ควันไฟจากเศษซากตำหนักใหญ่สำนักเมฆาครามยังคงลอยเอื่อยโชยกลิ่นไหม้ระคนกลิ่นปลาเค็มย่าง บรรยากาศรอบลานประลองกลางตกอยู่ในความเงียบสงัดอันน่าขนลุก ศิษย์สายในและสายนอกนับหมื่นชีวิตต่างนั่งคุกเข่าตัวสั่นงันงกดุจลูกนกต้องพายุ สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ยอดฝีมือที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่คนของสำนัก ซึ่งบัดนี้กำลังล้อมวงทำบางสิ่งที่ชวนให้ผู้คนต้องอ้าปากค้าง
"เรียน... เรียนคุณหนูใหญ่หยุนเฟยหัว ได้โปรดรับตราประทับหยกเมฆาเขียวนี้ไปด้วยเถิด!"
ผู้เฒ่าชิงหลิว ผู้าุโสูงสุดที่รอดชีวิตมาได้โดยไม่าเ็ ร่างกายของเขาสั่นเทาขณะคุกเข่าสองข้างลงบนพื้นศิลา สองมือประคองถาดทองคำที่วางตราประทับหยกจักรพรรดิสีเขียวมรกตอันเป็สัญลักษณ์สูงสุดของผู้กุมอำนาจสำนักเมฆาคราม ใบหน้าแก่ชราเต็มไปด้วยเหงื่อกาฬที่ไหลโซมดุจสายฝน
ข้างกายของเขาคือผู้าุโหอโอสถและหอคัมภีร์ที่ต่างพากันโขกศีรษะร้องขออย่างอ้อนวอน
"ใช่แล้วคุณหนูใหญ่! ตอนนี้ท่านเ้าสำนักกู่มู่ไป๋และเหล่าบรรพชนต่างลงไปนอนพักผ่อนในกองมูลดินด้านโน้นหมดแล้ว สำนักของเราไร้ผู้นำ หากท่านไม่รังเกียจ... ได้โปรดขึ้นดำรงตำแหน่งเ้าสำนักเมฆาครามคนใหม่เถิดนะเ้าคะ!" ผู้าุโหอโอสถเอ่ยเสียงสั่นเครือ พลางส่งสายตาเว้าวอน
เสี่ยวหัวที่นั่งอยู่บนก้อนหินใหญ่ ปลายนิ้วเรียวบางยังคงลูบไล้ฝักกระบี่ไม้ไผ่ธรรมดา แววตานิ่งสงบดุจผิวน้ำลึก นางเหลือบสายตามองตราประทับหยกมูลค่าคว่ำเมืองด้วยความเฉยชา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยไร้อารมณ์
"ตราหยกนี้หนาเกินไป... ขัดขวางการชักกระบี่ของข้า ไม่เอา"
กึก!
คำปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใยทำเอาเหล่าผู้าุโถึงกับอกสั่นขวัญแขวน พวกเขาหันไปมองเสี่ยวิที่กำลังนั่งเคี้ยวเนื้อปลาเค็มตากแห้งอย่างสบายอารมณ์ หวังจะใช้ของกินเข้าล่อ
"คุณชายน้อยเสี่ยวิ... หากท่านช่วยเกลี่ยกล่อมพี่หญิงใหญ่ สำนักของเรามีคลังเสบียงโบราณที่มีเนื้อสัตว์อสูรพันปีแช่แข็งอยู่มากมาย ยินดีประเคนให้ท่านทั้งหมดเลยขอรับ!" ผู้เฒ่าชิงหลิวรีบขยับเข่าเข้าไปใกล้ขอบเตาย่าง
เสี่ยวิกลืนปลาเค็มลงคอ เอียงคอมองตราประทับหยกชิ้นนั้นแล้วใช้ตะเกียบไม้เคาะเบา ๆ ท่าทางคิดหนัก "อืม... ตราหยกนี้เอาไปตำพริกแกงก็ไม่ได้ เอาไปย่างไฟก็แตกหักง่าย แถมกลิ่นยังเหม็นเขียวสู้ปลาเค็มของแม่ใหญ่ไม่ได้สักนิด ไม่เอาหรอกครับ รูปทรงมันดูไม่ได้ความเลย"
จังหวะซิทคอมระดับฟ้าถล่มเกิดขึ้นทันตา เมื่อสำนักฝึกตนอันเกรียงไกรที่มีผู้คนนับล้านยื้อแย่งตำแหน่งเ้าสำนัก ทว่าบัดนี้กลับต้องนำบัลลังก์หยกมาเร่ขายให้เด็กสองคนขว้างเล่นดุจก้อนกรวด และที่น่าซวยซ้ำซ้อนคือ... เด็ก ๆ กลับมองว่ามันเป็เพียงเศษขยะที่เกะกะเวลาขยับกาย
In เวลาเดียวกัน ตัดสลับสืบเนื่องมา ณ ร้านข้าวต้มตรอกคอกไก่ เมืองหลวง
ลมราตรีพัดผ่านยอดหลังคาบ้านเรือนจนเกิดเสียงหวีดหวิว อุณหภูมิในเมืองหลวงลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ทว่าภายในห้องครัวหลังร้านข้าวต้มยังคงอบอวลไปด้วยไอความร้อนจากเตาดินเผาใหญ่ กลิ่นหอมหวานละมุนของสาลีตุ๋นน้ำผึ้งป่าอบเชยโชยชายออกไปตามช่องหน้าต่าง
หยุนฟานยืนอยู่หน้าเตาใหญ่ เสื้อผ้าป่านเนื้อหยาบของเขาแฝงคราบขี้เเท็จาง ๆ มือหนากำลังคอยประคองทัพพีไม้กวนน้ำแกงอย่างใส่ใจ แววตาของเขาคมกริบทว่าแฝงกระแสความระมัดระวังรอบคอบอันเป็ธรรมชาติ
ฟึ่บ...
เงาร่างสายหนึ่งพุ่งวาบลงมาจากขื่อหลังคาอย่างเงียบเชียบไร้ซุ่มเสียง ท่วงท่าปราดเปรียวดุจพยัคฆ์ราตรี ร่างอ้อนแอ้นในชุดรัดรูปสีดำสนิทก้าวเข้ามาหยุดอยู่เยื้องหลังของชายหนุ่ม นางคือ "เมิ่งชิวเหยา" ภรรยารองผู้เป็อดีตราชินีเงาสังหารแห่งดินแดนเหนือ
นางยืนนิ่ง แสร้งทำสีหน้าเ็าดุจน้ำแข็งขั้วโลก ทว่าสายตาคู่สวยกลับเหลือบมองไปที่ถ้วยดินเผาเล็ก ๆ บนโต๊ะ ซึ่งมีน้ำแกงสาลีตุ๋นวางแยกไว้เฉพาะ ของโปรดที่นางชอบดื่มยามที่ต้องออกไปลอบสังหารในคืนที่หนาวเหน็บยามอดีต
เมิ่งชิวเหยาขยับกายถอยหลังหนึ่งก้าว หลบสายตาลงต่ำ ปลายเท้าขยับเขี่ยพื้นเบา ๆ ซ่อนความรู้สึกขัดใจเล็ก ๆ "ท่านพี่... ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าไม่ต้องทำน้ำแกงนี่ให้ข้าอีก ชีวิตในตรอกคอกไก่ไม่มีผู้ใดปองร้ายข้าแล้ว"
หยุนฟานละมือจากเตาไฟ เขาไม่ได้กล่าวคำอธิบายพร่ำเพรื่อ หรือใช้ถ้อยคำหวานซึ้งเลี่ยนหู ชายหนุ่มหมุนกายกลับมาเผชิญหน้ากับภรรยารอง ดวงตาสีน้ำหมึกคู่นั้นจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง ขยับก้าวเท้าเข้าหาอย่างมั่นคงจนระยะห่างลดลงเหลือเพียงไม่ถึงครึ่งคืบ ไออุ่นจากร่างกายของเขาโอบล้อมกายของนักฆ่าสาวจนความเ็าละลายหายไปในเสี้ยวอึดใจ
ชายหนุ่มยื่นมือหนาที่หยาบกร้านจากการทำครัวไปกุมข้อมือเรียวบางของนางไว้เบา ๆ ดึงรั้งร่างอ้อนแอ้นให้ขยับเข้ามาชิดอกกว้าง ก่อนจะใช้ปลายนิ้วเช็ดรอยฝุ่นหลังคาที่เปื้อนอยู่บนโหนกแก้มเนียนของนางอย่างอ่อนโยน
"เ้าเคยชินกับการนอนบนหลังคาเย็น ๆ ยามดึก ข้าจำได้" หยุนฟานกระซิบ น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลัง "น้ำแกงสาลีนี้ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้ปอดของเ้า ดื่มเสียเถิด"
เมิ่งชิวเหยาหน้าร้อนผ่าว แก้มเนียนซับสีระเรื่อดุจลูกท้อ ผิวเนื้อสั่นสะท้านเล็กน้อยด้วยความขัดเขิน นางไม่กล้าสบตาสามีตรง ๆ ทว่าขยับใบหน้าซุกเข้ากับแผงอกกว้างของเขา สองมือเรียวบางเอื้อมไปกำชายเสื้อป่านของชายหนุ่มไว้แน่น ร่างกายขยับเข้าหาความอบอุ่นอย่างยอมจำนน ความใส่ใจในเื่เล็กน้อยและความเคยชินยามค่ำคืนเช่นนี้ คือสายใยลึกซึ้งที่ผูกพันพวกเขาทั้งสองไว้โดยไร้เสียงเอื้อนเอ่ย
ตัดกลับมา ณ ลานประลองกลาง สำนักเมฆาคราม
ครืน... ครืน... บึ้ม!
ท้องฟ้าเหนือเทือกเขาเมฆาครามพลันฉีกขาดออกเป็รอยแยกมิติสีทองอร่าม แสงมงคลเจิดจ้าส่องประกายสว่างไสวไปทั่วสารทิศ พร้อมกับการปรากฏกายของรถม้าศึกเทียมสัตว์อสูรกิเลนทองคำพุ่งทะยานฝ่าม่านหมอกลงมาดิ่งตรงสู่ใจกลางลานหิน แรงกดดันพลังปราณอันมหาศาละเิออกระลอกหนึ่ง จนทำให้อากาศรอบด้านหนักอึ้งดุจมีขุนเขานับร้อยลูกมาทับถม
ร่างของบุรุษหนุ่มในชุดคลุมยาวสีทองขอบม่วงก้าวลงมาจากรถม้า แววตาส่องประกายเหี้ยมเกรียมดุจพญาอินทรี ชายผู้นี้คือ "ทูต์จ้าวเทียนซิง" ยอดฝีมือระดับขอบเขตเซียนขั้นสูงสุดจากแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าชั้นฟ้าเบื้องบน ผู้มาตรวจสอบเหตุระฆังเก้าเสียง
"เกิดเื่บ้าอันใดขึ้น! เหตุใดสภาพสำนักเมฆาครามถึงได้ดูทุเรศั์ตาเช่นนี้!" จ้าวเทียนซิงตวาดก้อง น้ำเสียงแฝงพลังจิตทำลายล้างจนศิษย์รอบด้านกระอักเื
หลินเพ่ยเอ๋อร์ที่แอบอยู่หลังซากปรักหักพัง เห็นผู้หนุนหลังระดับตำนานมาถึง นางรีบวิ่งหน้าตาตื่นตระหนกเข้ามาคุกเข่าโขกศีรษะ "เรียนท่านทูต์! มีเด็กสารเลวสองคนนี้บุกรุกสำนัก ทำร้ายเ้าสำนักและบรรพชนจนาเ็สาหัส ทว่าที่ชั่วช้ายิ่งกว่าคือ... พวกมันกำลังบังอาจเอาตำแหน่งเ้าสำนักมาล้อเล่นเ้าค่ะ!"
จ้าวเทียนซิงตวัดสายตาคมกริบจับจ้องไปที่สองพี่น้องตระกูลหยุน ทว่ายามเมื่อั์ตาของเขาเหลือบไปเห็นตะกร้าหวายใบเก่าที่วางอยู่ข้างเตาย่างปลาเค็ม ภายในมีกระปุกดินเผาบรรจุพริกแกงสูตรลับของหยุนฟานวางอยู่ ไอพลังกฎเกณฑ์ธรรมชาติบริสุทธิ์ที่แผ่ออกมาจากกระปุกน้ำพริกทำเอาทูต์ผู้สูงส่งถึงกับหัวใจเต้นระรัวด้วยความโลภอันมหาศาล
"นั่นมัน... กลิ่นอายมหาแก่นแท้แห่งเต๋าโบราณ! สมบัติ์ระดับพระผู้สร้างที่แม้แต่มหาจักรพรรดิเซียนยังต้องทำาแย่งชิง! เด็กสายนอกสองคนนี้กลับนำมาพกใส่ตะกร้าหวายเน่า ๆ ราวกับหัวไชเท้าต้ม!" จ้าวเทียนซิงแผดเสียงร้องในใจ แววตาแปรเปลี่ยนเป็อำมหิตลึกล้ำ
"เด็กน้อย! พวกเ้ามีความผิดมหันต์ฐานของวิเศษเกินฐานะ จงส่งตะกร้าหวายและกระปุกดินเผาทั้งหมดมาให้ข้าเดี๋ยวนี้! มิเช่นนั้น ข้าจะใช้ฝ่ามือดาราถล่มนภาละเลงร่างพวกเ้าให้กลายเป็เศษธุลี!" จ้าวเทียนซิงคำราม พลังปราณสีทองะเิพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ากลายเป็รูปฝ่ามือั์บดบังแสงตะวัน
"ไม่ได้! นี่คือพริกแกงของท่านพ่อ! ใครกล้าแตะ... ข้าจะเตะให้กระดูกหักเลย!" เสี่ยวิลุกขึ้นยืนแยกเขี้ยว แววตาสลัดความขี้เล่นกลายเป็ดุดันดุจเสือดาวปกป้องอาหาร
จังหวะการลงมือของทูต์จ้าวเทียนซิงฉับไวและรุนแรงดุจสายฟ้าฟาด ฝ่ามือสีทองขนาดั์ม้วนตัวพุ่งดิ่งตรงลงมาจากท้องฟ้า หมายจะบดขยี้ร่างของสองพี่น้องและ่ชิงตะกร้าพริกแกงสูตรลับในคราเดียว
ระยะห่างเหลือเพียงหนึ่งชุ่น ลมพายุกรีดอากาศจนเกิดเสียงวิ้งลั่นโสตประสาท แรงกดดันบีบอัดจนพื้นศิลาหนาใต้เท้าของเสี่ยวิร้าวละเอียดกลายเป็ผงคลี
ทว่า... เสี่ยวหัวไม่อาจปล่อยให้ผู้ใดมาทำลายของสำคัญของบิดา
ฟึ่บ!
ร่างเล็กของเด็กหญิงพุ่งวาบประดุจเงาพราย ท่วงท่าสง่างามเด็ดขาดดุจกิ่งไผ่ต้องลมพายุ วิชาตัวเบาอันลึกล้ำถูกปลดปล่อยออกมาในชั่วดีดนิ้ว นางใช้เพียงฝักกระบี่ไม้ไผ่ธรรมดาตวัดฟาดสวนขึ้นไปใจกลางฝ่ามือดารา์ั์นั้นตรง ๆ !
เคร้ง!!!!!!!!!!!!!!!!
เสียงโลหะปะทะไม้ดังสนั่นหวั่นไหวสะท้านไปถึงเก้าชั้นฟ้า คลื่นพลังทำลายล้างพุ่งกระจายออกรอบทิศทาง ฝ่ามือสีทองอันเกรียงไกรจากแดนบนพลันแตกสลายกลายเป็ละอองแสงระยิบระยับหายไปในเสี้ยวอึดใจ ดุจแก้วบางชนเข้ากับมหาขุนเขา ร่างใหญ่โตของจ้าวเทียนซิงสั่นสะท้านอย่างบ้าคลั่ง ปลิวละลิ่วถอยหลังไปสิบก้าว ใบหน้าซีดเผือดลงด้วยความตกตะลึงสูงสุด
"อะไรกัน?! ฝักกระบี่ไม้ธรรมดา... กลับทลายวิชาเซียนสูงสุดของข้าได้!" จ้าวเทียนซิงแผดเสียงร้องในใจ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว
ทว่าเสี่ยวหัวไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้หยุดหายใจ นางก้าวสืบเท้าขยับกายประดุจเงาพราย หมุนตัวตวัดปลายฝักกระบี่ไม้ไผ่เข้าเจาะทะลวงชีพจรหน้าอกของทูต์อย่างโเี้เด็ดขาด!
ฉึก! กร๊อบ!
เสียงกระดูกซี่โครงอกหักสะบั้นลั่นดังสะท้าน จ้าวเทียนซิงหน้าเขียวคล้ำ ร้องอุทานอั่กในลำคอ เืสด ๆ ฉีดพุ่งออกจากปาก ร่างกายซีกขวาชาหนึบจนไม่อาจขยับเขยื้อน ยามเมื่อเส้นประสาทและวงแหวนเซียนถูกทำลายสิ้น ร่วงลงไปกองรวมกับพื้นโคลนหมดสภาพยอดคนจากแดนบนทันที
In เวลาเดียวกัน ผู้ติดตามชุดทองอีกสามคนเห็นท่าไม่ดี ชักดาบยาวพุ่งเข้าใส่เสี่ยวิจากรอบทิศทาง หมายจะสับร่างของเด็กชายให้แหลกคามือ ทว่าเสี่ยวิกลับหัวเราะร่า เด็กชายใช้เท้าขวาขยับก้าวไขว้ตามท่าร่างก้าวพระบาทท่องดารา ร่างเล็กพุ่งวาบหลบวิถีดาบทั้งหมดได้อย่างปาฏิหาริย์ดุจงูเลื้อยฝ่าดงหญ้า
ฟึ่บ! ปัง! ปัง! ปัง!
เสี่ยวิไปปรากฏกายขึ้นใจกลางกลุ่มศัตรู ฝ่ามือน้อย ๆ สองข้างอัดแน่นไปด้วยปราณบริสุทธิ์ ซัดตบเข้าที่ยอดอกของพวกมันสามคนพร้อมกันเบา ๆ หนึ่งครั้ง!
บึ้ม!!!
มวลอากาศเบื้องหน้าพลันะเิออกดุจะุปืนใหญ่ แรงดันปราณอันมหาศาลพุ่งกระแทกเข้าที่จุดศูนย์รวมพลังของศัตรูอย่างจัง เสียงกระดูกซี่โครงหักสะบั้นดัง อั่ก! ร่างใหญ่โตของพวกมันสามคนปลิวละลิ่วทะลุกำแพงลานประลองพังทลายเป็รูโหว่ั์ ปลิวไปตกกระแทกกับกองมูลดินด้านนอก ล้มลุกคลุกคลานหมดสภาพสลบเหมือดจมกองเืทันทีในเสี้ยวอึดใจ โดยไม่อาจส่งเสียงร้องแม้แต่คำเดียว
ฝุ่นดินและควันปราณค่อย ๆ สงบลง บรรยากาศรอบด้านกลับคืนสู่ความเงียบสงัดอีกครา ศิษย์นับหมื่นคนรอบข้างต่างพากันเบิกตากว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอันสูงสุด พวกเขารีบคุกเข่าลงกับพื้นโขกศีรษะให้สองพี่น้องตัวน้อยดุจกราบไหว้เทพเ้าแห่งความตาย
"ฝาก... ฝากไว้ก่อนเถอะ!" หลินเพ่ยเอ๋อร์ร้องลั่นทั้งน้ำตา ใบหน้านงดงามบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินและคราบเื นางรีบพยุงร่างอันสะบักสะบอมของทูต์จ้าวเทียนซิงหนีออกจากลานประลองไปอย่างรวดเร็วด้วยความอับอายขายหน้า
เสี่ยวิหยิบปลาเค็มย่างชิ้นสุดท้ายขึ้นมาเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างเอร็ดอร่อย ไอพลังปราณสีทองหนาแน่นะเิออกระลอกหนึ่งรอบกายของเด็กชาย ร่างกายที่เคยเหน็ดเหนื่อยกลับคืนสู่ความสมบูรณ์พร้อมในเสี้ยวอึดใจ
"พี่ใหญ่... ที่นี่น่าเบื่อแล้ว เสบียงก็หมดแล้ว พวกเรากลับไปกินข้าวต้มของท่านพ่อที่ตรอกคอกไก่กันเถิดครับ สิ่งก่อสร้างที่นี่ดูท่าจะรับน้ำหนักพวกเราไม่ไหวแล้ว" เสี่ยวิหัวเราะร่า พลางเก็บตะกร้าเสบียงขึ้นหลัง
"อืม... กลับบ้านกัน" เสี่ยวหัวพยักหน้าเรียบเรื่อย นางหันหลังกลับเดินจูงมือขยับก้าวเท้าออกจากสำนักเมฆาครามไปอย่างสง่างาม โดยมีผู้เฒ่าชิงหลิวและเหล่าผู้าุโคอยคุกเข่าส่งเสด็จด้วยความโล่งอกดุจได้รอดพ้นจากเงื้อมมือพญายม
กิ๊ก ๆ ๆ!
เ้าเจ็ดโผล่หัวสีเหลืองทองออกมาจากตะกร้าผ้าผ่อน มันใช้เท้าแหลมคมสะกิดแผ่นหลังของเสี่ยวิ ราวกับจะเตือนว่าการกลับเมืองหลวงครั้งนี้... อาจจะมีเื่สนุกล้างโลกตลบรอบใหม่รอพวกเขาอยู่
ห่างออกไปในเงามืดบนยอดหลังคาตำหนักใหญ่ที่พังทลาย
ผู้เฒ่าชิงหลิวที่แอบติดตามดูเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลาถึงกับมือสั่นเทาจนเกือบปล่อยป้ายหยกหล่นพื้น ดวงตาเหี่ยวย่นเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกอันสูงสุด "แม้แต่ทูต์จากแดนบน... ก็ยังโดนสยบในชั่วดีดนิ้ว... สองพี่น้องตระกูลหยุน... พวกเ้าเป็สัตว์ประหลาดจากยุคโบราณตนใดกลับชาติมาเกิดกันแน่?!"