บทที่11
วัยเด็กของหนิงหลง
วันต่อมา ฝนตกหนักจนออกไปนอกบ้านไม่ได้ซูเหลียงเอาแต่มองสวนผักและถอนหายใจ
อาหารกลางวันทั้งหมดทำมาจากมะเขือเทศต้มที่เขาทำไว้ก่อนหน้ากลายเป็ผัดผักมะเขือเทศ หมูผัดมะเขือเทศ เต้าหู้ในซุปมะเขือเทศ ฉันไปช่วยเขาทำไข่ผัดมะเขือเทศเด็กหนุ่มบอกว่าอร่อยดี รสชาติเหมือนอาหารเด็ก
ซูเหลียงออกไปดูสภาพโอ่งดองผัก...ที่ฉันเรียกว่าโอ่งก็เพราะมันมีขนาดใหญ่เหมือนโอ่งจริงๆ ไม่รู้ว่าเขาดองผักกาดไว้ทำไมมากมายขนาดนั้นอีกสามสี่วันจะได้เวลาเอามันออกจากโอ่งดองแล้ว
เด็กหนุ่มเดินตากฝนไปเลิกผ้าเคลือบขี้ผึ้งที่คลุมโอ่งอยู่
“เอาเถอะ ยังแน่นสนิทดี”พูดจบเขาก็ไปหาผ้ามาเช็ดน้ำที่เจิ่งเข้ามาตามทางเดิน ฉันเลยอาสาช่วย พวกเราช่วยกันเช็ดน้ำบางส่วนที่พื้นเปียกได้ก็ปล่อยมันเปียกไป บางส่วนที่ไม่ควรให้เปียกก็รีบเช็ด
ฝนเริ่มซา แต่ลมยังพัดแรงจนเม็ดฝนตกเฉียงสี่สิบห้าองศาน้ำฝนเย็นเฉียบจนมือเท้าชา
ระหว่างกำลังถูมือเข้าด้วยกันบางอย่างปลิวผ่านหน้าไป ฉันจำได้ว่ามันคือผ้าเช็ดหน้าผืนโปรดของถิงถิงซึ่งน่าจะตากอยู่ที่ไหนสักแห่งในห้องเธอ
ถิงถิงไล่ตามผ้าผืนนั้นมาฉันคว้าไหล่เธอไว้ก่อนจะอาสาออกไปเอง ตรงลานบ้านลมไม่แรงแต่ถ้าล้มขึ้นมาจะเป็เื่ใหญ่
“เกิดอะไรขึ้น?”ได้ยินเสียงหนิงหลงมาจากทางด้านหลัง แต่ฉันคิดว่าการไปหยิบผ้าเช็ดหน้าถิงถิงคงใช้เวลาครู่เดียววิ่งเหยาะๆ ไปที่ผ้าเช็ดหน้าซึ่งปลิวไปติดข้างบ่อน้ำ
แต่ฉันลืมไปอย่างหนึ่ง... รอบบ่อน้ำมีตะไคร่เกาะพื้นอยู่
“...?!”
“ระวัง!!!”
ฉันหลับตาปี๋เมื่อเท้าลื่นตะไคร่น้ำรอบบ่อจนร่างเสียการควบคุมรอให้ร่างตัวเองกระแทกพื้นแฉะๆ... ทว่าฉันกลับไม่รู้สึกเจ็บมีบางอย่างรองหลังฉันไว้
เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นหนิงหลงก้มลงมองฉันอยู่ศีรษะเขาบังน้ำฝนไม่ให้ตกลงมากระทบใบหน้าของฉัน
“เ้าเจ็บตรงไหนรึเปล่า?”
เขาอยู่ใกล้มากเส้นผมสีดำขลับเปียกด้วยเม็ดฝน ดวงตาสีแดงของอีกฝ่ายเป็ประกายในแสงสลัว
รอบตัวมีแต่เสียงฝนตกโปรยปรายกระทบแอ่งน้ำและหลังคาชั่วขณะนั้น เหมือนเวลาได้หยุดลง
“เจเจ้... เจเจ้!” เสียงถิงถิงปลุกสติฉัน
รีบดันตัวเองลุกขึ้นก็พบว่าก่อนหน้านี้หนิงหลงไถลตัวมารับร่างฉันไว้ไม่ให้กระแทกพื้นแขนเสื้อและขากางเกงเขามีรอยเปียกเป็ทาง ฉันรีบก้มหัวขอโทษเมื่อเรามาหลบฝนใต้หลังคาเรียบร้อย
“ไม่ต้องใส่ใจ ที่สำคัญคือเ้าไม่เจ็บตรงไหนใช่ไหม?ลองดูดีๆ บางทีเ้าอาจชาจนไม่รู้สึก” เขาหมุนตัวฉันไปรอบๆ
ฉันไม่มีรอยถลอกตรงไหน กลับกัน เขาคงเจ็บเข่าน่าดูฉันจึงชี้ไปที่หัวเข่าของชายหนุ่ม
“ไม่มีอะไร เดี๋ยวเปลี่ยนชุดได้”หนิงหลงเข้าใจผิดนึกว่าฉันหมายถึงรอยเปื้อน ฉันส่ายหน้าและชี้เข่าตัวเอง “...อ้อไม่เป็ไร ข้าไม่เจ็บสักนิด”
ฉันยังรู้สึกผิดแม้จะรับรู้ได้ว่าเขาหมายความตามนั้นจริงๆ
“ถิงถิงก็ขอโทษ...ถิงถิงจับผ้าเช็ดหน้าไว้ไม่ดีเอง มันเลยปลิว” เธอยืนก้มหน้า
“อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้แต่คราวหลังต้องระวัง ของสำคัญต้องรักษาไว้อย่างดี...” หนิงหลงลูบเส้นผมของเด็กหญิงตัวน้อย“วันนี้อากาศหนาว รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะ”
หลังฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยซูเหลียงรับมันไปซัก
“มีน้ำขิงอยู่ในครัวไปตักทานได้ขอรับ”
ฉันเดินเข้าครัวก็เจอหนิงหลงนั่งจิบน้ำขิงในมือมีเอกสารฉบับหนึ่ง
“ข้าตักให้” เขาวางมันลงและลุกขึ้นฉันรีบส่ายหน้าและคว้าทัพพีมาได้ก่อน ชายหนุ่มถอนหายใจด้วยรอยยิ้มบางก่อนจะนั่งลงเหมือนเดิม
ฝนตกโปรยปรายขณะเรานั่งจิบน้ำขิงร้อนๆหนิงหลงเป็ฝ่ายชวนคุย
“อีกสองสัปดาห์จะมีเพื่อนเก่าของข้าคนหนึ่งเดินทางมาเยี่ยมบ้านอาจจะวุ่นวายสักหน่อย ข้าต้องขอให้เ้าช่วยซูเหลียงทำงานบ้านแน่นอนว่าข้าเองจะช่วยเท่าที่เวลาจะอำนวย”
ฉันทำท่าเบ่งกล้าม บอกเขาว่าสบายมากอยากรู้ด้วยว่าเพื่อนเก่าเขาเป็ใคร
“วันมะรืนนี้ข้าต้องเดินทางไปเทียนเฉวียนจะไม่อยู่หลายวัน ฝากเ้าดูแลถิงถิงแทนข้าด้วย”
ฉันชั่งใจว่าจะขอเขาไปดูเทียนเฉวียนดีไหม...แต่พอฉันถามไป เขาตอบปฏิเสธทันที
“ข้าไปทำงาน เกรงว่าจะไม่มีเวลาพาเ้าเดินดูอยู่ที่นี่ดีกว่า” หนิงหลงรู้ว่าฉันอึดอัด แต่เขาไม่ได้พูดอะไรอีก
...ก็จนกระทั่งวันถัดมา
“เ้าดูไม่สบายใจ”เขาพูดหลังจบชั่วโมงเรียนประจำวัน “เ้าอ่านใจข้าได้ แต่ข้าอ่านใจเ้าไม่ได้...เ้ามีเื่กลุ้มใจอะไร บอกข้าได้หรือไม่?”
ฉันไม่รู้ว่าตัวเองกำลังกลุ้มใจเื่อะไรคงเพราะไม่ได้ออกไปไหนเลยรู้สึกเบื่อแต่พูดไปตามนั้นไม่ได้เพราะหนิงหลงจะยกเหตุผลร้อยแปดพันเก้ามาโน้มน้าวให้อยู่ในบ้านหลังนี้ต่ออีกฉันเลยถามเื่อื่นแทน
“ข้าดูเหมือนคนที่ท่านเคยรู้จัก?”
หนิงหลงผงะไปเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าฉันจะถามออกมาตรงๆแบบนั้น เขาระบายลมหายใจยาวก่อนจะตอบ
“...อืม เ้าดูเหมือนนางมาก”น้ำเสียงเขาเหมือนกำลังพูดกับตัวเอง ผ่านไปนานแล้วยังไม่มีวี่แววว่าเขาจะพูดอะไรต่อฉันจึงเป็ฝ่ายถาม
“ท่านทรมานรึเปล่าคะ เวลาเห็นหน้า”
หนิงหลงจ้องมองประโยคนั้นอยู่นานฉันจับความรู้สึกอะไรไม่ได้ แสดงว่าเขาใช้คาถาสะกดความรู้สึกที่เคยเล่าให้ฉันฟังเขายกถ้วยชาที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานขึ้นดื่ม จากนั้นลดถ้วยลงช้าๆ และตอบคำถามก่อนหน้า
“เ้าอยากรู้ไหมว่านางเป็ใคร?”
ฉันพยักหน้า
“ตามข้ามา”
ชายหนุ่มลุกขึ้นและเดินนำฉันออกไปนอกบ้าน
ตอนนี้อากาศค่อนข้างเย็นฤดูร้อนใกล้จะจบลง และฤดูใบไม้ร่วงกำลังมาถึง ลมเย็นพัดมา ได้ยินเสียงใบไม้เสียดสีกันแดดยามสายไม่แรงมาก เหมาะแก่การออกมาเดินเล่น
ระหว่างเดินช้าๆ ใต้เงาไม้หนิงหลงเริ่มเล่าเื่เมื่อก่อนให้ฟัง
“สมัยก่อน บ้านหลังนี้เป็บ้านพักตากอากาศของตระกูลฮวาครอบครัวข้ามีพื้นเพมาจากเทียนซู ทำงานรับใช้โอรส์มาช้านาน เมื่อถึงฤดูร้อนในขณะที่พี่ชายข้าเรียนอยู่ต่างแคว้นและบิดาทำงานในเมืองหลวง มารดาจะพาข้าและน้องมายังบ้านหลังนี้...”
ชายหนุ่มหยุดเดินและมองสวนผัก
“ทั้งที่ครอบครัวอื่นมีบ้านพักตากอากาศอยู่ริมทะเลสาบเป๋ยโต่วครอบครัวข้ากลับมีบ้านอยู่ที่นี่ นั่นเพราะมารดามีน้องสาวร่วมสาบานอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ท่านเป็แม่หม้าย สามีเป็แม่ทัพที่เสียชีวิตในหน้าที่ ท่านและมารดาข้าผูกพันกันมากแม้ไม่ได้มีสายเืเดียวกันอย่างน้อยในเวลาหนึ่งของปี มารดา้ามาอยู่เป็เพื่อนน้องสาวร่วมสาบานเราทำเช่นนั้นหลายปีจนมารดาเสียชีวิต”
เราเดินมาถึงต้นไม้ที่มีรอยบากสูงประมาณความสูงของเด็กอายุสิบขวบมันเป็รอยเก่า บูดเบี้ยวเพราะลำต้นของต้นไม้ขยายตัวขึ้น หนิงหลงย่อตัวลงและััรอยนั้น
“...น้องสาวร่วมสาบานท่านนั้นมีลูกสาวนางเป็หญิงแต่ซุกซนยิ่งกว่าเด็กชายสมัยนั้นตัวข้าและน้องชายได้แต่วิ่งไล่ตามหลังนางและทำตามที่นางบอกแต่ถึงเป็เช่นนั้น ฤดูร้อนไม่น่าเบื่อเลย... มันเป็่เวลาแสนสนุกแม้จะอยู่ในบ้านกลางเขาที่ไม่มีอะไรเช่นนี้”
ความทรงจำของเขาเต็มไปด้วยความอบอุ่นเจือปนด้วยความโศกเศร้าและความคิดถึง
“นางมีใบหน้าละม้ายคล้ายเ้านิสัยเ้าไม่เหมือนกับนาง เพียงแต่... เมื่อเห็นหน้าเ้าข้าอดไม่ได้ที่จะคิดถึงนาง”
ฉันหน้าตาคล้ายรักแรกของเขาในวัยเด็ก ฉันพอเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอคนนั้น
หนิงหลงเดินลึกเข้าไปในป่าฉันรีบเดินตามให้ทัน
“ข้าอยากคิดว่าเ้าเป็นางข้าจะได้เลิกคิดถึงนางเสียที” เขาพูดลอยๆ “แต่ยิ่งเห็นกิริยาอ่อนหวานของเ้า...ข้ายิ่งคิดเช่นนั้นไม่ได้ เ้าไม่ใช่นาง”
ฉันหยิบกระดานขึ้นมาเขียน
“แต่ถ้ามันจะทำให้เ็ปน้อยลงจะคิดอย่างนั้นก็ได้นะคะ”
หนิงหลงจ้องข้อความนั้นหลายวินาทีสุดท้ายเขาถอนหายใจยาว
“แล้วเ้าชอบหรือที่ตัวเองโดนมองว่าเป็คนอื่น?น้ำใจ คำชม ความอ่อนโยน ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็ของที่มีไว้สำหรับคนอื่นที่เ้าไม่สามารถเป็ได้อย่างนั้นเ้ายอมรับได้หรือ?” น้ำเสียงนั้นเจือแววตำหนิ“เ้าใส่ใจความรู้สึกของข้ามากเกินไป แล้วความรู้สึกของเ้าเองเ้าไม่สนใจบ้างเลยหรือ?”
คำพูดเขาทำฉันสะอึก
ความรู้สึกของฉัน...? ที่ผ่านมา ฉันใส่ใจความรู้สึกของคนอื่นมากเกินไป?
แต่ฉันรู้สึกแย่เวลาคนอื่นรู้สึกแย่รู้สึกดีเวลาคนอื่นรู้สึกดีความรู้สึกของฉันจะเป็ยังไงมันก็ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของคนอื่นนี่
ไม่สิ นั่นมัน...เพราะสิ่งที่ติดตัวฉันมาแต่เกิดต่างหาก
มันเพราะฉันเห็นใจคนอื่นมากเกินไปมันเพราะ...เวทมนตร์ของฉัน
จนฉันลืมไปแล้วว่าฉันอยากพบคนที่มองฉันในฐานะตัวฉัน
“นางมีเวทมนตร์เช่นเดียวกับเ้าเพราะเหตุนั้นข้าจึงรู้ว่าไม่ควรรู้สึกมากเกินไปเมื่ออยู่ใกล้เ้ารู้ว่าควรสะกดความรู้สึกตนเองเช่นไร”
คนสำคัญของเขา...นอกจากจะหน้าเหมือนฉันแล้วยังสามารถรับรู้ความรู้สึกคนอื่นได้เหมือนกันฉันอีกเหรอ?
เธอคนนั้นเป็ใครกันแน่...?