ตำบลเทียนเฉียว ชนบทนอกเมือง เวลาพลบค่ำ
แสงอาทิตย์สีเหลืองเข้ม ครอบคลุมขอบฟ้า บังเกิดรัศมีเรืองรองฉายฉานประดุจม่านฟ้าถูกคลี่คลุม ด้วยแพรทองผืนใหญ่ คล้ายอาทิตย์ร้อนแรงเร่งเร้าประกาศศักดา มิยินยอมให้สิ่งใด มาลดทอนพลานุภาพแห่งมันแม้ในยามกำลังจะลาลับ
ทว่าประกายเจิดจ้า แห่งม่านแสงยามอัสดง กลับต้องอันตรธานไปในพริบตาทันทีเมื่อประกายรัศมีเจิดจำรัส ทอดกระทบสิ่งสิ่งหนึ่ง...
เกล็ดหิมะสีขาวละเอียด นุ่มนวลประดุจใยไหม...
บัดนี้มันได้ถืออภิสิทธิ์ เข้ายึดครองผืนดินทุกหนแห่ง ไม่ยินยอมละเว้นแม้ปลายยอดหญ้าอันอ่อนไหวและบางเบาอย่างยิ่ง ตำบลแห่งนี้ตั้งอยู่นอกมหานครใหญ่ริมฝั่งฉางเจียงประมาณสิบลี้
มหานครแห่งนั้น เป็เมืองท่าค้าขายสำคัญด้วยมีแม่น้ำฉางเจียงเป็ดุจเส้นเืใหญ่สถานที่นี้จึงกลายเป็สะพานเชื่อมสายหลัก ใช้เป็แหล่งพักสินค้าจากเมืองต่าง ๆก่อนขนย้ายถ่ายลำเลียงต่อไป ยังมหานครแห่งความมั่งคั่ง
ตำบลเทียนเฉียว มีถนนสายใหญ่ตัดผ่านกลาง คลาคล่ำไปด้วยผู้คน รถม้าเกวียนบรรทุกสินค้าตลอดเวลา พื้นดินถูกล้อเกวียน เกือกม้าเหยียบย่ำจนอัดแน่นดุจปูลาด ด้วยแผ่นหินหนาแกร่ง พ่อค้าใหญ่ พ่อค้าเล็ก ผู้คนต่างถิ่นผ่านมาผ่านไปไม่ทราบแต่ละวัน มีจำนวนมากมายเพียงใด
บ่อนพนันน้อยใหญ่ ไม่เคยว่างเว้นผู้คน โรงเตี๊ยมโอ่โถง มักไม่เหลือห้องว่างหากเป็เพียงผู้เดินทางผ่านมา โดยมิได้จองล่วงหน้า ยากยิ่งจะหาห้องพักได้สำนักคณิกาของที่นี่เลื่องชื่ออย่างยิ่ง สถานที่นี้ไม่เคยเงียบเหงาเช่นกัน
นับเป็ชนบทนอกเมือง ที่มีชีวิตชีวายิ่ง
ผู้คนต่างแสวงหาความสุขใส่ตัว ได้เต็มที่อย่างยิ่ง
แสงไฟภายในโรงเตี๊ยม และสำนักคณิกา ไม่เคยดับสนิท จนรุ่งอรุณของวันใหม่
ทว่าในหลายวันนี้ เกิดปรากฏการณ์พิสดาร ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนทำให้ตำบลอันคึกคักยิ่ง กลายเป็เงียบเชียบราวดินแดนร้าง!
เหตุเนื่องเพราะ หิมะตกหนักอย่างต่อเนื่อง ร่วมหนึ่งอาทิตย์แล้ว...
ถนนใหญ่ทางสายหลัก ถูกหิมะสุมหนาปิดทางเข้าออก กองเกวียนบรรทุกสินค้าไม่สามารถผ่านไปมาได้ เหลือเพียงทางเดินเท้าสายเล็กเส้นเดียวใช้สัญจรไปมาอย่างยากลำบาก
สินค้ามากมาย ตกค้างอยู่ที่นี่หลายวันแล้ว พ่อค้า นักเดินทางคนของสำนักคุ้มกันภัย ต่างต้องนั่งจับเจ่าอย่างไร้จุดหมาย ร้านค้าตลาดสดร้านขายของชำ พากันพร้อมใจ หยุดกิจการจนหมด
ผู้คนต่างซ่อนกาย อยู่ในบ้านช่องห้องพัก นั่งอุ่นเหล้าเปรี้ยวฝาดกลิ่นฉุนเฉียว จนร้อนเพียงพอ ลวกกระเพาะลำไส้ตนเอง และมิตรสหายบ้างมุดตัวอยู่ใต้ผ้านวมอุ่นหนา อิงไออุ่นโฉมสะคราญยามธรรมชาติเป็อริกับผู้คนเยี่ยงนี้ แม้มีธุระรีบร้อนปานใด ย่อมไม่มีผู้ใดยินยอมออกจากที่พักเพื่อไปกระทำเื่ราวใดเป็แน่
กระทั่งรุ่งสางวันนี้ หิมะจึงหยุดตก...
ทว่าปรากฏการณ์พิสดาร กลับมิได้สูญสลาย...
เพลานี้ หน้าโรงเตี๊ยมจูเย่ชิง โรงเตี๊ยมเลื่องชื่อที่สุดกำลังเกิดเหตุพิสดารขึ้นอีกเื่หนึ่ง!
บุรุษวัยกลางคน สวมชุดขาวผู้หนึ่ง รูปร่างสูงใหญ่ กว่าคนทั่วไปเกือบศอกออกมายืนกลางถนน อันปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน...
ร่างสูงใหญ่ ตั้งตระหง่าน แน่วนิ่งประดุจคันทวน ชายแขนเสื้อยาวโบกสะบัดบังเกิดเสียงดังพรึบ ๆ โต้กระแสลมแรง สายลมหนาวคมกริบ แทบบาดผิว โชยปะทะไม่ขาดระยะระลอกแล้วระลอกเล่า
กระนั้นเ้าของร่าง ภายใต้ชุดยาวขาวสะอาด กลับมิได้แสดงอาการสะทกสะท้านสักน้อยนิด ราวร่างนั้นมิได้ประกอบด้วยเืเนื้อหากคล้ายเป็รูปปั้นโลหะ ถูกหลอมสร้างขึ้น จากเหล็กทองแดง
ใบหน้าบุรุษผู้นี้ ขาวซีดประหนึ่งไร้โลหิต คิ้วหนาดกขาวดุจหิมะหางคิ้วทิ้งยาวลงมา เกือบจรดติ่งหู เคราเงินละเอียดจรดหน้าอก ส่องประกายวับวาวดุจถักทอจากไหมเนื้อดี
มือแข็งแกร่ง หยาบหนาทั้งคู่ ซุกไว้ในแขนเสื้อยาว
ดวงตาคู่นั้นหลุบต่ำ คล้ายปิดลง ดั่งคนครึ่งหลับครึ่งตื่น...
ทว่าบุรุษชุดขาว มิได้กำลังสะลึมสะลือ ใกล้หลับอย่างแน่นอน
เนื่องเพราะทุกสัดส่วน ในร่างสูงใหญ่ เปี่ยมความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ยิ่งดวงตาซึ่งคล้ายปิดสนิทกลับยังฉายประกายคมกล้าเรืองโรจน์
ผู้ใกล้หลับ ไหนเลยมีประกายตาเช่นนี้...
เหตุซึ่งบุรุษชุดขาว ยังไม่ยอมลืมตา เพราะมันรู้สึกเวลานี้ไม่จำเป็ต้องกระทำเช่นนั้น
มันคิดถนอม ดวงตาทั้งคู่ให้มากไว้ อีกสักครู่ดวงตาของมันต้องเผชิญงานหนักอย่างยิ่ง
บุรุษชุดขาวทราบดี หากมันไม่สามารถรวบรวมพละกำลังเร่งเร้าสมาธิจนถึงขีดสูงสุด ไม่เพียงั์ตาทั้งสองข้าง จำต้องปิดไปตลอดกาลกระทั่งลมหายใจของมัน ก็ต้องขาดห้วงลงโดยพลัน!
ในที่สุด เวลาซึ่งมันจำเป็ต้องใช้ ดวงตาทั้งสองข้างก็มาถึง...
เนื่องเพราะคนที่มันรอคอย เดินออกมาแล้ว...
เป็บุรุษสองคน คนหนึ่งสวมชุดยาวสีเขียว อีกคนสวมชุดสีน้ำเงินเข้ม...
บุรุษทั้งสอง ความสูงต่ำไล่เลี่ยกัน ก้าวอย่างไม่รีบร้อน ออกจากประตูใหญ่ของโรงเตี๊ยมจูเย่ชิง
สัดส่วนรูปร่างพวกมัน ต้องนับว่าไม่สูงเลย เมื่อเทียบกับชาวจงหยวนทั่วไปหากยืนประจันหน้ากับบุรุษชุดขาว คงอยู่เพียงระดับไหล่เท่านั้น...
ทว่าทั้งคู่กลับดูไม่ต่ำเตี้ย ทั้งไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนว่า พวกมันเตี้ยต่ำโดยเด็ดขาด
เพราะทุกคนทราบ มันสองเป็คนของหมู่ตึกบูรพาทั้งมีศักดิ์ศรีในหมู่ตึกสูงอย่างยิ่ง
หมู่ตึกบูรพาเป็หนึ่งในตระกูล ทรงอิทธิพลที่สุดในยุทธจักรปัจจุบัน!
บุรุษผู้สวมชุดสีน้ำเงินเข้ม เป็บุรุษหนุ่มหน้าขาว เค้าหน้าหล่อเหลาสีหน้าแช่มชื่นปลอดโปร่ง สวมเสื้อผ้าอาภรณ์เนื้อดีตัดเย็บประณีต ชุดในยาวสีขาวไม่ต่างจากชาวยุทธ์ทั่วไป แต่เสื้อสีน้ำเงินเข้มตัวนอก ปักลวดลายสวยงามอย่างที่ไม่มีผู้ใด เคยพบเห็นมาก่อน กางเกงยาวซึ่งสวมใส่ยิ่งดูรุ่มร่ามอย่างไรพิกล
เยี่ยงนี้ มิใช่ชุดแต่งกาย ชาวจงหยวนอย่างแน่นอน ยังมีดาบเรียวยาวซึ่งเสียบอยู่ข้างเอว...
นั่นก็มิใช่ดาบของชาวจงหยวน...
ดาบเรียวยาวกว่ากระบี่ทั่วไป หนึ่งเชียะเศษ ด้ามเก่าคร่ำคร่าฝักสีดำสนิทไม่มีลวดลายใด
ทั่วทั้งตัวบุรุษหนุ่ม มีเพียงดาบเล่มนี้ที่เรียบง่ายแตกต่างจากลักษณะผู้เป็เ้าของ
ยามคนทั่วไปจ้องดูมัน สิ่งสะดุดตาที่สุด กลับเป็ดาบเล่มนี้เอง...
ส่วนบุรุษผู้สวมชุดสีเขียว มีวัยล่วงเลย จนจอนผมเริ่มปรากฏ สีขาวแซมประปรายสีหน้ามิแข็งกระด้าง มิดุดัน ยิ่งไม่เคร่งเครียดบึ้งตึง
ทว่าเฉยชา...เฉยชาไร้อารมณ์ความรู้สึก ดั่งไม่ยินดียินร้ายต่อสรรพสิ่งในใต้หล้า...
การแต่งกายของบุรุษชุดเขียวผู้นี้ เป็แนวเดียวกับบุรุษหนุ่มหน้าขาวเพียงแต่เรียบง่ายกว่า สวยงามน้อยกว่า เสื้อผ้าเนื้อธรรมดาสามัญยิ่งร้านขายผ้าทุกร้าน ต้องมีผ้าชนิดนี้เป็จำนวนมากแน่นอน
ธรรมดาสามัญ กระนั้นกลับดูไม่ซอมซ่อ เป็เพียงเรียบง่ายธรรมดาเสื้อคลุมยาวสีเขียวเข้มเรียบง่าย ไม่มีลวดลายใดปักเย็บบนนั้นทั้งสิ้น
ดาบเรียวยาวกว่ากระบี่ทั่วไป หนึ่งเชียะเศษย่อมคาดอยู่ที่เอวบุรุษชุดเขียวผู้นี้...
นับเป็ดาบซึ่งชาวยุทธ์ทุกผู้ เห็นตรงกันว่า รวดเร็วที่สุดในแผ่นดินยุคนี้!
แวบแรก เมื่อได้เห็นบุคคลเช่นนี้ ยืนเบื้องหน้าตน ไม่ว่าผู้ใดต้องมองออกบุรุษชุดเขียวมิใช่คนธรรมดาสามัญ อย่างแน่นอน
เนื่องเพราะ บุคคลผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงเท่านั้นจึงยินยอมกระทำตนเป็คนสามัญ
ยิ่งดำรงตนธรรมดาสามัญ กลับยิ่งขับเน้น บุคลิกอันทระนงองอาจ
เพราะมีเพียงคนประเภทนี้เท่านั้น ซึ่งสำนึกได้ว่าคุณค่าแท้จริงของตนอยู่ที่ใด...
หลังหิมะตกอย่างหนัก บรรยากาศหนาวเหน็บ กระนั้นคนทั้งสาม สวมเสื้อผ้าเบาบางราวทั้งหมดนัดหมายกัน มาชมโบตั๋นในฤดูชุนเทียน
หน้าต่างบ้านช่อง ร้านค้า ทุกบานบนถนนสายใหญ่ เปิดออกจนหมดสิ้น
ผู้คนต่างเบียดเสียดผลักดันกัน หวังชะโงกหน้าลงมายังถนนเบื้องล่างทุกผู้ล้วนใส่เสื้อผ้าหลายชั้น ทั้งกระชับอาภรณ์ตนเองตลอดเวลาต่างยื้อแย่งยึดกุมทำเลตำแหน่ง ซึ่งสามารถมองเห็น สภาพการณ์ชัดเจนที่สุด
เด็กรับใช้หลายคน รีบวิ่งกุลีกุจอ ยกโต๊ะกับเก้าอี้อีกหลายตัวออกจากโรงเตี๊ยมจูเย่ชิง นำมาตั้งเบื้องหน้าบุรุษหนุ่มหน้าขาวจัดแจงปูโต๊ะด้วยผ้าอย่างดี สุราหอมกรุ่นชั้นดีอุ่นจนร้อนแล้วอาหารหลายจานถูกยกมาตั้ง อาทิ เนื้อลูกแพะตุ๋น เนื้อนกเจ็ดชนิดผัดน้ำมันหอยไก่ขอทานหอมกรุ่น ยังมีเต้าหู้ทรงเครื่องที่ขาวราวหิมะ
ทว่าเพียงครู่ สิ่งซึ่งขาวราวหิมะอย่างแท้จริง จึงเดินเข้ามา
‘เยว่จื่อ’กับ ‘อวี้หยวน’ คณิกาเลื่องชื่อแห่งนครหลวง กลับยินยอมเดินทางมาตำบลแห่งนี้...
เนื้อหิมะขาวละเอียด กลับต้องกลายเป็ขุ่นมัว ยามเผชิญกับพวกนางเสียดายเวลานี้พวกนาง ต่างสวมอาภรณ์ทั้งหนาทั้งมิดชิด มีเพียงใบหน้าเรียวมนซึ่งไร้อาภรณ์ปกปิด
พวกนางเดินแช่มช้อย มานั่งข้าง ๆ บุรุษหนุ่มเ้าสำราญ ผู้สวมชุดราคาแพงเนื้อผ้าแปลกตา
บุรุษหนุ่มนับว่าหล่อเหลายิ่ง หน้าขาวคิ้วบางเรียวสีดำสนิทใบหน้าไร้ริ้วรอยใด ๆ ปราศจากหนวดเคราแม้สักเส้น สัดส่วนต่าง ๆ บนใบหน้าล้วนอยู่ในที่ที่เหมาะสมอย่างยิ่ง
ด้วยใบหน้าเช่นนี้ หากมันเป็เพียงบุตรหลาน ชาวบ้านชาวนาสามัญคาดว่ายังต้องมีดรุณีน้อยใหญ่ มากลุ้มรุมให้วุ่นวายใจไม่หยุดหย่อน
อย่าว่าแต่บุรุษหนุ่มหน้าขาว มีฐานะเป็ถึง กงจื่อผู้สืบทอดหมู่ตึกบูรพา!
เื่ดรุณีน้อยใหญ่ ไหนเลยต้องพูดถึงอีก...
‘โยชิโอกะริวจิ’ ไม่มีเวลาว่างแม้แต่น้อย เดี๋ยวป้อนไก่ขอทานเยว่จื่อเดี๋ยวดื่มเหล้าจากอวี้หยวน เดี๋ยวเล่นทายมือกับเยว่จื่อ ไม่ว่าฟ้าถล่มดินทลายริวจิคล้ายไม่สนใจ สีหน้ายังแช่มชื่น ริมฝีปากประดับรอยยิ้มกรุ้มกริ่มจ้องดรุณีทั้งสองไม่วางตา สองมือประคองนงคราญ กล่าววาจาหยอกเย้าลำคอถูกราดรดด้วยสุรา ขณะเคี้ยวเนื้อลูกแพะนุ่มลิ้น
บุรุษอีกสองคนเล่า...
บุรุษทั้งสอง ยืนประจันหน้ากันเนิ่นนาน…
เพียงบุรุษชุดเขียวก้าวเข้ามา ประจันหน้ากับบุรุษชุดขาวพลันก่อเกิดรังสีดาบไร้รูป แผ่ประกายเย็นะเื ครอบคลุมทั่วบริเวณอานุภาพคุกคามผู้คนรุนแรงมหาศาล
รังสีดาบแผ่กระจายได้ แม้ขณะดาบยาวเล่มนั้น สงบนิ่งภายในฝัก!
บุรุษชุดขาว เป็ฝ่ายทำลายความเงียบขึ้น มันกล่าวเสียงเ็า
“ท่านเมื่อมาถึงแล้วไม่ทราบ้ากล่าวสิ่งใดหรือไม่?”
บุรุษชุดเขียวนิ่งเงียบ
บุรุษชุดขาวแสยะยิ้มเหี้ยมอำมหิต กล่าวอีกว่า
“ดาบของท่านรวดเร็วสมคำร่ำลือจริงหรือไม่?”
บุรุษชุดเขียวไม่ตอบคำ แววตาเจิดจ้าแน่วนิ่ง เป็ประกายดั่งยามอาทิตย์อุทัยคิ้วของมันหนากว่าคนทั่วไป ดูคล้ายแพขนาดใหญ่ ยิ่งดูยิ่งสะดุดตาเค้าหน้ารูปสี่เหลี่ยม เฉยเมยไร้อารมณ์ใด มองดูดั่งแท่งศิลาอันแข็งแกร่ง มากกว่าใบหน้ามนุษย์เส้นผมขนคิ้วบางส่วน เริ่มกลายเป็สีดอกเลา จอนยาวทั้งสองข้าง มีสีขาวแซมประปราย
บุรุษผู้นี้ความจริง มีอายุเพียงสามสิบต้น ๆ ทว่าปลายขอบตาทั้งสองข้างกลับเต็มไปด้วยริ้วรอยตรากตรำ บ่งบอกลักษณะผู้เผชิญวิกฤติ หนักหนาสาหัสในชีวิตนับครั้งไม่ถ้วน ใบหน้ามันจึงดูสูงวัย กว่าอายุจริงหลายปี
บุรุษชุดเขียว มองตรงไปเบื้องหน้า มือแข็งแกร่งทั้งคู่ปล่อยตามสบายข้างลำตัว มันเพ่งมองไปยังบุรุษชุดขาว ลมหายใจแ่เบา ทอดถอนออกมา
มันทอดถอนใจ เนื่องเพราะทราบดี ภายใต้สภาวะพร้อมสมบูรณ์เช่นนี้ไม่มีผู้ใดสามารถรักษาชีวิต รอดจากคมดาบของมันได้...
แปดปีก่อน ทั่วทั้งแดนอาทิตย์อุทัย ไม่มีผู้ใดสามารถต้านดาบของมัน
ห้าปีที่แล้ว มันได้ย้ายมาพำนัก กับหมู่ตึกบูรพาในจงหยวน
จากนั้นไม่ถึงสองปี ฉายา ‘มือสังหารไร้รัก’ พลันดังก้องกลบรัศมีเหล่ายอดฝีมือเลื่องชื่อในจงหยวน แถบลุ่มน้ำฉางเจียงจนสิ้น
บุรุษชุดขาวคำรามเบา ๆ ในลำคอ ดวงตาเรืองโรจน์ทั้งคู่ลืมโพลงขึ้นถึงเวลาต้องใช้มันแล้ว!
คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน ใบหน้าซีดขาว กลายเป็แดงก่ำดุจโลหิตร่างสูงใหญ่แต่ปราดเปรียวยิ่ง สะบัดมือทั้งสองข้างวูบขึ้นพร้อมกัน พลันบังเกิดประกายอาวุธแหลมคมสีดำสนิทสองสาย พุ่งจู่โจมเข้าใส่ลำคอ และทรวงอกบุรุษชุดเขียว รวดเร็วปานสายฟ้า!
ชั่วพริบตานั้น ชายเสื้อสีเขียวสะบัดวูบ ดาบยาวพลันหลุดจากฝักไปอยู่ในมือไม่มีผู้ใดมองเห็น ดาบยาวสีเงินวาววับเล่มนั้น หลุดจากฝักมาอยู่ในมือบุรุษชุดเขียวได้อย่างไร
รวดเร็ว! รวดเร็วอย่างยิ่ง!
เป็ระดับความเร็วของการชักดาบ ซึ่งผู้คนไม่สามารถคาดคำนวณได้!
บุรุษชุดขาวก็ไม่สามารถ!
บุรุษชุดเขียว สะบัดข้อมือวูบเพียงครั้ง บังเกิดรังสีดาบกราดเกรี้ยวพุ่งแผ่ตามสภาวะ กระแทกหิมะหนาบนพื้น ฟุ้งกระจายลอยพลิ้ว ปรากฏเป็ละอองเกล็ดสีขาวปกคลุมทั่วบริเวณ ดุจหิมะกำลังตกหนักก็มิปาน
ไม่มีสายตาคู่ใดทันเห็น ดาบของมันกระทำอย่างไร กับประกายอาวุธสีดำคู่นั้นทุกผู้เพียงเห็นมือของมัน สะบัดวูบ ครั้งเดียวเท่านั้น
ทว่าการสะบัดข้อมือ เพียงวูบเดียว บังเกิดสภาวะดาบกดดันคุกคามกระทั่งบุรุษชุดขาว ได้แต่ผงะร่างถอยกรูด ไม่มีปัญญาต้านรับ มันตื่นตระหนกยิ่งคิดไม่ถึงว่ากระบวนท่าจู่โจม ปานสายฟ้าของมัน กลับถูกบุรุษชุดเขียวตีโต้ในดาบเดียว!
บุรุษชุดเขียววาดดาบต่อเนื่อง มือทั้งคู่พลันจับด้ามดาบพร้อมกันยิ่งเพิ่มพูนสภาวะจู่โจม พลิกปลายดาบพุ่งเข้าหา ประกายสีดำทั้งสองสายคมดาบพุ่งผ่าอากาศ วาววับใสกระจ่าง บังเกิดเงาดาบวูบวาบนับสิบ ๆ เส้น
แผ่รัศมีกระจายวงกว้าง รังสีดาบครอบคลุมร่างบุรุษชุดขาวไว้สิ้น ประกายดาบสีเงิน พุ่งตามติดคุกคาม รอบบริเวณพลันปรากฏเศษผ้าสีขาวปลิวว่อน นั่นเป็เศษผ้าจาก ชายแขนเสื้อบุรุษชุดขาว!
รังสีดาบยิ่งนาน ยิ่งอำมหิตหิวกระหาย ราวจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง ภายใต้รัศมีแห่งมัน!
บุรุษชุดขาวหน้าแดงก่ำ หยาดเหงื่อผุดขึ้นโทรมใบหน้าเพียงแค่รังสีดาบยังคุกคามกดดัน ทำให้มันต้องถอยกรูดไม่หยุดยั้งลำพังตั้งรับยังกินแรง แทบเอาตัวไม่รอด เื่โต้กลับอย่าแม้แต่จะคิดพู่กันเหล็กสีดำสนิททั้งคู่ในมือ ไม่ว่าพลิกแพลงกระบวนท่าอย่างไรไม่อาจฝ่ารังสีดาบอันกราดเกรี้ยวได้
อย่าว่าแต่เวลานี้ มันต้องพุ่งแผ่ลมปราณ จากปลายแขนเสื้อต้านปะทะรังสีดาบอย่างสุดกำลัง มิคาดฝ่ายตรงข้าม เพียงอาศัยรังสีดาบสามารถตัดทั้งลมปราณ ทั้งปลายแขนเสื้อมัน ขาดวิ่นเป็ริ้ว ๆ
‘เทพพู่กันคู่ะเืหม่าเทียนลุ่น’ เลื่องชื่อในยุทธจักรกว่าสิบปี แม้เวลานี้ตกอยู่ในสภาพทุลักทุเลยิ่ง ทว่าคนเยี่ยงมัน ไหนเลยยินยอม รับความพ่ายแพ้ในสภาพเช่นนี้
หม่าเทียนลุ่น สอดเก็บพู่กันเหล็กทั้งคู่ เข้าในแขนเสื้ออย่างรวดเร็วเร่งเร้าลมปราณทั่วร่าง กู่คำรามก้อง พลิ้วร่างเฉียง ๆ ออกห่างวิถีดาบคิ้วยาวตั้งชี้ชัน แววตาลุกโชนดุจเปลวเพลิง
ฉับพลัน มือหยาบหนาแกร่งทั้งคู่ของมัน กลายเป็ซีดขาว ไร้สีเืดุจซากศพ
หม่าเทียนลุ่นชะงักฝีเท้า หยุดยืนอย่างมั่นคง ฟาดหนึ่งฝ่ามือออกจู่โจมไปเบื้องหน้าตรง ๆ อย่างหักโหม มันทุ่มเทลมปราณทั่วร่างจู่โจมด้วยไอเย็นไร้ลักษณ์ วิชาฝีมืออำมหิต ซึ่งสร้างชื่อกระเดื่องดังให้มันมานับสิบปี!
ลมปราณเย็นเยียบ กล้าแข็งจากฝ่ามือ พุ่งออกเป็สายถล่มทลาย ราวคลื่นล้างหาดรวดเร็วปานอสนีบาต!
ลมปราณรุนแรงเย็นะเื ยิ่งกว่าหิมะน้ำแข็ง สามารถกระแทกทำลายอวัยวะภายใน แหลกเหลวป่นยุ่ย ปลิดชีวิตคู่ต่อสู้ โดยปราศจากรูป
ที่ผ่านมา ไม่เคยมีผู้ใดต้านปะทะลมปราณนี้ อย่างหักโหมตรง ๆ ได้คู่ต่อสู้เมื่อเผชิญ พลังฝ่ามือกล้าแข็ง ล้วนต้องเบี่ยงร่างเลี่ยงหลบหลีกทว่านั่นกลับเป็ความน่ากลัว แท้จริงของกระบวนท่านี้!
เพราะการจู่โจมอย่างรุนแรง ในฝ่ามือแรก นับเป็เพียงครึ่งกระบวนท่าแรก
ครึ่งกระบวนท่าหลัง จึงเป็ไม้ตายอันใช้พิชิตศัตรู!
ครึ่งกระบวนท่าหลัง คือฝ่ามืออีกข้างของมัน เป็ฝ่ามือซึ่งคอยคำนวณสภาวะการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเบี่ยงหลบฝ่ามือแรกด้วยท่าร่างอย่างไร ล้วนมิอาจรอดการคาดคำนวณ ในชั่วพริบตานั้นมันจะซัดฝ่ามือที่สองตามติด ฟาดจู่โจมครอบคลุม สกัดทุกทิศทางอานุภาพรุนแรงยิ่งกว่า ฝ่ามือแรกอักโข!
หม่าเทียนลุ่นคิดไม่ถึง มันจำต้องใช้ท่าไม้ตายประจำตัว รวดเร็วปานนี้
ทว่าเมื่อใช้ออกมันเปี่ยมความเชื่อมั่นอย่างยิ่ง ฝ่ามือที่สองของมันไม่เคยมีใครหลบเลี่ยงได้มาก่อน!