หลังจากคนออกไปแล้วจ้าวหงเหมยก็ยังไม่หายขุ่นเคือง "ฉันไม่รู้เลยว่าเยวี่ยเยวี่ยบ้านเราไปก่อเื่อะไรให้บ้านสามเข้าถึงกับต้องหาเื่กันถึงขนาดนี้?"
หูฉางหมินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น"ผมว่าเื่นี้บ้านรองต้องยุมาแน่ๆเราไม่ได้เพิ่งรู้จักบ้านรองวันสองวันนี่นาเยวี่ยเยวี่ยทำให้อาสะใภ้รองต้องเสียหน้า เธอคนนั้นคงไม่ยอมปล่อยผ่านไปง่ายๆ หรอก"
หูฉางหมินเป็คนซื่อแต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่รู้เื่รู้ราวอะไรเลย
พอสามีพูดแบบนี้จ้าวหงเหมยก็กระจ่างแจ้งขึ้นมาทันที "ดูท่าเื่นี้บ้านรองจะยุมาจริงๆด้วย ถ้าบ้านเรารับปาก พวกเขาก็จะได้หัวเราะเยาะเรา แต่ถ้าบ้านเราไม่เอาด้วยก็เท่ากับว่าไปสร้างศัตรูกับบ้านสามเข้าให้เต็มๆ"
หูฉางหมินรับคำในลำคอ"ก็คงประมาณนั้นแหละ แต่แค่เรารู้ทันก็พอแล้วคุณเองก็อย่าคิดมากไปเลย ถ้าโมโหจนไม่มีน้ำนม ยายาก็จะอดกินนมเอาน่ะสิ"
หูฉางหมินเห็นว่าภรรยาหายโกรธแล้วถึงได้เตรียมตัวหยิบรองเท้าคู่เก่าที่วางทิ้งไว้เพื่อจะออกไปตลาด
แต่พอหูฉางหมินหันหลังกลับไปภรรยาก็เรียกเอาไว้
"ฉางหมิน ในบ้านเรามีเงินเหลือหลังจากเอาไปจ่ายค่าปรับไม่เท่าไหร่แล้วขายข้าวสาลีสักกระสอบก่อนดีไหม?"
หูฉางหมินรีบหันกลับมาหา"ได้สิ เดี๋ยวผมกลับจากตลาดแล้วจะแบกข้าวสาลีไปขายคุณจะเอาเงินไปซื้อของอร่อยๆ ให้เยวี่ยเยวี่ยใช่ไหม?"
จ้าวหงเหมยพูดตอบ"เยวี่ยเยวี่ยชอบกินเนื้อ ชอบกินไข่แต่พอเธอรู้ว่าบ้านเราไม่ค่อยมีเงิน ก็เลยต้องอดทน ฉันเห็นแล้วก็สงสารลูกที่สำคัญเธอยังถูกคนอื่นดูแคลนอีก ถ้าเกิดเธอรู้ว่าบ้านสามจะจับคู่เธอให้คนใบ้เธอคงทั้งโมโหทั้งเสียใจแน่ๆ"
เดิมทีจ้าวหงเหมยทำใจได้แล้วแต่พอพูดถึงเื่นี้ขึ้นมา อารมณ์ก็กลับมาขุ่นมัวอีกครั้ง
หูฉางหมินเข้าใจความหมายของภรรยา"คนอื่นยิ่งดูถูกเยวี่ยเยวี่ยมากเท่าไหร่เราก็ยิ่งต้องรักเธอให้มากขึ้นเท่านั้น หงเหมยเยวี่ยเยวี่ยเป็เด็กดีแค่ไหนเรารู้ก็พอแล้ว คนอื่นจะรู้หรือไม่รู้ไม่สำคัญหรอกเดี๋ยวผมขายข้าวสาลีได้เงินมาแล้วจะไปซื้อเนื้อมาให้"
จากนั้นหูฉางหมินก็ออกไปตลาด
พอกลับมาจากตลาดเขาก็แบกข้าวสาลีหนึ่งกระสอบเตรียมจะไปขาย
ในหมู่บ้านมีร้านทำหมั่นโถวอยู่ร้านหนึ่งที่นั่น้าข้าวสาลีจำนวนมาก
หูฉางหมินจึงแบกข้าวสาลีไปขายที่ร้านทำหมั่นโถว
่กลางของยุค80ในชนบท ข้าวสาลีจินละห้าเหมากว่าๆ
ถ้าเป็ข้าวสาลีเก่าของปีที่แล้วราคาก็จะถูกลงไปอีกประมาณหนึ่งเหมา
หูฉางหมินแบกข้าวสาลีเก่าของปีที่แล้วมาหนึ่งกระสอบน้ำหนักประมาณเจ็ดสิบกว่าจิน
ปัดเศษแล้วข้าวสาลีกระสอบนี้ขายได้เงินเป็ธนบัตรใบละสิบหยวนจำนวนสี่ใบ
หูฉางหมินเก็บเงินสี่สิบหยวนใส่กระเป๋าและเหลือธนบัตรไว้อีกหนึ่งใบสำหรับซื้อเนื้อ
ตลาดยังไม่วายหูฉางหมินจึงกลับไปที่ตลาดอีกครั้ง แล้วตรงไปยังแผงขายเนื้อ
่นั้นเนื้อหมูก็ราคาถูกจินละแค่ไม่กี่เหมา
หูฉางหมินซื้อเนื้อหมูมาหนึ่งจินกว่าๆแล้วยังซื้อซี่โครงมาอีกนิดหน่อย รวมๆ แล้วจ่ายเงินไปไม่ถึงห้าหยวน
ขณะที่หูฉางหมินกำลังถือเนื้อและซี่โครงเดินกลับบ้านเขาก็เจอกับหูเจี้ยนผิงและหูเจี้ยนิที่กำลังเล่นอยู่ข้างนอก
ลูกของน้องชายทั้งสองคนแม้จะมีอายุห่างกันหลายปีแต่ก็เล่นด้วยกันได้ดีเป็พิเศษ
"พี่รอง ดูสิ คุณลุงซื้อเนื้อมาเยอะแยะเลย" ตอนพูดคำว่า'เนื้อ' หูเจี้ยนิก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอ
จากนั้นหูเจี้ยนิก็พึมพำออกมาอีกว่า"ผมไม่ได้กินเนื้อมานานแล้ว"
หูเจี้ยนผิงก็อยากกินเนื้อเหมือนกัน"ั้แ่ยัยหมูตอนนั่นกลับมา บ้านลุงใหญ่ก็ซื้อเนื้อบ่อยๆ"
ไม่นานก็ได้เวลาอาหารกลางวันเด็กทั้งสองคนไม่ต้องรอให้ผู้ใหญ่เรียก ก็กลับบ้านใครบ้านมันไปกินข้าว
หูเจี้ยนิเป็ลูกชายคนเดียวของสะใภ้สามกับสามีตอนนี้อายุแปดขวบแล้ว
ครอบครัวของทั้งสามคนอยู่ด้วยกันกับแม่เฒ่า
แม่เฒ่าหูจะอยู่กับลูกชายคนเล็กตามธรรมเนียมชนบทแต่เมื่อมีเื่น้อยใหญ่กลับพึ่งพาแต่ลูกชายคนโตเป็หลักและเธอก็เอ็นดูลูกชายคนรองที่ให้หลานชายสองคนกับเธอมากที่สุด
ทั้งสามคนในบ้านสามอาศัยอยู่ในบ้านที่มีสามห้อง
ส่วนแม่เฒ่าก็อาศัยอยู่ในห้องปีกฝั่งตะวันตกสองห้อง
ปกติแล้วทุกคนก็จะกินข้าวใครกินข้าวมัน
แม้ว่าแม่เฒ่าหูจะมีอายุหกสิบกว่าปีแล้วแต่ร่างกายก็ยังแข็งแรงดี ทำงานในไร่นา ปีนเขาหาฟืนก็ยังไหว
พอหูเจี้ยนิมาถึงบ้านเขาไม่ได้ไปที่ห้องโถง แต่กลับไปที่ห้องปีกที่แม่เฒ่าหูอาศัยอยู่
ตอนนี้แม่เฒ่ากำลังกินอาหารกลางวันอยู่
อาหารกลางวันที่แม่เฒ่ากินก็ง่ายๆคือแป้งจี่กับไข่เค็มต้ม วันนี้ไปตลาดมาก็เลยมีปาท่องโก๋ที่ซื้อไว้เพิ่มเข้ามาด้วย
พอเห็นหลานชายสุดที่รักเข้ามาแม่เฒ่าหูก็รีบชี้ไปยังปาท่องโก๋และบอกให้หูเจี้ยนิกินมันเสีย
หูเจี้ยนิหยิบปาท่องโก๋ขึ้นมากัดไปคำโต"ย่าครับ ผมกับพี่รองเห็นคุณลุงซื้อทั้งเนื้อทั้งซี่โครงกลับมาย่าครับ ผมไม่ได้กินเนื้อมานานแล้ว"
พอแม่เฒ่าหูได้ยินว่าลูกชายคนโตไม่เพียงแต่ซื้อเนื้อมาจากตลาดแต่ยังซื้อซี่โครงมาด้วย สีหน้าของเธอก็มืดครึ้ม "เจี้ยนิ เดี๋ยวตอนบ่ายย่าจะพาไปกินเนื้อดื่มแกงซี่โครงต้มที่บ้านลุงใหญ่นะ"
พอได้ยินว่าจะได้ไปกินเนื้อกับดื่มแกงซี่โครงต้มกับย่าหูเจี้ยนิก็ดีใจจนต้องปรบมือ
ตอนที่หลันเยวี่ยกับถิงถิงลงมาจากเขาหูฉางหมินก็กลับจากตลาดแล้ว
หูฉางหมินหั่นเนื้อที่ซื้อมาจากตลาดแล้วช่วยจ้าวหงเหมยทำถั่วฝักยาวผัดเนื้อด้วยกัน
พอเห็นว่าที่บ้านซื้อเนื้อมาอีกแล้วหลันเยวี่ยก็รู้ว่าซื้อมาให้เธอแน่ๆ
พอถั่วฝักยาวผัดเนื้อยกขึ้นโต๊ะหลันเยวี่ยก็เขี่ยกินแต่ถั่วฝักยาว
พอเห็นว่าหลันเยวี่ยไม่กินเนื้อจ้าวหงเหมยก็รีบคะยั้นคะยอให้เธอกิน
"เยวี่ยเยวี่ย ทำไมล่ะลูก ไม่กินเนื้อเหรอ? ลูกชอบกินเนื้อที่สุดไม่ใช่เหรอ?เนื้อนี่แม่ซื้อมาให้ลูกกินโดยเฉพาะเลยนะอย่ามาพูดอะไรไร้สาระเื่ลดความอ้วนอะไรนั่น กินเข้าไปเถอะ"
หูฉางหมินรีบพูดเสริม"ใช่แล้วเยวี่ยเยวี่ย เนื้อนี่ซื้อมาให้ลูกกินโดยเฉพาะเลยนะลูกกินเข้าไปเถอะ ถึงบ้านจะไม่ค่อยมีเงินแต่กินเนื้อสักมื้อสองมื้อพ่อกับแม่ก็ยังพอเลี้ยงลูกได้"
จมูกของหลันเยวี่ยเริ่มตื้อตันพ่อกับแม่ดีขนาดนี้ ชาติก่อนเธอยังรังเกียจพวกเขายังคิดแต่จะกลับไปอยู่กับพ่อแม่อุปถัมภ์
หลันเยวี่ยพยายามที่จะไม่หวนรำลึกถึงเื่ราวในอดีตเพื่อที่จะไม่ให้พ่อแม่เป็ห่วง เธอจึงคีบเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ปาก
พอเห็นหลันเยวี่ยเริ่มกินเนื้อแล้วหูฉางหมินกับภรรยาก็สบายใจ
พอกินข้าวกลางวันเสร็จจ้าวหงเหมยก็เรียกหลันเยวี่ยไปคุยด้วย
"เยวี่ยเยวี่ย ตอนนี้ลูกก็โตแล้วตามธรรมเนียมชนบทถึงวัยสมควรมีคนมาสู่ขอแล้ว พ่อกับแม่ไม่รีบร้อนหรอกนะแต่บางคนเขารีบร้อนนี่สิ ถ้าลูกได้ยินอะไรระคายหู ก็อย่าเก็บมาใส่ใจเลยพ่อกับแม่จะไม่ยอมยกลูกให้ใครง่ายๆ หรอก พ่อกับแม่รักกันแบบไม่มีข้อจำกัดตอนนั้นถึงจะลำบากอยู่บ้าง แต่พวกเราก็ยังหวังว่าลูกกับถิงถิงรวมถึงยายาที่กำลังโตขึ้น จะได้เลือกคู่ชีวิตด้วยตัวเอง"
จ้าวหงเหมยพูดให้หลันเยวี่ยสบายใจก่อนแล้วค่อยเล่าเื่ที่สะใภ้สามจะจับคู่เธอกับคนใบ้ให้ฟังตามความเป็จริง
เพื่อให้เธอรู้ว่าเื่นี้เป็การตัดสินใจหลังจากที่จ้าวหงเหมยและหูฉางหมินปรึกษากันแล้ว
พวกเขารู้ว่าอีกไม่นานหลันเยวี่ยก็ต้องได้ยินเื่นี้จากปากคนอื่นอยู่ดีสู้พวกเขาบอกให้เธอรู้ก่อนเลยคงจะดีเสียกว่า
หลันเยวี่ยพยายามนึกถึงเื่ราวในชาติก่อนอย่างถี่ถ้วนดูเหมือนว่าจะไม่มีเื่ที่สะใภ้สามมาแนะนำคนใบ้ให้เธอนะ
พอรู้ว่าสะใภ้สามจะจับคู่เธอให้กับคนใบ้หลันเยวี่ยก็โมโห แต่ก็ไม่ได้แสดงออกมากนัก "แม่คะหนูบอกแล้วนี่นาว่าอนาคตหนูจะหาเขยแต่งเข้าให้แม่ให้พ่อเองแต่ถึงจะเป็เขยแต่งเข้า ก็ต้องเป็คนที่หนูถูกใจด้วยสิ"
จ้าวหงเหมยเอ็นดูจิ้มๆไปที่จมูกของหลันเยวี่ย "พูดอะไรไร้สาระน่ะถึงแม่กับพ่อจะไม่มีลูกชายจริงๆ ก็ไม่ยอมให้ลูกหาเขยแต่งเข้าหรอก"
"ถ้าหนูมีปัญญาหาคนที่ดีพร้อมทุกอย่างแถมยังเต็มใจมาเป็เขยแต่งเข้าให้บ้านเราได้ล่ะคะ?" หลันเยวี่ยขยิบตาอย่างซุกซนให้จ้าวหงเหมย
จ้าวหงเหมยตำหนิ"เด็กคนนี้ กลางวันแสกๆ พูดอะไรเพ้อเจ้อ? คนหนุ่มที่เพียบพร้อมทุกด้านขนาดนั้น จะมายอมเป็เขยแต่งเข้าได้ยังไงกัน?"
หลันเยวี่ยไม่คิดว่าเธอกำลังพูดเพ้อเจ้อ
เธอรู้ดีว่าพอเธอผอมลงอย่างสมบูรณ์เพียงแค่แต่งหน้าทำผมอีกสักหน่อยจะสวยขนาดไหน
รูปร่างหน้าตาอันโดดเด่นคือสิ่งที่์ประทานให้กับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งโดยไม่ต้องพยายามซึ่งทำให้เธอสามารถไขว่คว้าสิ่งที่เรียกว่าความมั่งคั่งในชีวิตมาได้อย่างง่ายดาย
หลันเยวี่ยคิดอีกว่าถ้าวันข้างหน้าเธอสวยขึ้นมาจริงๆพร้อมทั้งมีการศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย แถมยังมีหน้าที่การงานที่ดีด้วยพ่อกับแม่ก็จะไม่ต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ไม่มีลูกชายอีกแล้วไม่ใช่เหรอ?