บทที่1 ร่องรอยในความทรงจำ
คฤหาสน์หลังงามสง่าสีขาวนวลตั้งตระหง่านอยู่บนผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ราวกับเป็อาณาจักรส่วนตัวรั้วเหล็กดัดลวดลายวิจิตรบรรจงล้อมรอบอาณาเขตบ่งบอกถึงฐานะอันมั่งคั่งและอำนาจที่สั่งสมมานานของตระกูล “ธนารักษ์”
แต่สำหรับ “ปีย์ชนก” เด็กชายวัยสิบห้าปีที่ยืนมองลอดซี่กรงเหล็กเข้าไปความยิ่งใหญ่นี้กลับมิได้นำมาซึ่งความรู้สึกอบอุ่นหากแต่เป็ความแปลกแยกและเงียบเหงาที่กัดกินหัวใจดวงน้อยๆ
ปีย์ชนกเป็เพียงบุตรชายคนเดียวของบ้านหลังนี้ทว่าสถานะกลับคล้ายดั่งแขกผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับการต้อนรับอย่างแท้จริงมารดาของเขา “ช่อผกา” เป็เพียงเมียรอง ผู้มีชาติตระกูลต่ำต้อยกว่า “คุณหญิงอรุณี”เมียเอกผู้สง่างามและเพียบพร้อมด้วยทรัพย์สินและเกียรติยศคุณหญิงอรุณีมีบุตรีสองคน คือ “คุณน้ำฟ้า” พี่สาวคนโตที่งดงามอ่อนหวาน และ “คุณจันทร์เ้า”น้องสาวคนรองที่ซุกซนและมีน้ำใจ
ท่ามกลางความเกลียดชังของคุณหญิงอรุณีที่มีต่อปีย์ชนกทว่าพี่สาวทั้งสองคนกลับล้วนแล้วแต่แอบหยิบยื่นกำลังใจ รอยยิ้มและคำพูดปลอบโยนให้เขาเสมอในยามที่ต้องเผชิญกับสายตาเ็าและคำพูดเสียดแทงจากคุณหญิงผู้เป็ใหญ่
ใน่วัยเด็ก ปีย์ชนกอาศัยอยู่กับยายมาลีซึ่งเป็ยายแท้ๆของเขาที่บ้านไม้หลังเล็กริมสวนซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลจากคฤหาสน์ธนารักษ์มากนัก แต่ทว่าที่นั่นกลับอบอวลไปด้วยความอบอุ่นที่ยายมาลีมอบให้อย่างสุดกำลังหลานชายคนเดียวที่ต้องกำพร้าแม่ั้แ่ยังแบเบาะ หนำซ้ำ “ช่อผกา” ลูกสาวคนเดียวของเธอยังต้องระหกระเหินอุ้มท้องที่ไร้พ่อกลับมาซบตักอุ่นของเธออย่างน่าเ็ปหัวใจ
“ปีย์...ไปหยิบกะทิมาให้ยายหน่อย”เสียงร้องบอกจากยายมาลีดังขึ้น เมื่อเธอกำลังขะมักเขม้นทำขนมไทยหลากหลายชนิดเพื่อไปส่งที่ตลาดน้ำใกล้บ้านกลิ่นหอมของดอกมะลิและขนมไทยหอมกรุ่นไปทั่วบริเวณ
“นี่จ๊ะยาย...ยายให้ปีย์ช่วยทำอะไรอีกไหม”ปีย์รีบเข้ามาออดอ้อนยายมาลีอย่างเอาใจ
“ไม่ต้องๆ ออกไปได้แล้วเดี๋ยวจะพาลให้ขนมของยายเสียหมด” ยายมาลีรีบโบกมือไล่หลานชายตัวน้อยออกไปด้านนอกด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู
“ถ้าอย่างนั้น ปีย์ไปเล่นกับพี่ศิลานะ”ปีย์รีบตอบกลับเสียงใส ภายในใจโลดแล่นไปหาพี่ชายข้างบ้านอย่างนึกสนุก
“ไปเถอะ...แล้วอย่ากลับมาค่ำนักเล่าเดี๋ยวงูเงี้ยวเขี้ยวขอจะกัดเอา”
ปีย์ชนกรีบวิ่งออกไปในทันที เพื่อไปหา “ศิลา”เด็กชายผิวขาวอมชมพู ดวงตากลมโตเป็ประกาย ผมตัดสั้นเกรียนตามระเบียบ ศิลาอาศัยอยู่บ้านข้างๆกับมารดาและคุณยายเช่นกัน บิดาของศิลาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุั้แ่เขายังแบเบาะทำให้ศิลาเติบโตมาภายใต้การดูแลของสตรีทั้งสองวัย บางทีความคล้ายคลึงในชีวิตของการไร้บิดาทำให้เด็กชายทั้งสองต่างรู้สึกผูกพัน และเห็นอกเห็นใจกันอย่างยิ่งนั่นทำให้ทั้งสองยิ่งสนิทสนมกันอย่างมาก
“พี่ศิลา...รอก่อนสิ” เสียงเล็กๆของปีย์ชนกดังตามหลังเด็กชายที่วิ่งนำหน้าไปบนทางเดินภายในสวน ศิลาในวัยสิบห้าปีหันกลับมายิ้มให้ปีย์ชนกในวัยสิบขวบใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำพร้อมเสียงลมหายใจหอบเหนื่อยเพราะแรงวิ่ง
ปีย์ชนกในวัยเยาว์มักจะตามติดศิลาแจ เขาคอยมองพี่ชายข้างบ้านด้วยสายตาชื่นชมและเทิดทูนศิลาเป็เหมือนดวงอาทิตย์ในโลกอันมืดมิดของเขา เป็ทั้งพี่ชายที่คอยดูแลปกป้องเพื่อนเล่นที่สนุกสนาน และฮีโร่ผู้กล้าหาญที่ปีย์ชนกใฝ่ฝันที่จะเป็เหมือนทุกการกระทำ ทุกคำพูดของศิลาล้วนมีอิทธิพลต่อความคิดและความรู้สึกของปีย์ชนกความผูกพันในวัยเด็กค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาอย่างลึกซึ้งโดยที่เ้าตัวเองก็ยังไม่ทันได้เข้าใจความหมายที่แท้จริง
“วิ่งช้าจังนะปีย์” ศิลาแซวพลางยื่นมือมาจับมือเล็กๆของน้องชายข้างบ้านอย่างเอ็นดู
“ก็พี่ศิลาวิ่งเร็วนี่นา”ปีย์ชนกบ่นอุบอิบ แต่ก็ยอมให้ศิลาจูงมือพาเดินต่อไป ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังใต้ต้นมะม่วงต้นหนึ่งซึ่งทั้งศิลาและปีย์ชนกได้ช่วยกันก่อไม้เล็กๆเป็ดั่งฐานทัพของพวกเขาทั้งสอง
ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ศิลาสอนปีย์ชนกปีนป่ายต้นไม้เล่านิทานผีที่ทำให้ปีย์ชนกหวาดกลัวจนต้องซบหน้ากับแผ่นหลังกว้างของพี่ชายและแบ่งขนมที่พกมาให้กันและกัน ความใกล้ชิดและความผูกพันค่อยๆถักทอเป็สายใยที่แน่นแฟ้นในหัวใจของเด็กชายทั้งสอง
กระทั่งเมื่อปีย์ชนกอายุได้สิบห้าปี “องอาจ”บิดาของปีย์ชนกก็ได้ก้าวเข้ามาในชีวิตของเขาอีกครั้ง “คุณแม่ครับ...ผมอยากรับตัวปีย์กลับไปเลี้ยงดู”เสียงเข้มที่ฟังดูเคร่งเครียดพร้อมสีหน้าและท่าทางที่ดูจริงจังเพ่งมองไปยังหญิงชราตรงหน้า
“เชิญคุณออกไปเถอะปีย์อยู่กับฉันก็สุขสบายดี” ยายมาลีกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ขุ่นเคืองภาพของช่อผกาที่ร้องห่มร้องไห้กับเธอยังคับแน่นอยู่ภายในอก ชายตรงหน้าที่พร่ำบอกว่ารักลูกสาวของตนอย่างสุดหัวใจแต่แล้วความจริงกับปรากฏขึ้นว่าเขามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายอยู่ก่อนแล้ว สร้างความเจ็บช้ำและเสียใจให้กับลูกสาวของตนเป็อย่างมากเธอจึงตัดสินใจอุ้มท้องใกล้คลอดหนีกลับมาหาตนที่นี่ และสุดท้ายเมื่อช่อผกาคลอดปีย์ชนกได้เพียงไม่นานร่างกายและจิตใจที่อ่อนแอลงทุกวันก็ทำให้เธอต้องลาจากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
“คุณแม่ครับ...ผมรู้ว่าคุณแม่ยังคงโกรธผมอยู่แต่ว่าปีย์ก็เป็ลูกชายของผมเหมือนกัน ปีย์ไปอยู่กับผมเขาต้องมีอนาคตและความสะดวกสบายมากกว่านี้แน่”องอาจยังคงดื้อดึงเพื่อรับตัวลูกชายของเขากลับไป ั้แ่ช่อผกาหนีออกจากบ้านมาเขาก็พยายามตามหาเธออย่างสุดกำลังแต่ถึงกระนั้นเขาเองก็ยังคงต้องเกรงใจคุณหญิงอรุณีอยู่หลายส่วนแต่เมื่อหลายปีผ่านไปเขากับคุณหญิงอรุณีกลับมีเพียงลูกสาวสองคนดังนั้นเขาจึงใช้โอกาสนี้ยื่นคำขาดเพื่อรับตัวปีย์ชนกเข้าไปอยู่ในบ้านของตนให้จงได้
เสียงถอนหายใจหนักดังขึ้นพร้อมสีหน้าที่บึ้งตึงและเคร่งเครียดของยายมาลีดังขึ้นมาเฮือกใหญ่“อย่าหาว่าฉันไล่เลยนะ แต่คุณควรออกไปจากบ้านของฉันได้แล้วบ้านของฉันไม่ต้อนรับคุณ”