเ้าคะถึงขนาดให้ร่วมโต๊ะเช่นนี้” ซู่เหนียงหันไปยิ้มให้กับคุณชายก่อนหันมามองอวี้หลันอย่างเสียดสีขณะที่กล่าว
“นางเป็สาวใช้ที่ข้ารับมาด้วยตัวเองแน่นอนว่าพิเศษกว่าผู้อื่นซู่เหนียงเ้ามีอะไรให้ทำก็ไปทำเถิด” หยาง อู๋เสินเริ่มไม่พอใจที่นางนั้นกล่าวคล้ายดูถูกคนของตนเช่นนั้น
“คุณชายซู่เหนียงขออภัยเ้าค่ะ” กล่าวเสร็จนางก็ลุกขึ้นเดินออกไปก่อนหันมามองอวี้หลันด้วยสายตาไม่พอใจอีกครั้ง
อวี้หลันที่ไม่อยากสร้างปัญหาให้กับตัวเองทั้งหยาง อู๋เสินจึงได้เพียงหลบสายตาอำมหิตนั้น แล้วกลับไปสนใจการแสดงอีกครั้งอย่างเพลิดเพลิน
“หากเ้าชอบขนาดนั้นให้เ้ามาอยู่ที่นี่ดีมั้ย”
อวี้หลันรีบหันไปส่ายหน้าปฏิเสธอย่างชัดเจน
“ข้าว่าจะอยู่ได้ไม่พ้นวันนะเ้าคะ”
หยาง อู๋เสินรู้ว่านางนั้นหมายถึงอะไรจึงได้หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ อวี้หลันเองเพียงเล่อคิ้วสงสัยอย่างไม่พอใจนัก
“ถ้าเ้าพัฒนาตัวเองมากๆ เรียนรู้อีกหน่อยข้าอาจให้เ้ามาดูแลเรือนเซียงเหมยหากเ้า้า”
“ท่านกล่าวอะไรของท่านเ้าคะข้าเป็เพียงสาวใช้ท่านจะยกเรือนใหญ่โตเช่นนี้ให้ข้าดูแลได้อย่างไร”
“ข้าก็บอกอยู่ว่าหากเ้าเรียนรู้อีกไม่ใช่ว่าให้เ้าดูแลโดยไม่รู้เื่กิจการเสียหน่อย อีกอย่างเรือนร้องรำเช่นนี้ก็เริ่มไม่เป็ที่สนใจในตอนนี้หากเปลี่ยนแิคนดูแลอะไรอะไรอาจดีขึ้นก็ได้” เขามองการแสดงที่ดูน่าเบื่อสำหรับเขาทั้งเอ่ยขึ้นอย่างเลื่อนลอย
อวี้หลันเพียงแค่คำพูดนี้ก็พอเข้าใจได้ว่าตอนนี้กิจการเรือนร้องรำนี้ดูท่าทางจะไม่ดีนัก แต่นางรู้สึกชอบเรือนร้องรำนี้จึงได้แต่คิดในใจว่าจะทำอย่างไรให้ผู้คนนั้นกลับมาสนใจเรือนร้องรำอีกครั้ง