หลังจากผ่านค่ำคืนนั้นมาฉินฟงก็จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แม้กระทั่งตอนทำงานคัดแยกสมุนไพรสติก็หลุดลอยครุ่นคิดให้ถึงยามเย็นโดยไว เพื่อที่เขาจะได้ไปพบกับเสี้ยวอี้หลานตรงลานฝึกตามที่นางได้ลั่นวาจาไว้ “ต้าเยียน…ต้าเยียน…” เสียงของศิษย์พี่ใหญ่ต้าเฉินเอ่ยปากเรียกเขาอยู่หลายคราแต่ฉินฟงก็หาได้ยินไม่ จนสุดท้ายต้าเละก็จึงต้องเปล่งเสียงเรียกจนดังเขาจึงจะได้สติกลับมา “ศะ..ศิษย์พี่ใหญ่เรียกข้าหรือขอรับ..” จู่ต้าเยียนแหงนหน้ามองในขณะที่เขากำลังนั่งแยกโสมอายุร้อยปีกับโสมอายุสองร้อยปีอยู่ที่พื้น “ใช่ข้าเรียกเ้าอยู่หลายครั้งแล้ว เป็อะไรหรือเปล่าวันนี้ดูเ้าใจลอยผิดปรกติ ” ต้าเฉินเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงเป็ห่วง ฉินฟงในร่างของจู่ต้าเยียนยิ้มแห้งๆ ก่อนจะรีบยกมือขึ้นและส่ายไปมาพร้อมกับบอกว่าไม่ได้เป็อะไรแค่คิดอะไรเพลินไปนิดหน่อย แต่สายตาของต้าเฉินก็ยังมองศิษย์น้องร่างอวบอ้วนด้วยท่าทีแปลกๆ เหมือนอยากจะถามอะไรสักอย่าง
“เอ่อ…ศิษย์พี่ต้าเฉินมีอะไรกับข้าหรือครับ สายตาท่านที่มองข้ามันดูแปลกพิกล ” ฉินฟงในร่างของจู่ต้าเยียนเอ่ยปากถามออกไปตรงๆ ต้าเฉินยังคงมองและขมวดคิ้วต่อสักพักก่อนที่จะนั่งยองๆลงข้างจู่ต้าเยียนและเอามือป้องปากเอ่ยกระซิบถามบางอย่างที่ค้างคาใจ “นี่ๆ ต้าเยียนข้ามีอะไรจะถามเ้า ตอบข้ามาตรงๆ นะอย่าโกหก” พอฉินฟงในร่างของจู่ต้าเยียนเห็นท่าทางของต้าเฉินเขาก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจขึ้นเป็ทวีคูณ เหตุใดถึงกระซิบกระซาบด้วยเล่า ตัวข้าก็ไม่ได้มีความลับ เอ๊ะ!! หรือว่าเื่ที่ตัวของข้าแอบเอาร่างของจู่ต้าเยียนมาใช้จะถูกจับได้เสียแล้ว…แต่ก็ไม่น่ามีใครมองออก แม้บางเื่ข้าอาจจะทำอะไรที่ดูแตกต่างจากจู่ต้าเยียนคนเดิมไปบ้างก็เถอะ แต่ความไม่น่าจะแตก ใครจะไปเชื่อว่าิญญาในร่างตอนนี้ไม่ใช่ของจู่ต้าเยียนตัวจริง
ฉินฟงครุ่นคิดไปต่างๆ นานาด้วยความกระวนกระวายใจแต่สุดท้ายต้าเฉินก็ได้กล่าวขึ้น” พอดีเมื่อตอนเที่ยงข้าบังเอิญไปได้ยินข่าวลือแปลกๆมา มีคนพูดว่ามีศิษย์ในพรรคเราคนหนึ่งที่รูปร่างอวบอ้วนแอบไปฝึกวรยุทธ์กับศิษย์น้องเสี้ยวอี้หลานของฝ่ายลมปราณกันสองต่อสอง ถ้าพูดถึงศิษย์ในพรรคที่มีรูปพรรณสัณฐานแบบนั้น ข้าก็นึกถึงใครไม่ออกนอกจากเ้า ข้าจึงมาถามให้หายข้องใจนี่ไง”
หลังจากที่ฉินฟงในร่างของจู่ต้าเยียนได้ยินแบบนั้นเขาก็ใมาก นี่มันเกิดอะไรขึ้น!!? ตัวของเขาพึ่งจะพบกับเสี้ยวอี้หลานเมื่อคืนเอง แต่พอเที่ยงวันนี้กลับมีข่าวลือเช่นนี้ออกมาเสียแล้ว เป็ฝีมือของผู้ใดกัน เสี้ยวอี้หลานงั้นรึ? นางจะทำเช่นนั้นทำไม ด้วยนิสัยนางคงไม่ทำแบบนั้นแน่ ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ
ว่าแต่แล้วมันแปลกตรงไหนกัน หากเป็ข้าจริงแล้วมันผิดกฎพรรคด้วยรึ..
ฉินฟงรู้สึกไม่เข้าใจจึงได้เอ่ยปากต้าเฉินไปตรงๆอย่างที่เขาคิด ศิษย์พี่ต้าเฉินก็นิ่งเงียบไปก่อนกล่าวตอบ “จริงๆ มันก็มิใช่เื่ผิดหรอก เพราะการฝึกวรยุทธ์ไม่ว่าจะเป็่เวลาไหนสถานที่ได้ในพรรคก็ย่อมทำได้แต่ที่มันแปลกก็คือ ศิษย์น้องอี้หลานไม่เคยฝึกวรยุทธ์ให้ผู้ใดแบบส่วนตัวเช่นนี้มาก่อนยังไงล่ะ หากเป็เ้าจริงก็ถือเป็วาสนา แม้ฝ่ายโอสถเราจะเน้นเื่การปรุงยากับหลอมอาวุธเป็หลักที่แต่การที่เ้าจะมีวรยุทธ์ติดตัวก็ไม่ผิด ดีเสียอีกจะได้เป็การออกกำลังให้เืลมไหลเวียน สมองจะได้ปลอดโปร่งมีสมาธิ” ต้าเฉินเป็คนที่มองโลกในแง่ดีและไร้อคติ เขาจึงกล่าวเช่นนี้ออกมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม” แต่ว่า…..” เพียงชั่วครู่เดียวสีหน้าของต้าเฉินก็แปรเปลี่ยนไปเป็ความกังวลทันที
“มีอะไรหรือขอรับศิษย์พี่ใหญ่ เมื่อครู่ท่านยังแย้มยิ้มอยู่เลยใยบัดนี้ใบหน้ากลับเป็หมองคล้ำหวั่นวิตก”
ฉินฟงในร่างของจู่ต้าเยียน กล่าวถามขึ้น ต้าเฉินถอนหายใจยาวก่อนจะเอ่ยตอบ “ข้าไม่ได้กังวลเื่ที่เ้าไปฝึกวรยุทธ์หรอกแต่ที่ข้าเป็ห่วงก็คือคนที่ฝึกให้เ้าต่างหาก” “ท่านหมายถึงเสี้ยวอี้หลานหรือครับ..นางมีอะไรให้น่าห่วงหรือ? ” “เ้าศิษย์น้องซื่อบื้อเอ๊ยวันๆสนแต่เื่กินไม่รู้เลยรึอย่างไร ว่านางน่ะเป็ที่หมายปองของบรรดาศิษย์น้อยใหญ่ในพรรคมากมาย ข้าเกรงว่าหากคนพวกนั้นรู้เข้าก็อาจจะไม่พอใจและมาหาเื่กับเ้ายังไงล่ะ” พอต้าเฉินกล่าวออกมาแบบนั้น ฉินฟงก็เข้าใจได้ทันทีว่าศิษย์พี่ของเขา้าจะสื่อว่าให้จู่ต้าเยียนระวังตัวไว้นั้นเอง “ข้าขอบคุณศิษย์พี่ใหญ่ที่เตือนสติข้าในเื่นี้ ต้าเยียนจะจำเอาไว้ให้ขึ้นใจครับ” “ดีแล้วๆ งั้นพี่ไปล่ะเ้าก็อย่าเหม่อลอยให้มันมักเดี๋ยวจะแยกโสมผิดจนโดนอาจารย์เอ็ดเอา” “ข้าทราบแล้วครับ” เมื่อกล่าวจบต้าเฉินจึงเดินออกจากห้องเก็บสมุนไพรไป
“พวกศิษย์ที่หมายปองเสี้ยวอี้หลานเช่นนั้นรึ…ข้าหลงดีใจจนลืมตัวไปจริงๆด้วย คงต้องระมัดระวังให้มากกว่านี้เสียแล้ว ว่าแต่ใครกันนะที่เอาเื่ของข้าไปป่าวประกาศ..บางทีมันอาจจะเกี่ยวกับเื่การตายของจู่ต้าเยียนก็เป็ได้” ฉินฟงได้แต่คิดและสงสัยอยู่ภายในใจแต่เขาก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าใครกันแน่ที่อยู่เื้ัแผนชั่วทั้งหมด..
ย้อนเวลากลับไปก่อนหน้า่สายของวัน ณ สนามหญ้าใกล้ๆ กับที่พักของรองเ้าสำนักจางเทียนจื้อฝ่ายลมปราณ สตรีนางหนึ่งในชุดผ้าไหมสีขาวกำลังร่ายรำเพลงกระบี่อันงดงามอยู่ลำพังจวบจนกระทั่งได้ยินเสียงของสตรีอีกนางหนึ่งเอ่ยทักขึ้น “อี้หลาน..” เสี้ยวอี้หลานหยุดร่ายรำทันที ก่อนจะหันไปมองและได้พบกับสตรีในชุดผ้าไหมสีแดง ผมผมดำสนิทยาวทอดตัวเงางามราวกับน้ำหมึก ใบหน้างดงามราวดุจภาพวาด คิ้วโก่งดังคันศร ดวงตาโฉบเฉี่ยว ริมฝีปากแดงระเรื่อ ผิวขาวเนียนละเอียด รูปร่างทรวงทรงดูเย้ายวน อกอวบอิ่ม เอวคอดกิ่ว ส่วนสูงพอๆกับเสี้ยวอี้หลาน ซึ่งนางก็คือ ิเจียวจู ศิษย์หญิงของฝ่ายโอสถและเป็สหายรักของเสี้ยวอี้หลานนั้นเอง… “อ้าว ว่าไง เจียวจู มาหาข้ามีอะไรเหรอ”
เสี้ยวอี้หลานกล่าวพร้อมกับยิ้มทักทายเพื่อนรักอย่างอารมณ์ดี ิเจียวจูเองก็ยิ้มให้และกล่าวตอบกลับไปอย่างเป็กันเอง “ไม่มีอะไรหรอกแม่คนสวย ข้าก็แค่เดินผ่านมาแล้วนึกถึงเ้าก็เลยแวะมาหา เ้าฝึกเพลงกระบี่อยู่เหรอขยันจริงนะ เอ็ะ! หรือว่า…จะฝึกไปสอนใครกันเอ่ย..”
เมื่อเสี้ยวอี้หลานได้ยินประโยคนั้นจากปากของเพื่อนรักนางก็ใเป็อย่างมาก ิเจียวจูพูดเหมือนนางจะรู้เื่ที่เธอเจอจู่ต้าเยียนเมื่อคืนแล้วนัดเจอกันเย็นวันนี้ “นี่เ้า……..”
“อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ เ้าอย่าพึ่งงงว่าข้ารู้เื่ของเ้าได้อย่างไร เมื่อคืนข้าลุกมาเข้าห้องน้ำแล้วบังเอิญเห็นเ้ากำลังคุยอยู่กับศิษย์น้องตัวอ้วนคนนั้นของข้าเข้าพอดีเลยได้ยินเข้า อย่าโกรธข้านะอี้หลานข้าไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังเื่ของพวกเ้าจริงๆ ” แววตาท่าทางของิเจียวจูดูเ้าเล่ห์และไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิดแต่เสี้ยวอี้หลานก็นึกเหตุผลอื่นไม่ออกว่านางจะโกหกไปทำไม มันอาจจะเป็แค่เื่บังเอิญจริงๆก็ได้ “ยังงั้นเองหรอกรึ…” ิเจียวจูหรี่ตามองและยิ้มอย่างยียวนก่อนจะพูดจาหยอกล้อเสี้ยวอี้หลานต่อ “ว่าแต่….เ้าศิษย์น้องตัวอ้วนของข้ามันมีอะไรดีกันนะ สาวงามอันดับหนึ่งผู้มีพร์ของพรรคเราถึงได้ยอมลดตัวเอาเวลาไปสอนมัน”
“ก็ไม่มีอะไรนี่เจียวจูข้าก็เห็นเขามีความตั้งใจดี ผิดกับบรรดาศิษย์คนอื่นบางคนที่วันๆเอาแต่ทำเื่ไร้สาระ บ้างก็สนแต่จะมองศิษย์สาวๆสวยๆในพรรค ไม่ก็สนแต่จะออกไปเที่ยวเสพสุขภายนอกพรรค ผิดกับศิษย์น้องของเ้า แม้เขาจะมีรูปร่างอวบอ้วนแต่ก็ยังสนใจฝึกยุทธ์เพื่อให้มีร่างกายแข็งแรง ข้าเต็มใจที่จะช่วยเขาเมื่อเป็เช่นนั้น” ิเจียวจูเผยรอยยิ้มออกแล้วกล่าวบ้าง
“จ้าๆ แม่ยอดหญิงผู้ใจบุญประดุจเ้าแม่กวนอิมมาโปรดสัตว์ ข้าก็แค่เย้าเ้าเล่น ไม่เห็นต้องจริงไปเลย ว่าแต่เ้าคงไม่ลืมสัญญาที่เราคุยกันไว้ก่อนหน้านี้หรอกนะ” พอเสี้ยวอี้หลานได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วเอียงคอมองหน้าิเจียวจูด้วยความประหลาดใจก่อนจะถามกลับ
“เดี๋ยวก่อนเจียวจู..ข้าไม่ลืมเื่ที่เราคุยกันไว้หรอกแต่นั้นมันอีกสองวันไม่ใช่หรือไง? ” ิเจียวจูหยักไหล่แบมือทำหน้าตาเมินเฉยก่อนจะบอกเสี้ยวอี้หลานว่า “ก็ข้าเปลี่ยนใจแล้วอยากออกไปเย็นนี้เลย นะ…นะ…ไปเย็นนี้เลยนะอี้หลาน ข้าใจร้อนอยากออกไปซื้อมาเพื่อเตรียมให้อาจารย์ลุง” ิเจียวจูเอาแขนนางมาเกี่ยวแขนของเสี้ยวอี้หลานแล้วทำท่าทำทางออดอ้อนเหมือนเด็กน้อย
แท้จริงิเจียวจูได้นัดแนะกับเสี้ยวอี้หลานไว้เมื่อหลายวันก่อนว่าจะออกไปที่ตลาดเพื่อหาซื้อของมามอบให้จางเทียนจื้อ เนื่องในวันคล้ายวันเกิดที่จะมาถึงและเผื่อไว้อีกชิ้นหาก
จางเทียนจื้อได้ขึ้นเป็เ้าสำนักแทนไท่หยวนอี้ในอีกไม่กี่วันที่จะถึง
สีหน้าของเสี้ยวอี้หลานดูเป็กังวลอย่างยิ่ง ใจหนึ่งของนางก็อยากออกไปหาซื้อของขวัญให้พ่อบุญธรรมเช่นกัน ส่วนอีกใจก็กลัวจะผิดคำที่รับปากกับไว้กับจู่ต้าเยียน เมื่อิเจียวจูเห็นนางมีท่าทางแบบนั้นจึงรีบพูดขึ้นทันที “เ้าเป็ห่วงเื่ที่รับปากไว้กับจู่ต้าเหยียนศิษย์น้องของข้าสินะ…ถ้าเป็เื่นั้นละก็เ้าไม่ต้องห่วงเดี๋ยวข้าจัดการแทนให้” “เ้าจะทำอะไรเจียวจู? ”
ิเจียวจู่เอาแต่อมยิ้มและไม่ได้ตอบอะไรเสี้ยวอี้หลานกลับ แต่ในเมื่อสหายรักออกปากเสี้ยวอี้หลานเองก็ไม่อยากขัดใจนางสุดท้ายจึงใจอ่อนและยอมออกไปซื้อของที่ตลาดั้แ่่บ่าย…
เมื่อถึงยามเย็น จู่ต้าเยียนก็ได้เดินมายังลานฝึกที่เดิม ที่ซึ่งเมื่อคืนเขาได้พบกับเสี้ยวอี้หลานและได้สัญญากันไว้ว่านางจะมาสอนวรยุทธ์ให้ ฉินฟงในร่างของจู่ต้าเยียนรู้สึกกระสับกระส่าย หัวใจเต้นไม่เป็จังหวะ มือไม้มีเหงื่อไหลซึมออกมาด้วยความตื้นเต้น
แต่ครั้นพอมาถึงสิ่งที่ฉินฟงได้พบก็คือ..บรรดาเหล่าศิษย์ชายราวๆ ห้าหกคนกำลังป้วนเปี้ยนเดินไปมา ทำท่าทำทางเหมือนกำลังฝึกซ้อมแต่ก็เปล่าเลย ทุกคนแต่งกายแตกต่างกันเพื่อบ่งบอกว่ามาจากคนล่ะฝ่ายในพรรค เท่าที่สังเกตมีสองคนมาจากฝ่ายกระบี่ อีกสองมาจากฝ่ายลมปราณและอีกสองมาจากฝ่ายโอสถ หนึ่งในคนที่มาจากฝ่ายโอสถดูเหมือนจะมีนามว่า อู๋กวนเหลียง ศิษย์ชายที่สนิทสนมกับิเจียวจูเป็พิเศษราวกับเป็คู่รักกัน น่าแปลกที่ฉินฟงกลับมองหาเสี้ยวอี้หลานไม่เห็น นางหายไปไหน? หรือนางจะมาสาย..
แต่นางดูไม่น่าใช่คนที่มีนิสัยชอบผิดนัด แล้วคนพวกนี้มาทำอะไรกัน? ยามปรกติแทบไม่เคยเห็นจะเดินเฉียดผ่านมาที่แห่งนี้เลยสักครา
ฉินฟงในร่างขอจู่ต้าเยียนค่อยๆ ก้าวเท้าเดินลงมาจากบันไดหินช้าๆ ก่อนจะมาหยุดลงที่หน้าหุ่นไม้สำหรับฝึก ตัวเขาคิดว่าบางที่เสี้ยวอี้หลานอาจจะติดธุระเดี๋ยวนางก็คงมา ถ้าเช่นนั้นเขาจะฝึกซ้อมเบาๆรอไปก่อนก็ได้ เมื่อคิดได้เช่นนั้นฉินฟงจึงเริ่มออกท่าทางทันทีและไม่ได้ใส่ใจกับบรรดาศิษย์พี่คนอื่นที่มองอยู่
ด้วยรูปร่างที่อ้วนตุ๊ต๊ะไม่ว่าจะแขนหรือพุงก็ทำให้ฉินฟงรู้สึกเคลื่อนไหวลำบาก แม้เขาจะปรับตัวกับร่างนี้ได้บ้างแล้วแต่มันก็ยังยากอยู่ดี และในขณะที่กำลังฝึกอยู่ก็ได้มีเสียงหัวเราะดังขึ้นมาจากกลุ่มชายเ่าั้พร้อมกับเสียงพูดจาดูถูก “ เฮ้ยๆ พวกเราดูไอ้หมูตอนศิษย์น้องของข้าสิ มันกำลังทำอะไรอยู่ล่ะนั้น น่าขันเป็บ้า แค่จะยกแขนขึ้นยกแทบจะทำไม่ได้” “ฮ่าๆๆๆ จริงของเ้ากวนเหลียง นี่มันคงคิดสินะว่า เดี๋ยวอี้หลานก็คงจะมาสอนมัน เหอะ! ช่างฝันเฟื่องเสียจริง นางก็แค่พูดไปอย่างงั้นแหละเพราะไม่กล้าบอกปฎิเสธตรงๆ”
คำพูดเ่าั้พุ่งตรงผ่านเข้าหูของฉินฟงอย่างชัดเจน “ไม่…นางไม่ใช่คนประเภทนั้น…หรือว่า…ใช่ ตัวข้าเองแม้จะเคยเป็ผีเร่ร่อนแต่ก็เพียงไม่กี่วัน ลึกๆแล้วนางเป็เช่นไรข้าก็มิอาจล่วงรู้” ฉินฟงครุ่นคิดในใจก่อนจะเริ่มมีสีหน้าหวาดๆด้วยความผิดหวังแล้วพวกมันก็พูดตอกย้ำต่อ
“อ้าว เฮ้ย หยุดทำไมเล่าเ้าอ้วน คงจะผิดหวังสินะที่ได้รู้ความจริง ทำใจเสียเถิดแล้วกลับไปอยู่ในเล้าหมูของเ้าหารำข้าวกินเหมือนเช่นเคยจะดีกว่าอย่ามาเสียเวลาฝึกแบบนี้เลย น้ำหน้าอย่างเ้าต่อให้อี้หลานมาสอนก็คงต้องใช้สัก..ยี่สิบสามสิบปีกระมังถึงจะสำเร็จขั้นแรก” พอหนึ่งในพวกมันกล่าวจบคนที่เหลือก็พากันส่งเสียงหัวเราะดังลั่นลานฝึก
ภายในใจตอนนี้ของฉินฟงรู้สึกเ็ปและผิดหวังอย่างแสนสาหัส แต่ทว่า..เขาก็ไม่ได้เลิกล้มความตั้งใจที่จะฝึกต่อแต่อย่างใดเหมือนที่คนพวกนั้น้า เพราะแต่เดิมฉินฟงก็้าจะทำเช่นนี้อยู่แล้ว เขาฟื้นจากความตายและได้มีร่างใหม่แล้วจะให้เขาทำเหมือนจู่ต้าเยียนตอนครั้งยังมีชีวิตอยู่เช่นนั้นรึ เขาทำไม่ได้หรอก ยังมีเื่ราวอีกมากมายที่เขาอยากจะทำและด้วยการนั้นเขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้น ไม่ใช่เ้าอ้วนคนเดิมที่วันๆ สนแต่เื่กินกับนอน
เมื่ออู๋กวนเหลียงและคนอื่นๆ เห็นจู่ต้าเยียนยังคงออกหมัดและฝึกต่อ พวกมันก็รู้สึกไม่พอใจเป็อย่างมาก “อะไรของมันวะ พูดถึงขนาดนี้แล้วก็ยังไม่หยุด ั้แ่ฟื้นขึ้นมาจากความตายก็ดูท่าทางของมันเปลี่ยนไปมาก เห็นทีคงจะต้องขอแรงพวกเ้าช่วยสั่งสอนมันเสียหน่อยแล้ว” อู่กวนเหลียงพูดขึ้นในขณะที่กำลังจ้องมองไปยังจู่ต้าเยียนด้วยสายตาที่ชั่วร้าย “เื่นั้นเ้าไม่ต้องบอกหรอกกวนเหลียง นางกำชับพวกข้ามาแล้ว ว่าให้ช่วยสอนบทเรียนสุดพิเศษให้กับเ้านี่”
อู่กวนเหลียงแสยะยิ้มที่มุมปากก่อนจะกล่าวขึ้นบ้าง “หึหึหึ สมแล้วที่เป็นาง ถ้าเช่นนั้นก็จงไปสอนเ้าหมูนี่เถิดว่าการที่ไม่เชื่อฟังศิษย์พี่ในพรรค ผลมันจะเป็เช่นไร”
เมื่ออู๋กวนเหลียงกล่าวจบ ศิษย์ชายฝ่ายลมปราณหนึ่งคนก็เดินปรี่เข้ามาหาจู่ต้าเยียนทันที
สาเหตุที่เดินออกมาคนเดียวนั้นเพราะพวกมันมองว่าแค่ เ้าอ้วนไร้ฝีมือแค่นี้ใช้เคนพียงคนเดียวในการสั่งสอนก็มากพอแล้ว อีกทั้งพวกมันกลัวว่าหากลงมือหนักไปอาจจะกลายเป็เื่ราวใหญ่โต
ศิษย์พี่ฝ่ายลมปราณคนนั้นเดินตรงเข้ามาหาจู่ต้าเยียนด้วยใบหน้าแย้มยิ้มดูเป็มิตรแต่ภายในกลับซ่อนจิตชั่วร้ายเอาไว้อย่างชัดเจน ซึ่งถ้าเป็จู่ต้าเยียนคนเก่าคงมิอาจแยกแยะได้ แต่ชายคนนี้คือ ฉินฟง ซึ่งเขาเคยอยู่ในพรรคมารมาก่อนจึงรู้จักจิตแบบนี้ดียิ่งกว่าผู้ใด หากเทียบจิตกันแล้วพวกพรรคมารยังดูน่ากลัวกว่านี้เป็ร้อยเท่า แต่ฉินฟงในร่างของจู่ต้าเยียนก็ไม่ได้มีท่าทางกระโตกกระตากถอยออกมาแต่อย่างใด เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าบรรดาศิษย์เหล่านี้จะมีฝีมือสักเพียงไหนกัน ฉินฟงจึงได้หันไปมองด้วยแววตาใสซี่อและก่อนจะกล่าวบางอย่างขึ้น อ้าว ศิษย์พี่มีอะไรหรือครับ? หรือว่าท่าน้าจะมาฝึกซ้อมกับข้า ถ้าเช่นนั้นก็เชิญเลยไม่ต้องเกรงใจ”
“หึหึ ฝึกซ้อมกับเ้าเช่นนั้นหรือ อย่ามาพูดจาไร้สาระเ้าหมูตอน ข้า..มาที่นี่ก็เพื่อจะสั่งสอนเ้าแทนศิษย์พี่ใหญ่ของเ้าต่างหาก!! รับไปซะ!! พลังฝ่ามือปราณัขั้นที่หนึ่ง!! ศิษย์พี่คนนี้ส่งเสียงร้องออกมาก่อนจะโคจรพลังปราณไปที่ฝ่ามือแล้วพลิกหมุนขึ้นเพื่อเตรียมที่ฟาดใส่ไปยังหน้าอกของฉินฟง
ปราณัเป็วิชาลมปราณขั้นพื้นฐานของพรรคเก้าัพิทักษ์ธรรม ศิษย์ทุกคนจึงได้ร่ำเรียนวิชานี้มาั้แ่เข้าพรรค่แรกๆกันอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหนก็ฝึกได้ แต่ถ้าเทียบกับวิชาลมปราณขั้นต้นของพรรคมารที่ฉินฟงเคยอยู่ก็นับว่า วิชานี้อ่อนด้อยกว่าเล็กน้อย ฉินฟงที่เห็นดังนั้นเจึงรีบโคจรพลังพลังลมปราณไปยังฝ่ามือของตนบ้าง ก่อนจะยกขึ้นมาและปะทะกับฝ่ามือของศิษย์พี่คนนี้เข้าอย่างจัง ผลก็คือ..ศิษย์พี่ฝ่ายลมปราณคนนี้ถึงกับกระเด็นก้าถอยหลังออกมาหลายก้าว แต่ดูเหมือนจะไม่ได้รับาเ็ภายในสักเท่าไหร่เพราะฉินฟงเองก็ไม่ได้โคจรพลังเต็มที่
“อะ…อะไรกัน!! เป็ไปไม่ได้…ข้าตาฝาดไปใช่หรือไม่ เ้าหมูตอนนั้นมัน….” อู๋กวนเหลียงและคนอื่นๆ ที่เฝ้าดูอยู่ห่างๆ ต่างพากันตกตะลึงกับภาพที่เห็น เหตุไฉน จู่ต้าเยียนผู้มีร่างกายอวบอ้วนจนแทบจะกลิ้งแทนการเดินจึงได้สามารถทำให้ศิษย์ของฝ่ายลมปราณถึงกับถอยร่นถอยมาได้หลายก้าว
นี่มันเื่ตลกอันใดกัน… “นี่เ้า….ทำได้ยังไงกัน…ถ้าเช่นนั้นข้าก็คงต้องเอาจริงขึ้นมาเสียแล้ว ตายซะเถอะย้าก!!!” ศิษย์พี่ฝ่ายลมปราณคนนั้นทั้งอับอายทั้งโกรธจนเืขึ้นหน้า เขาได้โคจรพลังลมปราณอีกครั้ง คราวนี้ใช้สองมือก่อนที่จะพุ่งปราดเข้ามาหาฉินฟงด้วยความรวดเร็ว “เดี๋ยวก่อน!! ลู่ไกวฉือ” อู่กวนเหลียงะโเรียกชื่อของศิษย์พี่ฝ่ายลมปราณคนนั้นเพื่อร้องห้ามไม่ให้ทำอะไรรุนแรงเกินไปกับจู่ต้าเยียน แต่ก็ดูเหมือนจะสายไปเสียแล้ว ชายคนนั้นบันดาลโทสะหน้ามืดจนขาดสติ เขาคิดจะสังหาร จู่ต้าเยียนจริงๆ
ฉินฟงในร่างจู่ต้าเยียนก็ััได้ถึงกลิ่นอายของจิตสังหารที่แผ่ซ่านออกมาอย่างชัดเจน
“คิดจะสังหารข้างั้นรึ…ฝันไปเถอะ ปราณเทพมารขั้นสอง!!” ฉินฟงกล่าวขึ้นใจหลังจากที่เห็นลู่ไกวฉือ
กำลังพุ่งเข้ามา เขาจึงได้โคจรพลังปราณเทพมารขั้นที่ 2 ซึ่งถือว่าเป็วิชาขั้นสูงสุดที่เขามีแล้วในเวลานี้ แม้นชื่อพลังจะดูน่ากลัวแต่ในความเป็จริง มันก็เป็แค่วิชาพลังลมปราณชั้นปลายแถวของพวกพรรคมาร อาจจะพอสู้กับผู้ฝึกวรยุทธ์ขั้นต้นฝ่ายธรรมมะได้แต่ถ้าไปเทียบกับผู้ฝึกลมปราณขั้น 3 ขึ้นไปนับว่าแตกต่างกันมาก และนับเป็โชคดีของฉินฟงที่ลู่ไกวฉือผู้นี้ยังฝึกปราณัได้แค่ขั้นที่ 1 เท่านั้น แม้ว่าความเป็จริงถ้าเขาตั้งใจฝึกอย่างจริงจังและด้วยอายุอานามขนาดนี้ เขาก็น่าจะสำเร็จไปถึงขั้นที่3แล้ว และนั้นมันก็มากพอที่จะทำร้ายฉินฟงให้าเ็สาหัสได้
แต่ก็อย่างที่รู้ๆ กันเหล่าศิษย์ส่วนใหญ่สนใจแต่จะหาความสำราญจึงมีน้อยคนที่จะฝึกไปถึงขั้นนั้น ถ้าจะมีใครสักคนที่พอทำได้ก็เห็นจะเป็ เสี้ยวอี้หลาน นางฝึกไปจนถึงบรรลุไปถึงขั้นที่6แล้วจากทั้งหมดเก้าขั้น ซึ่งนับว่าเป็เื่ที่น่าเหลือเชื่อมากๆ ในขณะที่อายุของนางยังมีเพียงเท่านี้…
“ตายซะเ้าหมูตอนย้ากกก!!” ฝ่ามือทั้งสองของลู่ไกวฉืออัดแน่นไปด้วยพลังปราณอันรุนแรงและกำลังจะฟาดเข้ามาที่ร่างของเป้ แต่ฉินฟงก็โคจรพลังของตนรอไว้แล้วเมื่อได้จังหวะเขาจึงยกฝ่ามือทั้งสองขึ้นมาและปะทะเข้ากับฝ่ามือของลู่ไกวฉือจนเกิดเสียงดัง เปรี้ยง
ทั้งคู่อยู่ในท่าประสานทั้งสองฝ่ามือกันอยู่สักพักก่อนที่ร่างของลู่ไกวฉือจะกระเด็นออกถอยห่างมาแล้วล้มลงกระอักเื ฉินฟงในร่างของจู่ต้าเยียนรีบยกมือและค้อมตัวกล่าวบางอย่างขึ้นทันที “ข้าขอขอบคุณศิษย์พี่ที่สั่งสอนและออมมือให้ข้าครับ” สีหน้าของลู่ไกวฉือดูเจ็บแค้นแสนสาหัสแต่เขาก็มิอาจลุกขึ้นได้ “แก…ไอ้อ้วนจู่ต้าเยียน แกกล้าทำร้ายศิษย์พี่ในพรรคงั้นรึ ถ้าเป็เช่นนี้พวกเราคงไม่ต้องออมมือกับมันแล้วใช่ไหม กวนเหลียง” ศิษย์ในพรรคคนหนึ่งเอ่ยปากถามอู๋กวนเหลียงด้วยใบหน้าโกรธเกรี้ยว อู๋กวนเหลียงที่ยังตกตะลึงไม่หายก็ได้หันมามองก่อนจะหันไปมองจู่ต้าเยียน แล้วแสยะยิ้มที่มุมปาก “จริงสินะ ในเมื่อเ้านี่มันทำร้ายคนในพรรคงั้นก็แปลว่าถ้าพวกเราฆ่ามันก็ถือว่าไม่ผิดเพราะเป็การป้องกันตัว…ส่วนเื่ของนางเดี๋ยวข้าจะจัดการเองคงเจรจาไม่ยาก”
“ได้ยินเช่นนั้นพวกข้าก็สบายใจ งั้นจะรออะไรไปรีบจัดการเ้านี้ให้จบๆ ไปดีกว่า ข้าชักเปรี้ยวปากอยากหาเหล้าดื่มเต็มแก่แล้ว” ศิษย์พี่คนหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยใบหน้าชั่วร้ายพร้อมกับชักกระบี่ในมือออกมา
ฉินฟงที่ยืนมองดูอยู่ห่างๆ แม้จะไม่ได้ยินเสียงของพวกเขาว่าพูดอะไรกันแต่ก็รับรู้ได้ถึงจิตสังหารอันรุนแรงแผ่ซ่านออกมาจากคนกลุ่มนี้ “ดูท่าพวกมันคน้าสังหารข้าทิ้งเป็แน่..ถ้าเช่นนั้นก็ย่อมได้ เข้ามาเลยเ้าพวกหมาหมู่” แววตาของฉินฟงดูจริงจังขึ้นมาทันทีเขาเตรียมโคจรพลังเทพมารขั้น 2 ไปทั่วร่าง แต่เนื่องจากอีกฝ่ายที่กำลังจะบุกเข้ามามีกระบี่เป็อาวุธส่วนฉินฟงมีแค่มือเปล่า เขาเกรงว่าจะเสียเปรียบจึงได้ลองกวาดตามองรอบๆ เพื่อหาอาวุธบ้างแล้วก็ได้ไปพบเข้ากับไม้กวาดผุๆ อันหนึ่ง ดูท่าทางมันไม่น่าจะเป็อาวุธได้เลยแต่ฉินฟงก็เลือกที่จะหยิบมันขึ้นมา
เนื่องจากเขาคิดจะใช้มันแทนกระบี่และจะประสานเข้ากับเพลงกระบี่มารขั้นที่ 2 ซึ่งก็คงจะพอรับมือเ้าคนพวกนี้ไหวอยู่
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วฉินฟงก็ตั้งท่าร่างรอรับมือพวกมันทันทีแต่ทว่า…เสียงของใครบางคนก็ได้ดังขึ้นข้างๆ กายของเขาเสียก่อน “ อย่าไปสู้กับพวกมันให้เสียเวลาเลยพ่อหนุ่ม…เ้าเอาชนะพวกมันได้ก็ไร้ความหมาย มิหนำซ้ำตัวเ้าเองนั่นแหละที่จะเดือดร้อน..” ฉินฟงสะดุ้งใก่อนจะหันไปมองและพบกับไท่หยวนอี้ในร่างกายทิพย์ยืนเอามือไพล่หลังลูบเคราอยู่
“ข้าน้อยคารวะผู้าุโ..เมื่อกี้ท่านบอกว่าไม่อยากให้ข้าสู้กับพวกเขาหรือขอรับ” ไท่หยวนอี้แย้มยิ้มและพยักหน้าก่อนจะกล่าวต่อ” ถูกต้องแล้วพ่อหนุ่ม หากเ้าชนะพวกเขาได้ก็จะกลายเป็เื่ราวใหญ่โต เ้าที่เคยเป็คนอ้วนไม่เอาไหนแต่กลับมีวรยุทธประหลาดที่เอาชนะบรรดาศิษย์รุ่นพี่จากฝ่ายลมปราณและฝ่ายกระบี่ได้ เ้าไม่คิดบ้างรึว่าคนอื่นๆจะมองเช่นไร” พอฉินฟงได้ฟังคำจากไท่หยวนอี้เขาก็รู้สึกว่ามันเป็จริงดังว่า คงจะมีคนมากมายมาถามและสงสัยเป็แน่ๆและในที่สุดความก็คงจะแตกว่าเขาไม่ใช่จู่ต้าเยียนตัวจริง
“งั้นข้าควรจะทำเช่นไรดีล่ะขอรับ” ฉินฟงเอ่ยถามไท่หยวนอี้ “ ตอนนี้เ้าควรต้องถอยก่อนและจงมาพบข้าในป่าบนหุบเขาเที่ยงคืนนี้ ข้าจะสอนวรยุทธของพรรคให้ ต่อไปเมื่อเ้าต้องต่อสู้ป้องกันตัวจะได้มิมีผู้ใดสงสัยอีก” “ข้าน้อยเข้าใจแล้วขอรับ” ฉินฟงยกมือคารวะไท่หยวนอี้และค้อมตัวขอบคุณที่เขาชี้แนะ
แต่ภาพที่อู๋กวนเหลียงและคนอื่นๆเห็นก็คือ จู่ต้าเยียนกำลังบ่นพึมพำคนเดียวและยกมือคารวะใครก็ไม่รู้ในอากาศ “มันทำอะไรของมัน? สงสัยลมปราณจะย้อนกลับ ถ้าเช่นนั้นก็จัดการมันตอนนี้เลย!!”
อู๋กวนเหลียงประกาศก้อง ก่อนที่พวกศิษย์ทุกคนตรงนั้นจะเตรียมพุ่งเข้ามาหาจู่ต้าเยียนแต่แล้วก็กลายเป็ว่า จู่ต้าเยียนหันหลังให้พวกเขาและวิ่งหนีไปทันที
สิ่งที่เกิดสร้างความประหลาดใจให้กับพวกมันเป็อย่างมากแต่ก็แค่ชั่วครู่ เมื่อได้สติพวกมันจึงได้รีบไล่ตามจู่ต้าเยียนไปในทันที…
จบบทที่ 5