ผมเบี่ยงตัวหลบจากรัศมีสายตาของคนในห้องเล็กน้อยแล้วส่งสัญญาณเรียกเกียร์ให้บินเข้ามาหาที่ข้างหู ผมโน้มตัวลงไปกระซิบด้วยน้ำเสียงเบาๆ
"เกียร์... บินออกไปหาเ้าหน้าที่ที่เหลือข้างนอกบอกพวกเขาให้ล้อมภัตตาคารนี้ไว้ทุกทางออก เอาให้มิดชิดและเงียบเชียบที่สุดอย่าให้ใครรู้ตัวเด็ดขาด ดูเหมือนคราวนี้เราจะตกได้ปลาตัวใหญ่เกินกว่าที่คิดไว้ซะแล้ว"
เ้าอีกาเหล็กที่ได้ยินดังนั้นก็เบิกตาโตด้วยความตื่นเต้นมันอ้าปากเตรียมจะโวยวายตามนิสัย "เกี๊ยะ!นายท่านนี่มันแผนการระดับะเิลอนดอนเลยนะเกี๊ยะ ข้าจะะโให้..."
หมับ!
ผมรีบยื่นมือไปตะครุบจะงอยปากเหล็กของมันไว้ได้ทันท่วงทีก่อนที่เสียงจะเล็ดลอดออกไป"เงียบ! ถ้าแกทำแผนแตก ฉันจะถอดชิ้นส่วนแกมาทำส้อมจิ้มเนื้อวากิวแน่ๆไปเดี๋ยวนี้!"
ผมปล่อยมือแล้วจ้องมองมันบินออกไปเกียร์โผบินออกไปทางช่องระบายอากาศเหนือเพดานอย่างรวดเร็วและไร้เสียงท่ามกลางเสียงโต้เถียงที่ยังคงดังก้องอยู่ในห้องระหว่างอาเธอร์ เอ็ดมันด์และคู่สามีภรรยาโธมัสกับเอลิซ่า
ผ่านไปไม่กี่อึดใจผมเห็นเกียร์ร่อนลงไปเกาะที่บ่าของเ้าหน้าที่นายหนึ่งที่ยืนคุมอยู่ตรงทางเดินด้านนอกมันกระซิบส่งสารตามที่ผมสั่งอย่างแม่นยำเ้าหน้าที่นายนั้นเงยหน้าขึ้นมาสบตาผมผ่านประตูที่เปิดแง้มไว้ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยเป็สัญญาณว่า 'เข้าใจแล้ว'
ตอนนี้ตาข่ายถูกกางออกเรียบร้อยแล้วทุกทางหนีถูกปิดตายโดยที่ฆาตกรตัวจริงยังไม่ทันรู้ตัว
ทุกอย่างพร้อมแล้ว...เหลือแค่ดึงหน้ากากของคนที่กำลังทำเป็ไขสือออกมาเท่านั้น
ผมเดินกลับเข้าไปกลางวงล้อมท่ามกลางเสียงเอะอะโวยวายที่ชี้เป้าไปที่เอ็ดมันด์เพียงคนเดียวผมยิ้มมุมปากเล็กน้อย แววตาที่ขี้เล่นหายไป เหลือเพียงความจริงจังในแบบที่ปรึกษามืออาชีพควรจะเป็
"เอาล่ะทุกคน... เลิกแสดงละครฉากน้ำเน่านี้กันได้แล้ว" ผมพูดขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่สะกดทุกสายตาให้หันมามอง"อาเธอร์... ปล่อยเอ็ดมันด์ซะ เพราะคนร้ายตัวจริงไม่ใช่เขา และเขากำลังรอให้เราจับอยู่พอดี"
วินาทีนั้นความเงียบเข้าปกคลุมห้องอาหาร VIP ทันทีพร้อมกับสายตาหนึ่งคู่ที่เริ่มสั่นไหวด้วยความขลาดกลัวภายใต้หน้ากากที่พยายามรักษาความสงบเอาไว้!
"เขาจะไม่ใช่คนร้ายได้ยังไงครับ!?" โธมัสยังคงค้านเสียงหลงพยายามหาพวกจากแขกคนอื่นๆ "เราทุกคนที่อยู่ตรงนี้ รวมถึงคุณด้วยก็เห็นอยู่เต็มสองตาว่าเขาเป็คนเดียวที่ยืนถือปืนอยู่กลางห้อง!"
ผมหันไปสบตาโธมัสตรงๆแล้วสวนกลับด้วยคำถามที่ทำให้เขาต้องชะงัก "แล้วผมถามคุณอีกครั้งนะคุณโธมัสคุณเห็นวินาทีที่เขาเหนี่ยวไกยิงเซอร์อาร์เธอร์ด้วยตาตัวเองเลยหรือเปล่า?หรือคุณแค่เห็นเขาตอนที่ะุมันเจาะหน้าอกศพไปแล้ว?"
โธมัสเงียบกริบไปทันทีอ้าปากค้างเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าความจริงกับสิ่งที่เขาทึกทักเอาเองมันมีช่องว่างขนาดใหญ่อยู่
"อาเธอร์..." ผมหันไปหาเ้าหน้าที่หนุ่มที่กำลังทำหน้าเข้ม"หยิบปืนกระบอกนั้นขึ้นมาแล้วลองบอกทุกคนในที่นี้ดูซิว่าหลักฐานชิ้นนี้มันกำลังบอกอะไรเรา"
อาเธอร์รับคำสั่งด้วยความกระตือรือร้นเขาเดินไปหยิบปืนพกจากโต๊ะขึ้นมาพินิจพิเคราะห์อย่างตั้งใจท่ามกลางสายตาลุ้นระทึกของทุกคนในห้อง
"มัน... มันสวยมากเลยครับท่านที่ปรึกษา!ลวดลายแกะสลักนี่มันงานฝีมือชั้นยอดชัดๆ เลยครับ"อาเธอร์อุทานออกมาด้วยน้ำหน้าชื่นตาบานเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่
ผมถึงกับเอามือกุมขมับทันทีพลางถอนหายใจยาวเหยียด "ไม่ใช่เื่นั้นอาเธอร์! ฉันไม่ได้ให้นายมาประเมินความสวยงามฉันหมายถึงให้ดูที่ปากกระบอกปืนไม่ใช่ลวดลายข้างตัวปืน!"
"อะ... อ้อ! ขออภัยครับท่านที่ปรึกษา!" อาเธอร์รีบขอโทษ ก่อนจะพลิกส่วนปลายกระบอกปืนขึ้นมาดูใกล้ๆคิ้วของเขาเริ่มขมวดเข้าหากัน "เอ๊ะ.....นี่มันแปลกมากเลยนะครับเนี่ย"
"มีอะไรแปลกงั้นเหรออาเธอร์?" ผมแกล้งถามเพื่อให้เขาเป็คนเฉลยต่อหน้าทุกคน
"ก็ถ้าทุกคนยืนยันว่าปืนกระบอกนี้คืออาวุธสังหารที่เพิ่งใช้ยิงผู้ตายจนเกิดเสียงดังสนั่นเมื่อครู่แต่ทำไมที่ปากกระบอกปืนถึงได้สะอาดกริบไม่มีคราบเขม่าดินปืนหรือกลิ่นควันตกค้างอยู่เลยล่ะครับ? มันเหมือนปืนที่เพิ่งถูกขัดทำความสะอาดมาหมาดๆมากกว่าปืนที่เพิ่งลั่นไกไปนะครับเนี่ย"
คำพูดของอาเธอร์เหมือนทุบโต๊ะดังปังกลางใจทุกคนแขกที่ยืนมุงอยู่หน้าห้องเริ่มส่งเสียงซุบซิบด้วยความฉงนเอ็ดมันด์เองก็เริ่มมีความหวังขึ้นมาในแววตา
ใช่แล้วถ้าปืนไม่ได้ยิง แล้วเสียงปืนที่ทุกคนได้ยินล่ะมาจากไหน?และที่สำคัญ ะุที่อยู่ในตัวศพมันพุ่งออกมาจากทิศทางไหนกันแน่
ผมเหลือบมองไปทางอีธาน ฮันท์เลย์ ชายชุดโค้ทดำคนนั้น เขายังคงนั่งนิ่งแต่ปลายนิ้วที่เคาะโต๊ะเป็จังหวะเบาๆ เริ่มดูติดขัดขึ้นมานิดหน่อย
"เรามาสรุปเหตุการณ์กันอีกครั้งดีกว่าครับ"ผมเอ่ยทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดขึ้นมา สายตากวาดมองไปรอบห้อง"เริ่มจากเื่ที่เอ็ดมันด์บอกว่า เขาขอตัวออกไปข้างนอกครู่หนึ่งพอเดินกลับเข้ามาก็พบปืนพกตกอยู่ที่พื้นใกล้ๆ กับโต๊ะที่เขานั่งกับผู้ตายเขาเลยก้มลงไปหยิบมันขึ้นมาเพราะนึกว่าเป็ของผู้ตายและในวินาทีที่เขากำลังจะเงยหน้าขึ้นมานั่นเอง เสียงปืนก็ดังสนั่นพร้อมกับร่างของเซอร์อาร์เธอร์ที่ถูกยิงตายต่อหน้าทุกคน"
ผมหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย"ซึ่งนั่นคือฉากที่พวกคุณทุกคนเห็นพร้อมกันหลังจากสิ้นเสียงปืน"
ผมหันไปสบตาเอ็ดมันด์ที่เริ่มมีความหวังขึ้นมาในแววตา"เอ็ดมันด์ ตอบผมหน่อย ทำไมตอนนั้นคุณถึงต้องออกไปข้างนอกห้อง"
เอ็ดมันด์ตั้งสติได้ก็รีบตอบทันที"คือตอนนั้นมีพนักงานคนหนึ่งเดินมาบอกผมว่ามีคนรู้จักมารอพบผมอยู่ที่หน้าภัตตาคารครับ แต่พอผมเดินออกไปจริงๆกลับกลายเป็ว่าคนที่เขา้าพบไม่ใช่ผม แต่เป็คนที่มีชื่อเหมือนกันเป๊ะ!มันทำให้ผมโมโหมากที่เสียเวลาเปล่า ผมเลยรีบเดินกลับเข้ามาที่ห้องนี้ แล้วเหตุการณ์ก็เป็อย่างที่ท่านสรุปเลยครับ"
"เื่นั้นผมยืนยันได้ครับ" ผมเสริมด้วยน้ำเสียงเรียบ"เพราะผมเองก็เห็นคุณเอ็ดมันด์ยืนคุยกับบางคนอยู่ข้างนอกก่อนที่ผมจะเข้ามาในร้านจริงๆ"
ผมหันกลับมาจ้องเอ็ดมันด์อีกครั้ง"เอ็ดมันด์ ก่อนที่คุณจะเดินออกไปพบแขกปริศนาคนนั้นสภาพของเซอร์อาร์เธอร์เป็ยังไงบ้าง?"
"เขาก็ปกติดีครับท่านที่ปรึกษา ยังโบกมือบอกให้ผมรีบไปรีบมาอยู่เลย"เอ็ดมันด์ตอบอย่างมั่นใจ
"แล้วตอนที่คุณเดินกลับเข้ามาในห้องล่ะ ก่อนที่คุณจะก้มลงไปเก็บปืนที่พื้นสภาพของเขาเป็ยังไง?"
เอ็ดมันด์ชะงักไปเขาทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งดวงตาทั้งสองข้างเริ่มเบิกกว้างขึ้นราวกับเพิ่งนึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่เขามองข้ามไปเพราะความใเมื่อผมเห็นท่าทางที่เขาเริ่ม เข้าใจอะไรบางอย่างผมก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มมุมปากออกมา
"เขา เขานิ่งมากครับ" เอ็ดมันด์ละล่ำละลักบอก "เขานั่งนิ่งไม่ขยับเลยสภาพเหมือนตอนที่เราเห็นกันอยู่ตอนนี้เป๊ะ! เพียงแต่...เพียงแต่ตอนนั้นผมยังไม่เห็นรอยะุบนหน้าอกเสื้อของเขาเท่านั้นเอง"
"น่าแปลกนะครับ" ผมเสริมขึ้นมาพลางกวาดสายตาไปทางแขกคนอื่นที่อยู่นอกห้อง"มันน่าแปลกมากที่ผู้ตายซึ่งเป็ถึงอดีตทหารเก่าผู้ผ่านสมรภูมิมาโชกโชนกลับนั่งนิ่งเป็หุ่นปั้นไม่รู้สึกตัวเลยสักนิดว่าตัวเองทำปืนหล่นลงพื้นเสียงดังเคร้งข้างตัว”
"อาเธอร์... เข้าไปดูที่ศพทีสิลองเช็กดูว่าผู้ตายมีปืนพกประจำตัวอยู่กับตัวหรือเปล่า?" ผมสั่งการเสียงเรียบทันที
อาเธอร์รีบเข้าไปสำรวจตามคำสั่งเขาค่อยๆ เปิดเสื้อสูทของผู้ตายออกอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเบิกตาโต"ท่านที่ปรึกษาครับ! ในซองปืนใต้รักแร้ของผู้ตาย มีปืนพกประจำตัวอยู่จริงๆด้วยครับ"
ผมยิ้มมุมปากทันทีที่ความจริงเริ่มปรากฏ"เื่แปลกเพิ่มขึ้นอีกแล้วนะครับทุกคน... ทำไมคนเราถึงต้องพกปืนชนิดเดียวกันถึงสองกระบอกในเวลาเดียวกันด้วยนอกจากว่า... ปืนกระบอกที่ตกอยู่ที่พื้นนั่น จะไม่ใช่ปืนของผู้ตายั้แ่แรกแต่เป็ปืนที่ใครบางคนเตรียมวางไว้อย่างดีเพื่อป้ายความผิดให้คนที่มาเก็บมันขึ้นมา"
พยานในห้องเริ่มหน้าถอดสีโดยเฉพาะเอ็ดมันด์ที่เริ่มเข้าใจว่าตัวเองเกือบกลายเป็แพะรับบาป
"อาเธอร์ ดูที่ด้านหลังตรง่คอของผู้ตายด้วย" ผมสำทับต่อ
อาเธอร์โน้มตัวไปที่พนักเก้าอี้ค่อยๆ จัดปกเสื้อและเส้นผมของผู้ตายออกอย่างละเอียด "ท่านที่ปรึกษาครับ!ที่ด้านหลังตรงบริเวณต้นคอ มีรอยรูขนาดเล็กกว่าะุปกติอยู่หนึ่งจุดครับ! น่าแปลกมากที่มันไม่มีเืไหลออกมาเพิ่มเลยแถมยังมีกลิ่นฝาดๆ เหมือนพวกเปลือกไม้ขมๆ โชยออกมาด้วยครับ"
วินาทีนั้นทุกคนในห้องถึงกับอุทานออกมาด้วยความใเื่ราวมันพลิกผันจากหน้ามือเป็หลังมือ เมื่อพบว่ามีรอยที่เหมือนถูกยิงเพิ่มมาอีกหนึ่งจุดที่ด้านหลัง!
"ใช่แล้ว... มีรอยถูกยิงอีกรอยที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง" ผมก้าวเดินช้าๆไปรอบห้อง"นั่นหมายความว่าผู้ตายเสียชีวิตไปก่อนที่คุณเอ็ดมันด์จะเดินกลับเข้ามาในห้องนี้ด้วยซ้ำส่วนรอยะุที่หน้าอกและเสียงปืนที่ทุกคนได้ยิน... มันคือการยิงซ้ำใส่ร่างที่ไร้ิญญาเพื่อสร้างฉากฆาตกรรมขึ้นมาใหม่!"
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงอีกครั้งสายตาของผมเปลี่ยนทิศทางจากอีธาน ฮันท์เลย์พุ่งตรงไปยังคู่สามีภรรยาที่นั่งอยู่โต๊ะด้านขวาแทน"คุณมีอะไรจะพูดไหมครับ... คุณโธมัส และคุณเอลิซ่า?"
ผมเว้นจังหวะพลางก้าวเข้าไปหาพวกเขาช้าๆ "เหตุผลอะไรที่ทำให้คุณต้องสังหารผู้ตาย... ไม่สิต้องถามว่าภารกิจที่คุณได้รับมอบหมายมาคืออะไรกันแน่ จากกลุ่มองค์กรที่กำลังสร้างชื่อเสียโด่งดังอยู่ในตอนนี้"
โธมัสและเอลิซ่าสะดุ้งสุดตัวสีหน้าของทั้งคู่เปลี่ยนเป็ความใก่อนจะรีบปฏิเสธพัลวัน "คุณบ้าไปแล้วเหรอพวกเราเป็แค่คู่สามีภรรยาธรรมดาที่มาฉลองวันครบรอบแต่งงานกันนะ!พวกเราแค่บังเอิญซวยที่เข้ามาอยู่ในเหตุการณ์สยองขวัญนี่เท่านั้นเอง"
"ถ้าคุณจะสงสัยใครสักคน มันควรจะเป็ชายชุดดำคนนั้นมากกว่านะ!"เอลิซ่าะโพลางชี้มือสั่น ๆ ไปที่อีธาน ฮันท์เลย์ ที่ยังคงนั่งนิ่งสงบ"เขาน่ะดูเหมือนมือปืนรับจ้างมากกว่าพวกเราตั้งเยอะ!"
ผมหลุดหัวเราะออกมาทันทีหลังจากจบประโยคนั้นเป็เสียงหัวเราะที่เย็นเยียบจนคนฟังรู้สึกเสียวสันหลัง
"มันน่าขำขนาดนั้นเลยเหรอที่มาใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์แบบพวกเรา" โธมัสถามด้วยน้ำเสียงโมโห
"ใช่ครับ... มันน่าขำมาก"ผมหยุดหัวเราะแล้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของโธมัส"ขำตรงที่พวกคุณยังกล้าโกหกคำโตว่าเป็คู่แต่งงานกันทั้งที่หลักฐานมันทนโท่อยู่บนนิ้วมือพวกคุณนั่นไง!"
ทุกคนในห้องรวมถึงอาเธอร์ต่างมองที่มือของทั้งคู่ทันที"คุณเอลิซ่าสวมแหวนแต่งงานวงสวยอยู่บนนิ้วนางข้างซ้าย... แต่คุณโธมัสครับทำไมที่นิ้วของคุณถึงไม่มีแหวนแต่งงานเลยสักวงเดียวล่ะ?"
เป็อย่างที่ผมพูดโธมัสแบมือที่สั่นเทาออกโดยอัตโนมัติโดยที่ไม่รู้ตัวเลย นิ้วของเขาว่างเปล่าไร้ร่องรอยของแหวนแต่งงานที่ควรจะมี
"พวกคุณอ้างว่ามาที่นี่เพื่อฉลองครบรอบแต่งงานหนึ่งปี...หนึ่งปีที่ควรจะหวานชื่น แต่สามีกลับไม่สวมแหวนแต่งงานมาในวันสำคัญแบบนี้เนี่ยนะ?"ผมเลิกคิ้วถามพลางยิ้มเยาะ "คุณจะบอกว่ามันหาย? หรือลืมวางไว้ที่อ่างล้างหน้า หรือจริงๆ แล้ว...พวกคุณเพิ่งจะรู้จักชื่อกันก่อนจะเดินเข้ามาในร้านนี้เพื่อทำภารกิจสังหารกันแน่"
วินาทีนั้นโธมัสและเอลิซ่าเริ่มอยู่ไม่สุข พวกเขาหันมองหน้ากันด้วยแววตาที่ลนลาน ความเยือกเย็นที่เคยมีพังทลายลงต่อหน้าหลักฐานเล็กๆที่พวกเขาเผลอเรอ
"เกี๊ยะ! นายท่าน นกกระจอกยังรู้เลยว่านี่มันคู่รักกำมะลอชัดๆ!"เกียร์บินโฉบไปมาเหนือหัวของทั้งคู่"คนร้ายตัวจริงเริ่มเหงื่อตกแล้วเกี๊ยะ!"
ผมยิ้มมุมปากพลางก้าวเข้าไปหาเอลิซ่าที่บัดนี้ใบหน้าเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความจนใจ“หรือจะให้ผมพูดถึงผ้าเช็ดหน้าของคุณดีครับคุณเอลิซ่า ตอนนี้มันซ่อนอยู่ที่ไหนล่ะ ในกระเป๋าถือหรือใต้แขนเสื้อ?”
เอลิซ่าชะงักไปทันทีผมจึงรุกต่อด้วยน้ำเสียงกดดัน “ผ้าผืนนั้นไม่ได้มีไว้เช็ดน้ำตาหรอกครับแต่มันถูกชุบด้วยสารสกัดจากลูกเบญจกานีเข้มข้นสารที่มีฤทธิ์ฝาดจัดและช่วยให้เืแข็งตัวได้ในพริบตาซึ่งมันอธิบายได้ชัดเจนว่าทำไมรอยะุที่ต้นคอของผู้ตายถึงไม่มีเืไหลเพิ่มออกมาแม้แต่หยดเดียว!”
ทุกคนในห้องเริ่มหันมามองคู่รักปลอมๆคู่นี้ด้วยสายตาหวาดระแวง ผมจึงเริ่มร่ายสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดออกมาอย่างเป็ฉากๆ
“แผนการมันเริ่มจากตอนที่คุณล่อให้เอ็ดมันด์ออกจากห้องไปจังหวะนั้นเองคุณเอลิซ่าแกล้งลุกขึ้นแล้วเดินไปชนพนักงานเสิร์ฟอย่างจงใจในเสี้ยววินาทีที่ทุกคนหันไปมองจานและแก้วที่กำลังจะตกพื้นเพื่อดูอุบัติเหตุคุณก็อาศัยความชุลมุนนั้นพุ่งตัวไปด้านหลังของเซอร์อาร์เธอร์!”
ผมชี้นิ้วไปที่จุดที่พรมเปื้อน“คุณใช้ปืนพกขนาดจิ๋วที่ดัดแปลงให้เก็บเสียงซ่อนไว้ใต้ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นจ่อยิงเข้าที่ท้ายทอยผู้ตายในจังหวะเดียวกับที่จานกระทบพื้นแตกเปรี้ยง!เสียงเซรามิกที่แตกกระจายมันดังพอที่จะกลบเสียงปืนลมเบาๆ ของคุณได้อย่างมิดชิดจากนั้นคุณก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าชุบสารสกัดลูกเบญจกานีกดลงบนแผลเพื่อไม่ให้เืไหลออกมามากจนผิดสังเกตแล้วรีบกลับไปนั่งที่โต๊ะทำตัวเป็แขกที่ขวัญเสียปกติ”
โธมัสเริ่มกัดฟันกรอดส่วนผมยังคงพ่นความจริงออกมาไม่หยุด
“พอเอ็ดมันด์เดินกลับเข้ามาและเริ่มก้มเก็บปืนที่พวกคุณแอบวางไว้ตามแผนคุณโธมัสที่นั่งรอจังหวะอยู่ก็เป็คนยิงปืนอีกกระบอกยิงซ้ำไปที่หน้าอกของผู้ตายทันที!เพื่อให้เสียงปืน ‘ปัง’ครั้งใหญ่นั้นเรียกทุกคนให้วิ่งเข้ามาเห็นภาพเอ็ดมันด์ถือปืนค้างไว้เป็การปิดฉากแพะรับบาปที่สมบูรณ์แบบ!”
วินาทีนั้นความเงียบในห้องดูหนักอึ้งกว่าเดิมทุกสายตาจ้องมองไปที่โธมัสและเอลิซ่าด้วยความตกตะลึงพิมพ์เขียวของคดีฆาตกรรมที่ถูกปั้นแต่งขึ้นถูกเผาทำลายด้วยคำพูดของผมจนหมดสิ้น
“เกี๊ยะ! แผนสูงเสียดฟ้าแต่ดันแพ้ทางนิ้วนางข้างซ้ายซะงั้น!” เกียร์หัวเราะเยาะพลางบินโฉบไปมาอย่างคึกคะนอง“ทีนี้จะยอมมอบตัวดีๆ หรือจะให้ข้าจิกตาหลุดออกมาดูก่อนดีล่ะเกี๊ยะ!”
เสียงหัวเราะของนกเหล็กยังไม่ทันจางหายเอลิซ่าที่เคยสะอึกสะอื้นและทำท่าทางอ่อนแอขวัญเสียกลับหยุดชะงักไปกะทันหันเธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ ทว่าความหวาดกลัวที่เคยฉายชัดในแววตาบัดนี้กลับจางหายไปเหลือเพียงความเย็นเยือกที่ทำให้อุณหภูมิในห้องเหมือนจะลดฮวบลง
เธอยกมือขึ้นปัดคราบน้ำตาที่แก้มออกด้วยท่าทางที่ดู...เบื่อหน่าย ราวกับเพิ่งจบการแสดงละครราคาถูก
“พอกันที...” เธอถอนหายใจยาวพลางบิดคอซ้ายขวาเพื่อคลายกล้ามเนื้อใบหน้าหวานล้ำเปลี่ยนเป็แข็งกร้าวและเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายรังสีอำมหิต“ฉันบอกนายแล้วใช่ไหม ว่าภารกิจนี้ต้องรอบคอบ อย่าทำเป็เล่น!การที่ต้องมานั่งทำตัวสั่นเป็ลูกนก และทนเกาะแขนโง่ๆของนายมาทั้งคืนมันทำให้ฉันอยากจะอาเจียนชะมัด”
สิ้นคำพูดที่เย็นเยียบเอลิซ่าและโธมัสก็สะบัดมือด้วยท่วงท่าที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงพวกเขาชักปืนพกขนาดจิ๋วทรงประหลาดที่ซ่อนไว้ใต้ชุดราตรีและสูทออกมาด้วยความเร็วที่เหนือกว่าประสาทััของคนธรรมดา
เอลิซ่าเล็งปากกระบอกปืนตรงมาที่กลางหน้าอกของผมทันทีนิ้วของเธอวางนิ่งอยู่ที่ไกปืนอย่างมั่นคงขณะที่โธมัสหันขวับไปจ่อปืนใส่ขมับของอาเธอร์ที่ยังยืนเหวอจนตั้งตัวไม่ติด
“โธ่เว้ย!ใครจะไปรู้ล่ะว่าจะมีไอ้พวกสอดรู้สอดเห็นโผล่หัวมาขวางทางถึงที่นี่!”โธมัสกัดฟันสบถออกมาอย่างหยาบคายเขาจ่อปืนใส่หัวอาเธอร์พลางถ่มน้ำลายลงบนพื้นพรมหรูหรา“แผนแม่งควรจะจบั้แ่ห้านาทีที่แล้วแท้ๆถ้าแกไม่โผล่หน้าสลอนเข้ามาขุดคุ้ยหาเื่ใส่ตัว!”
เขาหันไปตวาดใส่เอลิซ่าที่กำลังแสยะยิ้ม“และที่สำคัญ... เลิกบ่นเื่กอดแขนสักที ‘M’ คิดว่าฉันพิศวาสเธอนักหรือไงถ้าอยากเปลี่ยนคู่หูนักก็เชิญไปประท้วงกับเบื้องบนเอาเองแต่อย่ามาพาลใส่ฉันตอนที่แผนมันพังยับเยินเพราะไอ้ที่ปรึกษาเฮงซวยนี่!”
“ถ้ามีคราวหน้าล่ะก็นะ...” เอลิซ่าแสยะยิ้มสายตาที่จ้องมองผมเหมือนกับพญาอินทรีที่กำลังมองเหยื่อในกำมือ “แต่ตอนนี้...ดูเหมือนเราคงต้องทำความสะอาดห้องนี้ให้เรียบเสียก่อนจะออกไปหาอะไรกินจริงๆแล้วล่ะ”
ผมหรี่ตามองปืนในมือของเอลิซ่ามันมีรูปทรงประหลาด ลำกล้องเรียวยาวและมีวัสดุคล้ายโพลิเมอร์สีดำด้านขัดเงาดูแล้วไม่ใช่ปืนที่หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไปแต่มันคือเทคโนโลยีการสังหารที่ถูกดัดแปลงมาเพื่อใช้ลอบฆ่าโดยเฉพาะ
“คุณเก่งมากเลยนะคุณที่ปรึกษา...”เอลิซ่าแสยะยิ้มเมื่อเห็นผมจ้องอาวุธในมือเธอ “ถูกแล้วปืนกระบอกนี้องค์กรของเราสร้างขึ้นเพื่อใช้สังหารในที่สาธารณะความสามารถในการเก็บเสียงของมันอยู่ในระดับที่ต่อให้นั่งโต๊ะข้างๆก็อาจจะได้ยินแค่เสียงลมพัดผ่านเท่านั้นแหละ”
“เราจะเอายังไงดี M ?” โธมัสหันไปถามเอลิซ่าสั้นๆ
Mงั้นเหรอ... ดูเหมือนชื่อ ‘เอลิซ่า’ จะเป็ชื่อปลอมจริงๆ สินะ
“จะทำไงล่ะ? ก็ต้องฆ่าใครสักคนเพื่อเปิดทางหนีออกไปเดี๋ยวนี้น่ะสิ”M ตอบด้วยเสียงเหี้ยมเกรียมสายตาของเธอจดจ้องมาที่ผมราวกับงูที่พร้อมจะฉกเหยื่อได้ทุกวินาที
อาเธอร์ที่โดนปืนจ่อหัวอยู่เริ่มเหงื่อไหลซึมออกมาขณะที่แขกคนอื่นๆ ในห้องต่างพากันหมอบลงกับพื้นด้วยความตื่นตระหนกท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบจะหยุดหายใจผมกลับเลือกที่จะก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวอย่างไม่เกรงกลัวปากกระบอกปืนนั่น
“ก่อนจะลั่นไก... ช่วยสงเคราะห์ที่ปรึกษาอย่างผมหน่อยได้ไหม?” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนชวนคุยเื่ดินฟ้าอากาศ “เซอร์ไอแซกเพนดรากอน เขาทำอะไรให้พวกเธอถึงต้องตาย? แล้วคนก่อนๆในหน้าหนังสือพิมพ์นั่นด้วย พวกเขาไปรู้อะไรที่องค์กรของพวกเธออยากจะปิดปากกันแน่?”
M นิ่งไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากแต่มันไม่ใช่ยิ้มของพวกคลั่งอุดมการณ์มันคือยิ้มของคนที่มองว่าคำถามของผมนั้นไร้สาระ
“พวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิดหรอกคุณที่ปรึกษาและพวกเราก็ไม่ได้สนใจด้วยว่าเขาไปรู้อะไรมา” M ตอบด้วยเสียงเย็นเยียบ“พวกเรามีหน้าที่แค่รับคำสั่งเมื่อชื่อของใครปรากฏบนรายการสังหารนั่นหมายความว่าชะตาของเขาขาดแล้ว เหตุผลน่ะมันเป็เื่ของพวกเบื้องบนส่วนพวกเรา... มีหน้าที่แค่ทำให้แน่ใจว่าเหยื่อจะไม่มีลมหายใจไปถามเซ้าซี้แบบนี้”
“รับคำสั่งงั้นเหรอ? ฟังดูเหมือนสุนัขรับใช้ที่ไม่มีสมองคิดเองเลยนะ”ผมแค่นหัวเราะ “การฆ่าคนที่ไม่มีทางสู้โดยไม่รู้เหตุผลเนี่ย มันดูเหมือนการกระทำของพวกขี้ขลาดที่รับใช้เ้านายลึกลับเพื่อเศษเงินมากกว่าจะเป็นักฆ่าระดับสูง”
“แกจะรู้อะไร!” โธมัสตวาดสวนขึ้นมาด้วยความหงุดหงิดที่โดนจี้ใจดำ“หน้าที่ก็คือหน้าที่ ความตายของไอแซกมันถูกกำหนดไว้แล้วั้แ่วินาทีที่มันก้าวเท้าเข้ามาในร้านนี้!และแก...ก็จะเป็อีกหนึ่งความผิดพลาดที่ฉันต้องกวาดทิ้งเพราะดันมาสอดไม่เข้าเื่!”
อาเธอร์พยายามจะขยับตัวแต่กลับถูกปืนของโธมัสกดจ่อขมับไว้แน่นจนเขาได้แต่ส่งสายตาขอความช่วยเหลือมาทางผมแต่แทนที่จะแสดงความหวาดกลัวหรือร้องขอชีวิต... สิ่งที่ผมทำกลับมีเพียงอย่างเดียว
ผมค่อยๆคลี่ยิ้มออกมา... รอยยิ้มสมเพชที่ส่งไปถึง ‘เ้านาย’ ที่อยู่เื้ัคนพวกนี้
มันไม่ใช่ยิ้มของคนขวัญเสียหรือยิ้มของคนจนตรอกแต่มันเป็รอยยิ้มเย็นเยียบที่เต็มไปด้วยความสมเพชและเหนือกว่าราวกับกำลังบอกว่าคำอุดมการณ์จอมปลอมและอาวุธในมือเธอคือของเล่นเด็กเล่น
“แกยิ้มอะไร!” M ตวาดเสียงก้องนิ้วของเธอเริ่มสั่นด้วยความหงุดหงิดที่มองไม่เห็นความขลาดกลัวในดวงตาของเหยื่อ“ไปตายซะ!”
นิ้วของเธอตัดสินใจเหนี่ยวไกในวินาทีนั้นทันที!
ฟุ่บ!
แทนที่จะเป็เสียงกัมปนาทที่เขย่าขวัญคนทั้งภัตตาคารกลับมีเพียงเสียงฉีกกระชากของอากาศที่เบาบางราวกับเสียงแส้ฟาดผ่านความมืดปืนพกขนาดจิ๋วในมือของ M แสดงสมรรถนะที่น่าหวาดหวั่นออกมามันไร้ทั้งแรงรีคอยล์และไร้เขม่าควัน มีเพียงประกายไฟจางๆที่ปลายลำกล้องเพียงชั่วพริบตา
ะุสังหารพุ่งแหวกอากาศตรงดิ่งเข้าหาขั้วหัวใจของผมด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเสียงปืนทั่วไปมันเงียบเชียบและแม่นยำดุจเข็มพิษของมัจจุราชที่หมายจะปลิดชีวิตที่ปรึกษาหนุ่มให้จบสิ้นลงโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ!