ตอนที่ 28 ความเคลื่อนไหวที่รุนแรง
แสงจันทร์สาดส่อง วันเวลาได้ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ทันไรก็ผ่านพ้นไปได้หนึ่งเดือน สันเขาผานเสอในตอนนี้ที่คล้ายกับได้กลายเป็นดินแดนของเผ่าอสรพิษไปโดยปริยาย อสรพิษที่ทั้งประหลาดทั้งหลากหลาย กำลังรุกล้ำเข้าสู่ดินแดนเทือกเขาในแต่ละแห่ง จนทำให้สิ่งมีชีวิตอื่นล้วนแต่เกิดความกลัวเกรงมากเป็นพิเศษ จนต้องหลบลี้หนีหน้าไปจากเทือกเขาไปตั้งแต่แรก ไม่ทันไรสันเขาผานเสอก็ได้กลายเป็นเหมือนอย่างที่สมญานามเอาไว้กันแล้ว (ผานเสอ=ถิ่นอสรพิษ) และเฮยเสวียนเองก็ไม่ได้ทำให้เจวี๋ยหวู่หมิงต้องผิดหวัง อีกทั้งยังได้ใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือน ทำการระดมพลเผ่าอสรพิษทั่วทั้งเทือกเขาผานเสอมาได้จนหมดสิ้น โดยที่ได้รวมตัวกันอยู่บนสันเขาผานเสอ นี่จึงเกิดเป็นภาพทิวทัศน์ของการรวมตัวจากหมื่นอสรพิษขึ้น ด้วยผลงานที่มันได้ทำมา จึงได้ทำให้เจวี๋ยหวู่หมิงเห็นมันเป็นเหมือนกับไป่ชือ และเข้าผูกพันธะและกลายเป็นสัตว์เลี้ยงของตัวเองไป นับจากเวลานี้เอง มันก็ยิ่งมีความจงรักภักดีต่อเจวี๋ยหวู่หมิงจนเรียกได้ว่ามีร้อยก็ให้เต็มร้อยกันแล้ว จนไม่มีทางที่จะทรยศหักหลังเป็นอันขาด ผลดีอีกข้อนั้นก็คือ เจวี๋ยหวู่หมิงเองก็สามารถสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวของมันได้ตลอดเวลา ต่อให้เป็นวันสิ้นโลก ก็ยังสามารถออกคำสั่งกับสัตว์เลี้ยงได้ตลอดเวลา ในช่วงเวลาภายในหนึ่งเดือนมานี้ จนเจวี๋ยหวู่หมิงทำให้การบ่มเพาะในระดับแปรลักขณาขั้นสูงสุดสามารถอยู่ในระดับที่มั่นคงได้อย่างสมบูรณ์ จนเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบจนไม่ข้อบกพร่องกันแล้ว ที่ทำให้เขารู้สึกแปลกใจก็คือ ในช่วงเวลานี้ถึงกับไม่ได้มีคนเข้ามาเพื่อรายงานอะไร เมื่อในตอนนั้นเองก็ได้ปล่อยกากเดนชาวยุทธ์ออกไปอยู่หลายคน แต่พวกเขาถึงกับไม่ได้คิดที่จะมาสร้างความวุ่นวายให้แก่เขาไม่ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจแม้แต่น้อย ด้วยพลังของเขาในตอนนี้ ขอเพียงไม่ไปยุแหย่สำนักชื่อเองที่มีชื่อเสียงอยู่ในพิภพไซอิ๋ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหวาดกลัวแต่อย่างไร เขาที่ได้ออกมาจากการเก็บตัว ก็ได้เรียกระดมพลฝูงงูทั้งหมดมา และกำลังพาพวกมันเดินทางเข้าสู่สันเขาซุ่ยเหยี๋ยนไป เป้าหมายในการเดินทางครั้งนี้ถือว่าเดาได้ไม่ยาก นั่นก็คือเพื่อการล้างแค้น! เมื่อหลายเดือนก่อน นางพญางูจิตบริสุทธิ์ผู้เป็นมารดาผู้ให้กำเนิดไข่งูมา กลับต้องถูกอสูรจิ้งจอกที่เจ้าเล่ห์ทำร้ายเข้า เจวี๋ยหวู่หมิงที่ช่วงชิงชีวิตจากไข่งูใบนี้มา ในเวลาเดียวกันก็เป็นเพราะตกอยู่ในสถานะเช่นนี้ ดวงจิตที่เป็นเจ้าของร่างเดิมเองก็ได้กลายเป็นเพียงสำนึก ถ้าหากไม่ทำการล้างแค้นแทนมัน กลัวว่าอาจจะเป็นสิ่งที่คอยพัวพันในชั่วชีวิตนี้ของเขาไปตลอดกาล ดังนั้น ก็ยังถือว่าเป็นการทำเพื่อตัวเองอยู่ หากคิดที่จะบ่มเพาะได้อย่างสงบ ก็มีแต่ต้องขจัดทิ้งซึ่งตัวการที่มาทำร้ายนางพญางูจิตบริสุทธิ์ ตามความเป็นจริง เมื่อมีคุณก็ต้องทดแทน เมื่อมีแค้นก็ต้องชำระ ยังไงก็ถือเป็นแนวทางของเขาเหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้น พลังของเขาในตอนนี้ ถ้าเทียบกับความแกร่งกล้าของมหาอสูรจิ้งจอกนั้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว คล้ายกับว่าไม่ได้มีอะไรให้ต้องลังเลรีรออีกแล้ว เมื่อเขาได้ตัดสินใจขึ้นมาแล้ว ก็ต้องก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการล้างแค้นแล้วเท่านั้น สันเขาซุ่ยเหยี๋ยนไม่ได้อยู่ห่างไปจากสันเขาผานเสอมากมายนัก ถ้าหากกระตุ้นใช้เคล็ดดำดิน ก็ยังเป็นเพียงเรื่องที่จัดการได้ในเวลาอาหารหนึ่งมื้อเท่านั้น ถึงแม้จะเป็นการพาเผ่าอสรพิษนับพันหมื่นออกเดินทาง แต่ก็ใช้เวลาไม่นาน ก็ได้มาถึงที่หมายอย่างรวดเร็ว ในตอนที่มีเจวี๋ยหวู่หมิงกับเฮยเสวียนคอยนำทัพ ฝูงงูนับไม่ถ้วนได้โยกย้ายเคลื่อนพลดุจดั่งคลื่นสมุทร องอาจเกรียงไกรสุดเลิศล้ำ ข้ามผ่านพ้นต้นไม้ใบหญ้าจนไม่อาจงอกเงยขึ้นได้ และเป็นเหตุที่ทำให้สิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนต้องหลบหนีเพื่อเอาชีวิตรอด ที่น่าชังก็คงจะเป็นเพราะตัวเองมีขาเท้าน้อยเกินไป ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ แทบจะไม่ได้มีสิ่งใดที่เห็นฝูงงูเหล่านี้เห็นเป็นที่ขัดตาหรือกล้าที่จะมายุแหย่หาเรื่องด้วย ดังนั้นตลอดเส้นทางจึงไม่ได้เกิดเรื่องที่เนื้อความคาดหมายอะไร จึงเป็นสาเหตุที่แทบจะใช้เวลาไม่ถึงสามวันก็ได้มาถึงตีนเขาของสันเขาซุ่ยเหยี๋ยนแล้ว สันเขาซุ่ยเหยี๋ยนไม่ถือว่าใหญ่โตมากนัก ที่มีความสูงเพียงพันจั้งเท่านั้น กินอาณาบริเวณพื้นที่โดยรอบไปหลายสิบลี้ บนยอดเขายังถือเป็นแหล่งกำเนิดพลังลมปราณ ส่วนจุดที่ดูเหมือนกับเป็นสถานที่พิเศษ ก็คือดินทรายสีชาด ดินทรายชาดชนิดนี้กลับส่งผลดีและประโยชน์กผู้บำเพ็ญธาตุอัคคี ในยามนั้นที่นางพญางูจิตบริสุทธิ์บ่มเพาะ《เคล็ดเทวะเพลิงอัคคี》 ดินทรายชาดเองก็ถือเป็นวัตถุที่มีความจำเป็นอย่างหนึ่ง ภายหลังสถานที่แห่งนี้ได้ถูกอสูรจิ้งจอกที่บ่มเพาะมนตราคาถาธาตุอัคคีพบเข้าไม่ทันตั้งใจ จนกลายเป็นตัวชักนำความโลภของเขาเข้าทันที โดยที่สบโอกาสในเวลาที่นางพญางูจิตบริสุทธิ์หลังจากที่กำเนิดบุตรจนต้องสูญสิ้นซึ่งปราณต้นกำเนิดไปครั้งใหญ่ จึงได้บุกเข้ามาถึงที่ โดยที่ชักนำเภทภัยนี้เข้ามา ภายในดินทรายชาดที่ไม่ได้ห่างไกลมากนัก ยังสามารถพบเห็นประตูหินบานหนึ่งได้ ที่ด้านบนประตูยังได้แขวนเอาไว้ด้วยแผ่นหิน โดยที่สลักเอาไว้ด้วยตัวอักษรอยู่หกตัว—— “ถ้ำซุ่ยเหยี๋ยนสันเขาซุ่ยเหยี๋ยน” เพียงแต่พบว่าในตอนที่มองเห็นประตูหินเปิดออก ดอกหญ้าด้านหน้าประตูแทบจะไม่มีเค้าความยุ่งระเกะระกะ แต่กลับมีร่องรอยของการถูกเหยียบย่ำทิ้งไว้ได้อย่างชัดเจน ที่ด้านข้างประตูหินสองฟากได้มีอสูรจิ้งจอกน้อยถือเสียมไว้ในมืออยู่สองตัว กำลังอยู่ในท่าทีที่เกียจคร้าน จนคล้ายกับอยู่ในสภาพหลับในเลยก็มิปาน “ผู้ใดกัน?” ในส่วนนี้ยังได้มีอสูรน้อยจิ้งจอกอีกตนหนึ่ง ที่ใบหูผึงขึ้น จนคล้ายกับไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวอะไร พร้อมกับมีสีหน้าเปลี่ยนไป จากนั้นก็ได้ตะโกนขึ้นเสียงดังก้องกังวาน “แย่แล้ว ในอากาศได้มีกลิ่นคาวเลือดกับกลิ่นอายอสูร!” อสูรน้อยจิ้งจอกอีกตนหนึ่งก็รู้สึกผิดปกติขึ้นเหมือนกัน พร้อมกับเก็บสีหน้าที่เกียจคร้านเมื่อครู่นี้ไป เปลี่ยนเป็นสีหน้าที่เผยออกมาด้วยความระแวดระวังออกมา “อา?นั่นมันเป็นอะไร——” อสูรจิ้งจอกสองตนถึงกับโพล่งขึ้นด้วยอาการตกใจในเวลาเดียวกัน ภายในแววตายังเผยอาการแตกตื่นตกใจ เพียงแค่พบว่าที่ตีนเขา ได้เกิดเป็นมหาสมุทรกว้างใหญ่สุดไพศาลที่แสนงดงาม กำลังซัดสาดเข้ามาอย่างคลุ้มคลั่ง เพียงพริบตาเดียว ก็ได้มาถึงยังจุดที่ไม่ห่างไกลออกไปจากไหล่เขามากนัก แต่ตอนนี้ ในที่สุดพวกเขาก็เห็นกันชัดเจน ว่าแท้จริงแล้วสิ่งนี้คืออะไร นี่มีอย่างที่ไหนที่เรียกว่าเป็นมหาสมุทรกัน แต่กลับเห็นฝูงงูที่ปกคลุมอยู่ทั่วหุบเขานั้นเอง! สภาพที่เหมือนกับเป็นคลื่นยักษ์ซัดสาดเข้ามานั้น เห็นได้ชัดว่าผู้มาเยือนไม่ได้มาดีอย่างแน่นอน! ขณะที่เจวี๋ยหวู่หมิงยิ่งเข้าไปใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ อารมณ์ที่เศร้าสร้อยภายในใจก็ยิ่งจะมีแต่พลุ่งพล่านขึ้นไม่หยุด เขารู้ดีว่าความคิดจากสำนึกที่มาจากเจ้าของร่าง แต่ถึงอย่างนั้นเขาเองก็ไม่ได้มีความคิดที่จะไปหยุดยั้งหรือห้ามปรามไม่ มีแต่การทำให้สำนึกได้รับการถ่ายทอดออกมา และสมหวังขึ้นแล้ว มันก็จะสามารถหลุดพ้นได้ ภายใต้ผลกระทบที่เกิดจากภายในส่วนลึกของสำนึก ภายในสมองที่ปรากฏฉากที่นางพญางูจิตบริสุทธิ์ประสมกับเคราะห์ร้าย แล้วยังแววตาที่เต็มไปด้วยความรักและเอ็นดูของนาง ความรู้สึกแสนเจ็บปวดรวดร้าวจนทำให้ร่างกายของเขาถึงกับต้องสั่นสะท้านขึ้นมา แม้แต่แววตาที่เล็กเรียวของความเป็นอสูร ยังได้สาดเป็นประกายสีแดงฉานอันเย็นเยียบ ดุจดั่งเผาไหม้ไปได้ทั้งฟ้าทั้งดินไปเลยก็มิปาน กลิ่นอายอสูรที่ท่วมท้นไปทั้งฟ้าได้แผ่ซ่านออกมาจากภายในร่างกายของเขา ด้านหลังของเขายังได้มีเกิดเป็นคลื่นเงาภาพมายาของงูเหลือบยักษ์รวมตัวกันขึ้นมาเป็นสาย จนทำให้ทั่วขุนเขาคล้ายกับตกอยู่ในภาพที่สั่นไหวกันอยู่สักพัก ช่วงนี้ประจวบอยู่ในระหว่างผลัดเปลี่ยนฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูร้อนจนทำให้เกิดเป็นภาพที่งดงามของสรรพสิ่ง แต่ทันทีที่ตกอยู่ภายใต้รังสีฆ่าฟันอันรุนแรงของเขา ถึงกับทำให้ทั่วสันเขาซุ่ยเหยี๋ยนเริ่มเกิดความหนาวเหน็บเข้าปกคลุมเป็นระลอก หมื่นพงไพรดอกหญ้าล้วนแต่เหี่ยวเฉา กระทั่งใบไม้ก็ยังต้องโรยรินหลุดออกจากต้นดั่งสายฝน “เจ้าเจ้าเจ้า……เจ้า……เป็นผู้ใด!” สองอสูรจิ้งจอกน้อยที่คอยดูแลประตูถ้ำถึงกับรู้สึกสั่นสะท้าน ดูไปแล้วหวาดกลัวจับใจ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่พวกเขา ได้เคยพบพานกับพลังอำนาจที่น่ากลัวกันเช่นนี้มาก่อน ต่อให้แม้แต่อยู่เบื้องหน้าองค์เหนือหัวก็ยังหาได้เคยเกิดความรู้สึกเช่นนี้ให้ได้เห็นกัน สองอสูรจิ้งจอกปากแห้งลิ้นกร้าน กำลังจ้องมองไปที่เงาคนที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน กระทั่งจิตใจถึงกับเกิดความหนาวเหน็บขึ้นโดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว ในสายตาของอสูรจิ้งจอกทั้งสอง เจวี๋ยหวู่หมิงที่สวมอาภรณ์สีแดงเลือดตระหง่านอยู่เบื้องหน้ากองทัพทะเลงู คล้ายกับเป็นสัตว์ร้ายก่อนประวัติศาสตร์เลยก็มิปาน ความรู้สึกที่น่าแตกตื่นตกใจ จนทำให้ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดที่พบพานก็พอจะเข้าได้ว่าจะต้องเป็นผู้นำของกองทัพทะเลงูอย่างไม่ต้องสงสัย “เหอะเหอะ……พวกเจ้าต้องตายทั้งหมด……จงตายกันให้หมด……อย่าได้คิดที่จะมีชีวิตรอดแม้สักคนเดียว!” เสียงอันเยือกเย็นและทุ้มต่ำได้ดังสะท้อนก้องอยู่ด้านนอกของถ้ำ ดั่งเสียงมาจากพญายมแห่งขุมนรกชั้นที่เก้า เปี่ยมล้นไปด้วยเจตจำนงของการฆ่าฟันอย่างแท้จริง โดยที่ได้ลอยมาตามสายลม เกิดเป็นสภาวะที่กดดันกันเข้ามา จนเหมือนกับว่าเย็นเยือกไปทั้งดวงจิต...