หว่านฉิงได้รับการแจ้งเตือนภารกิจจากระบบก่อนที่เสนาบดีหนุ่มจะก้าวเท้าเข้าสู่หอหงเหมยเสียด้วยซ้ำ นางสวมเครื่องแต่งกายสวยงามทำจากผ้าแพรต่วนสีสันอ่อนหวานอย่างคุณหนูผู้ดี เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันลุ่มลึกในฐานะนายหญิงใหญ่ เพื่อรอรับการมาถึงของเขาอย่างใจเย็น
เมื่อเยี่ยนเฉิงแจ้งข่าวเื่ตำแหน่ง ‘อาจารย์พิเศษที่ปรึกษาฝ่ายใน’ นางจึงตอบรับข้อเสนอแต่โดยดี ทว่ายังคงไว้ซึ่งจุดยืนที่เด็ดขาด
“ข้ายินดีจะเข้าวังไปช่วยขัดเกลาเหล่านางสนมเพียงบางเวลาใน่กลางวันเท่านั้นเ้าค่ะ ทว่าพอตะวันตกดิน... ข้าต้องรีบกลับมาสะสางกิจการของข้าต่อ” นางเอ่ยพลางคลี่ยิ้มบาง มองเสนาบดีหนุ่มในชุดสีครามอย่างคุณชาย “ข้ามิได้มีเพียงหอหงเหมยแห่งนี้ ยังมีโรงน้ำชาอีกแห่งที่ต้องคอยดูแลมิให้ขาดตกบกพร่อง ข้ามีกิจการหลายอย่างในเมืองหลวงเ้าค่ะ”
เยี่ยนเฉิงแสดงท่าทีตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด ั์ตาจิ้งจอกเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ “โรงน้ำชาที่ใดบ้างหรือขอรับ? ท่านพี่ทั้งสองคอยตามสืบเื่ของท่านมาพักใหญ่แล้ว แต่อาเยี่ยนมิกล้าจะล่วงเกินความเป็ส่วนตัวของเจี่ยเจียเลยสักนิด... ได้ยินเช่นนี้ข้าล่ะอยากรู้จริง ๆ”
“อาเยี่ยน ท่านเป็ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ คงเคยได้ยินชื่อเสียงของโรงน้ำชาซิงฝู... แหล่งรวบรวมข่าวสารที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในฉางอันมาบ้าง ใช่หรือไม่?” หว่านฉิงลุกขึ้นไปหยิบหีบไม้มาวางลงบนโต๊ะชา ก่อนจะคลี่โฉนดร้านค้าและสิทธิในกิจการต่าง ๆ กางลงบนโต๊ะไม้แกะสลัก “หากท่าน้าสืบเื่ใด ลองไปที่นั่นดูเถิด ข้าจะให้รหัสลับแก่ท่านไว้”
ท่วงท่าของนางยามนี้มิใช่เพียงสตรีงามล่มเมือง ทว่าคือเหล่านักธุรกิจผู้กุมบังเหียนเครือข่ายข่าวสารและความมั่งคั่งของแผ่นดินไว้ในมือ เยี่ยนเฉิงจ้องมองสตรีเบื้องหน้าอย่างเทิดทูน ยิ่งนางยอมเปิดเผยเื่ราวส่วนตัวออกมามากเท่าไร หัวใจของเขาก็ยิ่งถลำลึกจนมิอาจถอนตัว
“รหัสลับที่ว่าคืออะไรขอรับ? เจี่ยเจีย”
“ท่านไปหาทาสที่นั่งขอทานอยู่ข้างโรงน้ำชา มอบเศษเงินให้เขาแล้วบอกว่า... สามหญิงงามพากันไปเก็บดอกเหมย จะมีคนนำทางท่านไปพบแหล่งข่าวในโรงน้ำชาเองเ้าค่ะ” หว่านฉิงตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ทั้งสองเจรจากันพลางเยื้องกรายไปตามทางออกลับของหอหงเหมย ซึ่งเป็เส้นทางสลับซับซ้อนที่นางตระเตรียมไว้เพื่อมุ่งหน้าไปขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่ ทว่ายังมิทันจะได้ก้าวขึ้นรถ ร่างกำยำในอาภรณ์สีดำสนิทราวกับองครักษ์เงาในวังหลวงก็วิ่งพรวดเข้ามา เส้นผมของแม่ทัพผู้เกรียงไกรยุ่งเหยิงและมีเหงื่อไหลโทรมกายประหนึ่งเพิ่งผ่านศึกหนักมาหมาด ๆ
“พี่รอง!” เยี่ยนเฉิงอุทานพลางเลิกคิ้วมองอย่างกวนประสาท “ไยท่านถึงมีสภาพที่ดูยับเยินเช่นนี้เล่า? มิใช่ว่าท่านถูกพี่ใหญ่สั่งกักตัวให้ใช้เวลาหวานชื่นอยู่กับรักแรกในเรือนรับรองหรอกหรือ?”
หรงเยว่หอบหายใจหนักจนแผ่นอกกระเพื่อมไหว ไม่สนใจคำถากถางของน้องเล็กแม้แต่น้อย เขาพุ่งตรงเข้าไปหาหว่านฉิง แววตาเต็มไปด้วยความโหยหา ราวเพิ่งหนีออกจากกรงขังที่ชวนอึดอัดใจที่สุดในชีวิตมาได้สำเร็จ
“มีสตรีเพียงผู้เดียวในฉางอันที่ข้าอยากจะใช้เวลาร่วมกับนาง เ้าพูดจาไร้สาระอันใด” หรงเยว่เค้นเสียงผ่านลำคอที่แห้งผาก พลางก้าวเข้าไปประชิดตัวนาง จับมือนุ่มขึ้นกุมอย่างอ่อนโยน “หว่านหวาน... เ้าจะไปที่ใด ให้ข้าไปด้วยคนเถิด”
หว่านฉิงมองท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกรที่แลดูเหน็ดเหนื่อย สีหน้าของเขาตึงเครียดจัด ทว่ากลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความภักดี นางลอบยิ้มด้วยความเอ็นดู “เช่นนั้นก็ไปด้วยกันเ้าค่ะ ข้ามีเื่จะคุยกับพวกท่านพอดี”
“ไปกันเถิด” หรงเยว่พยักหน้าอย่างกระตือรือร้น ท่าทางของเขาราวได้ยกูเาออกจากอก ก่อนจะแทรกตัวขึ้นไปนั่งบนรถม้า ผายฝ่ามือไปให้หว่านฉิงก้าวขึ้นรถม้าอย่างทะนุถนอม ทิ้งให้เยี่ยนเฉิงยืนกัดริมฝีปากอย่างขัดใจ พี่รองดันมาขัดจังหวะเสียได้! ทั้งที่เขาควรได้อยู่กับเจี่ยเจียตามลำพังแท้ ๆ
เมื่อรถม้าเริ่มเคลื่อนตัวออกไปตามถนนที่ปูด้วยแผ่นหิน หว่านฉิงซึ่งนั่งอยู่กึ่งกลางระหว่างขุนนางจอมเ้าเล่ห์และขุนศึกคลั่งรัก นางเริ่มเปิดประเด็นสำคัญ
“ที่ข้ายอมรับตำแหน่งอาจารย์พิเศษฝ่ายใน มิใช่เพียงเพราะอยากยกระดับฐานะตนเองอย่างที่พวกท่านคิดหรอกนะเ้าคะ” นางเปรยขึ้นพลางหันไปมองทั้งคู่ด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยแผนการ “ข้า้าเข้าวังไปสืบเื่พิษเย็นที่นางสนมบางคนอาจแอบลักลอบนำเข้ามาจากเป่ยเหลียง ข้าสงสัยว่าองค์ชายจิ่งเหยียนอาจจะมีสายลับซ่อนอยู่ในวังหลวง”
หรงเยว่ชะงักไปครู่หนึ่ง ั์ตาคมกริบฉายแววเคร่งเครียดทันที “เ้าหมายความว่า พิษที่เ้าโดน... อาจมีจุดเริ่มต้นมาจากในวังหลวงงั้นหรือ?”
“ถูกต้องเ้าค่ะ และที่สำคัญกว่านั้น...” หว่านฉิงขยับยิ้มเย็น “ข้าอยากรู้ว่าพี่สาวของข้าติดต่อกับใครในวังหลวง ถึงได้มียาพิษร้ายแรงเช่นนี้มาใช้จัดการกับข้าได้ถึงสองครา”
บรรยากาศในรถม้าพลันตึงเครียดขึ้นถนัดตา เมื่อเห็นว่าสตรีที่พวกเขาอยากปกป้องกำลังจะกระโจนเข้าสู่รังเสือเพื่อสะสางบัญชีแค้นด้วยตนเอง
หว่านฉิงลอบถอนหายใจเบา ๆ ลึกลงไปนางรู้ดีถึงความจริงที่น่าใจหาย...
ร่างกายนี้กำลังนับถอยหลังสู่ความตาย พิษเย็นนี้ร้ายแรงเกินกว่าจะเยียวยาหากพ้นเจ็ดวันแรกไปแล้ว เป็อย่างที่ท่านหมอหลวงเคยวินิจฉัยอาการ สิ่งที่นางทำอยู่ยามนี้จึงมิใช่การดิ้นรนเพื่อมีชีวิตรอดเพียงอย่างเดียว
ความปรารถนาในวาระสุดท้ายของนาง คือการได้ไปยลโฉมนางเอกของโลกใบนี้เสียหน่อย!
“พวกท่านอย่าได้เป็กังวลเื่ของข้า” หว่านฉิงเอ่ยทำลายความเงียบ พลางเอนหลังพิงพนักรถม้าอย่างผ่อนคลาย “ในเมื่อหนีความตายไม่พ้น ข้าก็ขอเข้าวังไปดูสิ่งสวยงามให้เจริญหูเจริญตาเสียหน่อย ข้าอยากรู้นักว่าองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ที่พวกท่านกล่าวขวัญถึง จะงดงามสมคำร่ำลือเพียงใด”
หรงเยว่ใจกระตุกวูบเมื่อได้ยินนางเอ่ยถึงความตายอย่างหน้าตาเฉย ซ้ำร้ายนางยังหยิบยกเื่องค์หญิงมู่อวี่ขึ้นมาเป็ประเด็นสนทนา ซึ่งเป็เื่ที่เขาไม่อยากให้นางระคายเคืองใจที่สุด เขาคว้าข้อมือเล็กของนางไว้แน่น แววตาเต็มไปด้วยความเ็ป “เหตุใดเ้ายังเอ่ยถึงองค์หญิงผู้นั้นอยู่อีก” เขาพลันหันไปเอาความกับเยี่ยนเฉิงด้วยโทสะ “เ้าเลิกพูดเื่นางเสียที! เที่ยวยุแยงตะแคงรั่ว ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับหว่านหวาน แต่ไม่กล้ามาประจันหน้ากันอย่างบุรุษ จะให้เรียกว่าอะไรดี...”
“ข้าผิดด้วยหรือที่เพียงเอ่ยความจริง?” เยี่ยนเฉิงแค่นหัวเราะพลางกระตุกมุมปากอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า “เมื่อก่อนพี่รองพร่ำเพ้อถึงแต่องค์หญิงมู่อวี่ผู้เลอโฉม ท่านชื่นชมนางถึงเพียงนั้น มีใครในฉางอันบ้างที่ไม่รู้... ท่านจะบอกว่าตัดใจจากนางได้เด็ดขาดเพียงชั่วข้ามคืนจริงหรือ?”
เสนาบดีหนุ่มจงใจรื้อฟื้นเื่ความงามและความผูกพันในวันวานขององค์หญิงขึ้นมาเล่าซ้ำอีกครา ด้วยหวังจะให้รักแรกบาดลึกเข้าไปในใจของสตรีที่นั่งอยู่ตรงกลาง ยิ่งเห็นแม่ทัพใหญ่โกรธขึ้งจนหน้าดำหน้าแดง
หว่านฉิงมองดูบุรุษทั้งสองทะเลาะกันในรถม้า ได้แต่ลอบถอนใจ...