หลินเสวี่ยจู๋ตั้งใจรอชมเรื่องสนุกอย่างเบิกบาน
เป็นดังที่คาดไว้โจวเซินอี้ดิ้นรนอยู่ที่เดิมครู่ใหญ่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของหลินเสวี่ยหลาน สุดท้ายทำได้เพียงพยายามคลานไปข้างหน้าด้วยตนเองเขาคลานไปเรื่อยๆ ท่ามกลางสายตาของผู้คน จนในที่สุดก็มาถึงจุดที่หลินเสวี่ยหลานอยู่
ตอนนี้เว่ยหงเอ๋อร์ได้ติดตามกลุ่มหน่อไม้ไปแล้วส่วนคนสกุลหลินสายหลักที่เหลือยังคงหลับใหล
หลินเสวี่ยหลานถูกเสียงของโจวเซินอี้ปลุกให้ตื่นเมื่อลืมตาขึ้นก็พบใบหน้าซีดเซียวอยู่ห่างจากนางไม่ถึงคืบ
หลินเสวี่ยหลานกรีดร้องลั่นนางลุกขึ้นนั่งแล้วตะโกนใส่โจวเซินอี้ “เจ้าจะทำอันใด?”
เสียงตะโกนของนางทำให้ฮูหยินผู้เฒ่ากับหลินเฉิงคุนตื่นขึ้นมาด้วย
ทั้งสามคนจ้องมองโจวเซินอี้ด้วยสายตาโกรธเคือง
โจวเซินอี้ยิ้มประจบประแจงล้วงเอาเงินหนึ่งตำลึงออกมาจากอกเสื้อ ก่อนจะยื่นให้หลินเสวี่ยหลานราวกับถวายสมบัติ“แม่นางหลิน ข้าหาเงินมาได้ เงินพวกนี้พอให้พวกเราใช้ไปได้หลายวันเลย”
หลินเสวี่ยจู๋มองเงินนั้นอย่างสนใจมุมปากยกยิ้มบาง
นางให้เขาไปห้าตำลึงชัดๆเหตุใดเขาถึงเอาออกมาแค่ตำลึงเดียว? ดูท่าเขาคงจะระแวงหลินเสวี่ยหลานแล้วหรือบางทีนี่อาจจะเป็นการหยั่งเชิง
และเป็นอย่างที่คิดเมื่อเห็นเงิน สีหน้าของทั้งสามคนก็ดูดีขึ้นไม่น้อย
หลินเสวี่ยหลานรับเงินมาอย่างเสียไม่ได้ก่อนจะเอ่ย “คุณชายโจว เจ้าอย่าโทษข้าเลยที่เมื่อวานข้าไม่ได้ช่วยเจ้าตอนนี้สถานการณ์ของครอบครัวข้าเรียกได้ว่าลำบากยากเข็ญ หากข้าช่วยเจ้า ผู้อื่นต้องพูดจาไม่ดีใส่ข้าแน่นอนข้าเป็นเพียงสตรีบอบบางคนหนึ่ง ไร้ความสามารถจริงๆ”
โจวเซินอี้แสดงท่าทางเข้าอกเข้าใจเขาเพียงเอ่ยอย่างเฉยเมย “แม่นางหลิน ข้าไม่ได้กินข้าวมาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว เจ้าช่วยไปซื้อของกินจากผู้คุมมาให้ข้าหน่อยได้หรือไม่?”
“ย่อมได้แน่นอน” หลินเสวี่ยหลานตอบด้วยสีหน้าอ่อนโยนและใจดีก่อนจะรีบลุกขึ้นไปหาหลิวขุย
ไม่นานนางก็เดินกลับมาพร้อมตะกร้าใบเล็กในมือนางพูดอย่างยินดี “ข้าซื้อของดีมามากมาย เพียงพอให้พวกเรากินไปได้หลายวันเลย”
กล่าวจบก็นำเนื้อตากแห้งออกมาจากตะกร้าแล้วยื่นให้ฮูหยินผู้เฒ่ากับหลินเฉิงคุนคนละหนึ่งกำมือจากนั้นก็ให้โจวเซินอี้ไปหลายชิ้น
เมื่อเห็นว่าทุกคนกินกันหมดแล้วนางก็ค่อยๆนั่งลงกินบ้าง ท่าทางอ่อนโยนเช่นนั้น หากไม่รู้คงคิดว่านางเป็นคนเลี้ยงดูทุกคนในครอบครัว
ส่วนฮูหยินผู้เฒ่ากับหลินเฉิงคุนก็กินอาหารที่แลกมาด้วยเงินของโจวเซินอี้อย่างสบายใจราวกับเป็นสิ่งที่พวกเขาสมควรได้รับอยู่แล้ว
ความยากจนทำให้ความเห็นแก่ตัวและความใจแคบของคนเราเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
จนกระทั่งเว่ยหงเอ๋อร์กลับมานางก็เห็นว่าทุกคนอิ่มหนำกันหมด ยกเว้นหลินเซิ่งจิ่ง นางไม่พูดอะไร เพียงปอกเปลือกหน่อไม้แล้วกินนางไม่มีเครื่องมือใดๆ คนอื่นใช้มีดปอกหน่อไม้ แต่นางทำได้เพียงใช้มือหักเท่านั้น
ทำอยู่นานกว่าจะได้เมื่อเห็นคนอื่นไม่สนใจนางก็กินเอง
หลินเซิ่งจิ่งทำตามเขากัดหน่อไม้เข้าไปหลายคำจึงพอจะประทังความหิวได้บ้าง
หลินเสวี่ยหลานพูดกับเว่ยหงเอ๋อร์อย่างอ่อนโยน“อนุเว่ย ข้าเห็นรองเท้าฟางของท่านย่าขาดแล้ว หากท่านมีเวลาก็สานอีกคู่หนึ่งเถิด”
เว่ยหงเอ๋อร์พยักหน้าใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
หลังจากกินหน่อไม้เสร็จนางก็นำกองฟางในตะกร้าออกมาสานอย่างไม่ชำนาญนัก
หลินเสวี่ยจู๋เบ้ปากแล้วละสายตาไปทางอื่น
คนบางคนไม่ว่าจะเสียเปรียบเพียงใดก็ยังละทิ้งความรู้สึกที่ว่าตนเองเหนือกว่าคนอื่นไม่ได้ราวกับคนอื่นติดหนี้พวกเขาก็ไม่ปาน
ขณะที่กำลังคิดเช่นนั้นก็เห็นกู้เจินเหนียงเดินมาหาด้วยสีหน้าลังเล
“มีเรื่องอันใดหรือ?” หลินเสวี่ยจู๋ถาม
นี่เป็นครั้งแรกที่กู้เจินเหนียงเป็นฝ่ายเข้ามาหานางก่อน
กู้เจินเหนียงก้มหน้าลงแล้วเอ่ยอย่างขลาดกลัว“คุณหนูเสวี่ยจู๋ วันนี้ข้าไม่กินข้าว ข้าอยากเก็บอาหารในส่วนของข้าไว้ให้พี่เว่ยจะได้หรือไม่เจ้าคะ?”
เว่ยหงเอ๋อร์เคยช่วยเหลือกู้เจินเหนียงอยู่หลายครั้งกู้เจินเหนียงยังจดจำความดีของนางได้ นับว่าเป็นแม่นางที่จิตใจดีคนหนึ่ง
หลินเสวี่ยจู๋ตอบอย่างไม่ลังเล“ท่านอยากช่วยนางย่อมไม่มีปัญหา เพียงแต่ท่านไม่กลัวว่าหลินเซิ่งจิ่งจะเข้าใจผิดหรือ?”
เมื่อกู้เจินเหนียงได้ยินดังนั้นร่างกายก็สั่นเทิ้มไม่พูดอะไรออกมา เพียงใช้ฟันกัดริมฝีปากล่างแน่น
หลินเสวี่ยจู๋เห็นนางลังเลจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม“ข้าเพียงเตือนท่านเท่านั้น จะทำสิ่งใดท่านต้องพูดให้ชัดเจน อีกอย่างคนสกุลหลักเป็นพวกกินคนไม่คายกระดูก[1] ท่านต้องระวังตอนที่เอาอาหารไปให้ด้วย”
“ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ” เมื่อหลินเสวี่ยจู๋ชี้ทางสว่างให้กู้เจินเหนียงก็ดูร่าเริงขึ้นทันที
หลินเสวี่ยจู๋พูดต่อ“สำหรับอาหารในส่วนของท่านก็ไม่จำเป็นต้องอด เพียงแต่การช่วยเหลือผู้อื่นต้องมีขอบเขตและวิธีการวันนี้ท่านเอาอาหารไปให้นาง แล้ววันหลังเล่า? เรื่องนี้ยังต้องให้นางหาทางออกด้วยตนเอง”
กู้เจินเหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ดูเหมือนจะเข้าใจขึ้นมาเล็กน้อยหลังจากขอบคุณหลินเสวี่ยจู๋ก็หันหลังเดินจากไป
ในเวลานี้บรรดาญาติผู้หญิงในครอบครัวกำลังทำความสะอาดหน่อไม้ที่เพิ่งเก็บมาที่ริมลำธารหลินเสวี่ยจู๋จึงเดินเข้าไปช่วย
เมื่อเห็นบุตรสาวเดินมาเหวินซิ่วชิงก็ทักทายอย่างยินดี “วันนี้พวกเราขุดหน่อไม้ได้ห้าหกตะกร้า หากตากให้แห้งก็น่าจะพอกินไประยะหนึ่ง”
หลินเสวี่ยจู๋รีบนั่งยองๆกำลังจะปอกเปลือกหน่อไม้
ลู่ซื่อรีบรั้งนางไว้พลางเอ่ยด้วยความปวดใจ “มือเล็กๆ ของเจ้าอย่ามาทำงานพรรค์นี้เลย รอให้พวกเราปอกเสร็จเจ้าค่อยรับผิดชอบเรื่องหั่นก็แล้วกัน”
หลินเสวี่ยจู๋รู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างยิ่งที่มีคนคอยปกป้องดูแล
นางนั่งลงข้างหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งอย่างว่าง่ายแล้วใช้กริชหั่นหน่อไม้ที่คนอื่นปอกไว้แล้วเป็นชิ้นหนาๆ
ไม่นานนักเหล่าบุรุษก็มาช่วยปอกเปลือกหน่อไม้ด้วย
ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันไม่นานก็จัดการหน่อไม้ห้าหกตะกร้าเสร็จ
เมื่อเห็นหน่อไม้ห้าหกตะกร้าลดลงเหลือเพียงสองตะกร้าเหวินซิ่วชิงก็ถอนหายใจด้วยความปวดใจ
หลินเสวี่ยจู๋พูดติดตลก“ท่านแม่ ท่านอย่าเพิ่งรีบร้อนใจไปเลย รอให้มันแห้งก่อน หากเหลือสักหนึ่งตะกร้าก็ไม่เลวแล้วเจ้าค่ะ”
เหวินซิ่วชิงรีบยกมือลูบอกทำท่าทางเหมือนจะเป็นลม
หลินเฉิงจางรีบเข้ามาประคองแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ฮูหยินดูแลตนเองด้วย จะเป็นลมเพียงเพราะหน่อไม้เล็กน้อยนี้นับว่าไม่คู่ควรเลย”
ทุกคนพูดคุยหัวเราะกันก่อนจะกลับไปที่ค่าย
เนื่องจากหลินเสวี่ยจู๋นำหม้อใบใหญ่สองใบกลับมาจากจวนของเหยี่ยนอ๋องทำให้ประสิทธิภาพในการต้มหน่อไม้เพิ่มขึ้นมาก ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา หน่อไม้สองตะกร้าก็สุกได้ที่
แม่นมหม่าใช้กระด้งตักหน่อไม้ขึ้นมาก่อนจะโรยเกลือ แล้ววางตากแดดบนหลังคารถม้า
ตอนนี้หัวหน้ากลุ่มหลายคนเดินมาขอยืมหม้อจากหลินเสวี่ยจู๋นางจึงชี้ไปที่น้ำในหม้อที่กำลังเดือดอยู่ แล้วบอกให้พวกเขาใส่หน่อไม้ลงไปต้มได้เลย
ทุกคนไม่ยื้อแย่งกันพากันต่อแถวต้มหน่อไม้จนเสร็จแล้วกล่าวขอบคุณก่อนจะจากไป
ก่อนออกเดินทางหลินเสวี่ยจู๋ลอบสังเกตเว่ยหงเอ๋อร์เป็นพิเศษ เห็นนางกำลังพูดคุยกับสตรีหลายคนดูเหมือนว่าความสัมพันธ์จะไม่เลว
พวกนางหัวเราะออกมาราวกับกำลังพูดคุยเรื่องสนุกๆ
หลินเสวี่ยจู๋เข้าใจทันทีดูเหมือนว่าเว่ยหงเอ๋อร์จะไม่ต้องให้คนอื่นเป็นกังวล นางเริ่มวางแผนให้ตนเองแล้ว นางเป็นคนฉลาดคงจะมองออกนานแล้วว่าติดตามหลินเฉิงคุนไปก็ไม่มีอนาคต เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนับเป็นโอกาสสำหรับนางขอเพียงนางหากลุ่มย่อยที่ยอมรับนางได้ นางก็ไม่จำเป็นต้องอยู่กับสกุลหลินสายหลักเพื่อให้คนพวกนั้นใช้งานอีกต่อไป
.............................
[1] กินคนไม่คายกระดูก เป็นคำอุปมา หมายถึง อำมหิตและละโมบ