ฟังเยว่ฉิวเดินทางมาถึงถูหยางใน่ฤดูเสียวหม่าน[1]แต่เพราะเป็คนบ้านนอก มีใจซื่อ มองโลกภายนอกแง่ดีเกินไป หลังจากเข้าประตูเมืองได้ยังไม่ทันครึ่งชั่วยามก็ถูกหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งเข้ามาตีสนิทจนนางยอมเปิดเผยเื่มาตามหาคนจึงสบโอกาสให้คนชั่วใช้อุบายหลอกลวงว่าจะพาไปจวนแม่ทัพเผิง
ทว่าที่นางพบกลับเป็ทางเข้าประตูหลังของบ้านหลังหนึ่งแต่เป็โชคดีก็ว่าได้ ที่นางรอดพ้นถูกจับไปขายเป็ทาสอย่างฉิวเฉียดเพราะมีผู้หญิงสองคนวิ่งผ่านหน้าออกมา ตามติดด้วยชายวัยฉกรรจ์ท่าทางกักขฬะในมือถือท่อนไม้ใหญ่ เห็นท่าไม่ดี หญิงสาวจึงออกตัววิ่งเช่นกันทว่าก็ยังถูกหญิงใจชั่วที่นางเรียกว่า ‘ป้าลู่’ ดึงห่อผ้าจนข้าวของตกกระจายเหลือติดมือจึงมีเพียงหนังสือที่นางยื้อแย่งสุดชีวิตและประกาศแผ่นนั้นส่วนป้ายหยกขาว นางคล้องคอไว้แล้วคาดทับด้วยผ้าแถบอีกชั้น จึงหมดห่วงว่ามันจะ สูญหาย
ฟังเยว่ฉิววิ่งไปยังทิศทางตรงกันข้ามที่สตรีสองนางก่อนหน้านี้วิ่งหนีตามหลังนางมาไม่ไกลยังคงเป็นางลู่ รั้งท้ายด้วยชายรุ่นเดียวกับนางอีกคนนางเกือบไม่รอดเงื้อมมือพวกนั้นแล้วเชียวหากไม่วิ่งเต็มฝีเท้าตัดหน้ารถม้าคันหนึ่ง จนทำให้ประกาศแผ่นนั้นหล่นจากมือม้าตัวใหญ่พ่วงพียกขาหน้าตะกุยตะกายในอากาศจนนางต้องรีบหลบก่อนจะได้รับอันตรายคนบังคับม้าร้องเสียงหลง พยายามควบคุมสัตว์พาหนะให้หายตื่นใ
ฟังเยว่ฉิวตัดใจจากภาพ‘พี่ต้าเผิง’ บนประกาศของทางการที่อยู่เป็เพื่อนใจนางมาหลายราตรีเพราะคนที่ปองร้ายนางกำลังจะข้ามฝั่งถนนและเมื่อครู่นางก็ทำความเดือดร้อนให้เ้าของรถม้านางไม่มีปัญญาจะชดใช้อะไรให้ใครทั้งนั้น หญิงสาวจึงหันกายรีบวิ่งหนีหายปะปนเข้าไปท่ามกลางฝูงชนที่เริ่มออกันเข้ามามุงเหตุการณ์ระทึกขวัญด้วยความสนอกสนใจ
“ไม่ได้ชนใครเข้านะเล่าหลาง”เผิงเซิ่งอี้ใช้มือเปิดม่านให้เผยออกเพื่อถามคนติดตามหลังจากคนบังคับม้าควบคุมมันจนสงบลงมากแล้ว ั้แ่ชายหนุ่มประสบเหตุตกหลังม้าครั้งหลังสุดจนเกิดอาการปวดหัวเห็นภาพซ้อนบ่อยครั้งทำให้เขาจำเป็ต้องละการกุมบังเหียนอยู่บนหลังม้าตามลำพังมาพักใหญ่แล้ว
“มีผู้หญิงพรวดพราดวิ่งตัดหน้าไปขอรับนายน้อยนางหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้” เล่าหลางวัยสามสิบเอ่ยอย่างหัวเสียเพราะเขาเองก็เกือบพลัดตกจากที่นั่ง
“หากนางไม่ได้รับาเ็ก็แล้วไปเถอะ” ขณะเผิงเซิ่งอี้กำลังจะปิดม่านลงเพื่อสั่งให้คนบังคับม้ามุ่งไปยังตำหนักของเสวี่ยอ๋องพลันสายตาก็เหลือบเห็นประกาศแผ่นที่ตกอยู่ใกล้เท้าม้าซึ่งเล่าหลางก็เห็นเช่นเดียวกัน ชายหนุ่มะโลงจากที่นั่งหลังคนบังคับม้าแล้วหยิบกระดาษแผ่นนั้นส่งให้ผู้เป็นาย
“ประกาศตามหานายน้อยนี่ขอรับทำไมยังมีหล่นอยู่ตรงนี้อีก เื่มันก็ผ่านมานานหลายเดือนแล้วนี่นาใครมาทำตกหล่นไว้” เล่าหลางหันรีหันขวาง
เผิงเซิ่งอี้มองภาพวาดของตัวเองในประกาศอย่างพินิจพิเคราะห์นี่เป็ครั้งแรกที่เขาเห็นประกาศตามหาตัวเองเพราะถูกอุบายว่าท่านย่าสิ้นใจหลังจากกองทัพของเขาเพิ่งหักธงสุดท้ายของหนานลู่ลงได้ครานั้นจึงทิ้งกองทัพให้เหอเติ้งเหลยดูแลชั่วคราวแล้วควบม้ากลับถูหยางพร้อมคนติดตามสามคน พวกเขาถูกลอบโจมตีจากกลุ่มคนไม่ทราบฝ่ายเพราะ เคี่ยวกรำศึกมาเป็เวลานาน กำลังพลที่ติดตามก็น้อยต้องควบม้าหนีมาถึงเนินเขาลูกหนึ่งความทรงจำสุดท้ายคือเขาถูกยิงด้วยหน้าไม้พลัดตกหลังม้าลงมาตามลาดไหล่เขา
กระทั่งวันที่พบกองกำลังทหารของเสวี่ยอ๋องซึ่งถูกส่งไปติดตามค้นหาพวกเขาก็ถูกดักซุ่มโจมตีอีกครั้ง ผลจากการตกหลังม้า่ชุลมุนทำให้ความทรงจำตลอดระยะเวลาสองเดือนที่หายตัวไปนั้น อย่างไรก็ไม่อาจเรียกคืนนอกจากฝันเลือนรางและเสียงเพรียกหาของสตรีซึ่งเขาไม่เคยเห็นหน้านางชัดเลยสักครั้ง
“นายน้อย” เสียงของเล่าหลางเรียกสติของเผิงเซิ่งอี้ให้กลับมาสู่ปัจจุบัน
“สีหน้าท่านไม่ดีเลยเรากลับจวนกันก่อนดีไหมขอรับ แล้วข้าจะส่งหนังสือไปยังตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์”
“ไปต่อเถอะนั่งพักในรถม้าสักเดี๋ยวก็คงดีขึ้นธุระของเสวี่ยอ๋องย่อมสำคัญกว่าใบหน้าไร้เืฝาดของข้าเพียงชั่วครู่”
แต่เดิมนั้นเผิงเซิ่งอี้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดั่งม้าศึกทว่าพักหลังมีเื่มากระทบใจบ่อยครั้งจนคล้ายเป็คนจิตใจเลื่อนลอยชายหนุ่มตวัดมือปิดม่าน เขาพับประกาศแผ่นนั้นแล้วสอดไว้ในอกเสื้อไม่รู้เพราะสาเหตุใด จึงตัดใจทิ้งภาพวาดของตัวเองไม่ลง
ทางด้านฟังเยว่ฉิวที่วิ่งไปหลบอยู่ข้างตะกร้าเศษผักหลังครัวของโรงเตี๊ยมใหญ่แห่งหนึ่งก็ได้รับน้ำใจจากบรรดาคนงานในครัวให้อาหารและน้ำแก่นาง หญิงสาวขันอาสาทำงานแลกไม่ขอรบกวนพวกเขาฝ่ายเดียว ค่ำนั้นจึงได้รับน้ำใจอีกครั้งให้พักในเรือนของหญิงม่ายผู้หนึ่งเพราะเหนื่อยอ่อนจากการวิ่งหนีและงานล้างถ้วยชามที่มากมายทำให้คืนนั้นเปลือกตานางปิดลงอย่างง่ายดาย หนังสือของพ่อในอ้อมอกและหยกขาวแนบกายทำให้ใจนางเย็นชื่นในค่ำคืนร้อนอบอ้าวท่ามกลางผู้คนแปลกหน้าในเมืองหลวงของิอาน
วันขึ้นสิบสองค่ำ เดือนห้าองค์จักรพรรดิเรียกเผิงเซิ่งอี้เข้าวังเพื่อพระราชทานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดครบยี่สิบสี่ปีเต็มของเขาที่ศาลากระเบื้องหยกแดงงานเลี้ยงส่วนพระองค์นั้นมีพระชนนี พระมเหสี และองค์หญิงหงหญ่ารวมอยู่ด้วยในฐานะ ‘คนในครอบครัวเดียวกัน’
บรรยากาศภายในศาลากลางอุทยานหลวงเป็ไปด้วยความชื่นมื่นของอิสตรีทั้งสามเต็มไปด้วยการลอบสังเกตอากัปกิริยาของว่าที่เ้าบ่าวจากสายพระเนตรจักรพรรดิเสียเจิ้งและอุดมไปด้วยความเรียบเรื่อย ลื่นไหลตามน้ำ เพราะเผิงเซิ่งอี้ถือว่าเป็หน้าที่จึงพยายามสั่งตัวเองให้มีความสุข
ที่มีผู้กล่าวไว้ว่าเวลาของคู่รักมีค่าดั่งทองพันจิน[2]ล่วงเข้าเวลาบ่าย จักรพรรดิเสียเจิ้งก็เสด็จออกจากอุทยานหลวงพร้อมพระมเหสีและพระชนนีปล่อยให้ว่าที่บ่าวสาวอยู่กันตามลำพัง
วาระพิเศษนี้องค์หญิงหงหญ่ามอบป้ายหยกซึ่งสลักคำ ‘หงส์เคียงพยัคฆ์มั่นรักนิรันดร์’ แก่ว่าที่เ้าบ่าวยามเมื่อชายหนุ่มรับของแทนใจ ก็เอียงอายจนนวลปรางแดงเรื่อใครว่าสตรีไม่มีสิทธิ์เลือกคู่ครองด้วยตัวเองอย่างน้อยก็มีนางนี่แหละที่สามารถกระทำได้อย่างพระทัย
“ท่านชอบมันหรือไม่”
“ชอบพ่ะย่ะค่ะ” เขามีสิทธิ์อันใดที่จะปฏิเสธว่าไม่ชอบมัน
‘มั่นรักนิรันดร์’กระนั้นหรือ
หากไม่มีความรักแล้วไซร้จะเอาคำว่า ‘นิรันดร์’ มาจากที่ใด
เผิงเซิ่งอี้นำป้ายหยกสอดเก็บไว้ในอกเสื้อจำใจรับสภาพ ในฐานะลูกกตัญญู เกิดเป็บุตรชายตระกูลเผิงลมหายใจล้วนต้องมอบให้ราชสำนัก หากอยากทำตามใจตนเองย่อมไม่ใช่หนึ่งชีวิตที่ต้องชดเชย
“ข้ามั่นใจแล้วเชียวว่าต้องถูกใจท่าน”อย่างไรเสีย อีกไม่กี่เดือนก็ต้องร่วมหอห้องแต่งเป็สามีภรรยาองค์หญิงหงหญ่าแม้เป็พรหมจรรย์ แต่ก็สิบแปดพรรษาแล้วใช่ไม่รู้เื่เสน่หามารยาของสตรีซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นมากมายจากเหล่าสนมนางในของพระบิดาและพระเชษฐาในเมื่อว่าที่สวามียังเครียดเกร็ง วางตัวเป็การเป็งานต่อว่าที่ภรรยาหัตถ์เรียวบางก็ยื่นไปกุมมือชายหนุ่มไว้แล้วชักชวนให้เขาเดินชมสวนเป็เพื่อนพระองค์
“ท่านชอบอุทยานแบบนี้หรือว่าแบบที่อยู่ฝั่งตะวันตกของวัง”
“สวยทุกที่พ่ะย่ะค่ะ”เขาแค่บอกว่าสวย แต่ไม่ได้บอกว่าชอบที่ใดเพราะคำว่าอุทยานมันใหญ่โตเกินไปสำหรับคนนิยมความเรียบง่ายที่มีเพียงหอจันทร์กระจ่างไว้หย่อนใจ
ในพระทัยองค์หญิงหงหญ่าแม้นสมรสกับเผิงเซิ่งอี้แล้วก็จะไม่ย้ายไปอยู่จวนสกุลเผิงที่คับแคบและไม่เคยได้ยินข่าวว่ามีการปรับปรุงต่อเติมนานมากแล้วเพราะแม่ทัพเผิงฉานตันขึ้นชื่อเื่มัธยัสถ์และสมถะ อีกทั้งก็ปรนนิบัติใครไม่เป็และไม่เห็นเป็เื่จำเป็ที่จะต้องลดองค์ไปทำเื่เช่นนั้น
พระองค์คิดที่จะขอตำหนักหลังใหม่ใกล้วังหลวงจากพระเชษฐาเพื่อเป็เรือนหอเวลาองค์จักรพรรดิทรงเรียกใช้ ชายหนุ่มจะได้เข้าเฝ้าอย่างรวดเร็วอีกทั้งยังได้อยู่ใกล้พระมารดา พอพระทัยประทับในที่ซึ่งไม่ต่างจากตำหนักหลังเดิมในเขตพระราชฐานชั้นในหากทรงสุขภาพกายใจดี ก็จะมีทายาทให้ตระกูลเผิงเร็วๆครอบครัวฝ่ายสามีนั่นแหละต้องเห็นดีกับทุกเื่ที่ปรารถนาให้เป็ไป
สายลมพัดพากลิ่นกลีบไม้หอมอวลตลบรอบบริเวณหทัยดวงเล็กมีแต่ความแช่มชื่น เฝ้าฝันถึงวันจะได้สมรักกับหนึ่งในเอกบุรุษของแคว้นทว่าหัวใจของอีกคนที่อยู่เคียง กลับมีแต่ความแห้งแล้งดั่งฟ้าขาดฝนเฝ้ารอว่าสักวันเขาจะลืมตาตื่นขึ้นมาบนเตียงแล้วพบว่าเื่ราวทั้งหมดก็แค่ภาพฝันชั่วข้ามคืน...
[1]ฤดูเมล็ดพันธุ์อุดม(๒๐-๒๒ พ.ค.) หรือปักษ์รวงข้าวน้อย เป็่ที่ข้าวเริ่มออกรวงชาวจีนเรียกการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ว่า หวงจิง จาก ๐ องศาของหวงจิงแบ่งวงโคจรทั้ง ๓๖๐ องศาออกเป็ส่วนละประมาณ ๑๕ องศา ่เวลาผ่านทุก ๑๕ องศา เป็๑ ฤดูกาล ดังนั้น ในแต่ละปีก็จะได้เป็ ๒๔ ฤดูกาลของดินฟ้าอากาศ และทุกเดือนมี ๒ ฤดูกาล
[2]หนึ่งจินประมาณ๖๐๐ กรัม