“ข้าก็บอกแล้วว่าไม่ควรแจ้งทางการ!” นางซูเดินวนไปวนมาด้วยความร้อนใจนางอยากจะบุกเข้าไปในที่ทำการเจ้าเมืองเพื่อช่วยบุตรชายออกมา
เย่ชิงชิงขมวดคิ้วเล็กน้อยเจ้าหน้าที่ราชการใช้ข้อหาอะไรกักตัวคน? ช่างหุนหันพลันแล่นและไร้เหตุผลจริงๆ!
นอกจากนางซูจะกังวลเรื่องเย่จื้อเฟิงแล้วนางยังมีความกังวลใจเล็กน้อยอีกอย่างหนึ่ง “หยางหลิ่วไม่กลับมาทั้งคืนนางคงไม่...หนีไปแล้วหรอกใช่ไหม?”
“ท่านแม่ อย่าคิดมากไปเลยเจ้าค่ะ หยางหลิ่วไม่ใช่คนแบบนั้น” อยู่ด้วยกันมานานขนาดนี้ ก็เพียงพอที่จะเข้าใจนิสัยใจคอของคนแล้วเย่ชิงชิงกล่าวอีกว่า “พี่ชายจะไม่เป็นไรพรุ่งนี้เช้าเราจะไปเชิญคุณชายเจ้าของห้างมาช่วย”
ในวันรุ่งขึ้นเจ้าเมืองก็รับคดีของพวกเขาตามคาดย่าเฒ่าพาทั้งครอบครัวไป เตรียมพร้อมรับชัยชนะ ใครจะรู้ว่าในศาลทุกสิ่งทุกอย่างกลับไม่อยู่ในการควบคุมของนาง
นางซูพาเย่ชิงชิงไปยืนอยู่ข้างหนึ่งและยังมีหยางหลิ่วที่เพิ่งมาถึงแต่เช้าตรู่ นางใช้เวลาสองวันตามหาพยานผู้นั้นจนพบ
ชายผู้นี้มีนามว่าเติ้งอาหลัวรูปร่างกำยำ ใบหน้ามีเคราดกหนา ดูท่าทางไม่น่าเข้าใกล้ แต่จริงๆ แล้วเขาไม่พูดมากและไม่ใช้อำนาจข่มขู่ใคร
นอกจากเติ้งอาหลัวแล้วเผยรุ่นจือและเกาเฟิงที่อยู่ในร้านไป่เว่ยและเห็นเหตุการณ์ที่เย่ฝูหรงอาละวาดร้องไห้ก็รอเป็นพยานอยู่ข้างนอกด้วย
ทั้งสองคนเพิ่งจะรู้ตอนที่จะขึ้นศาลว่าเย่ฝูหรงเป็นน้องสาวต่างมารดาของเย่ชิงชิงทั้งสองคนไม่เหมือนกันเลยแม้แต่น้อย นี่ถือเป็นเรื่องในครอบครัวหรือ...
นอกจากคนบ้านรองแล้วคนบ้านใหญ่ของสกุลเย่ก็มากันครบ ย่าเฒ่าถูกฟ้องแล้ว พวกเขาไม่มีเหตุผลที่จะไม่มายิ่งกว่านั้นไพ่ตายที่ใหญ่ที่สุดในตอนนี้ก็ยังอยู่ที่เย่จื้อเหอ
“ผู้ที่อยู่ใต้ศาลเบิกความชื่อแซ่มา” เจ้าเมืองยังอายุไม่มากนักราวสามสิบถึงสี่สิบปี มีหนวดเครายาวสวย
ผู้คนด้านล่างต่างโค้งคำนับเจ้าเมืองและแนะนำตัวเองจากนั้นเย่จื้อเฟิงก็ถูกเรียกตัวขึ้นมา แม้จะถูกกักตัวไว้หนึ่งคืนแต่ก็ไม่เห็นร่องรอยความอ่อนล้า แสดงว่าเขาสบายดี
ฝ่ายของนางซูและสกุลเย่ต่างผลัดกันกล่าวคำเบิกความเย่จื้อเฟิงและหยางหลิ่วเล่าเหตุการณ์ที่พวกเขาพบเย่ฝูหรงอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นจนพานางกลับไปที่ร้าน ไม่มีแม้แต่ความผิดพลาดเดียวตลอดทาง
ส่วนมารดาและบุตรสาวเถาอวิ๋นยังคงยืนกรานคำพูดเดิมยืนยันว่าเย่จื้อเฟิงกับหยางหลิ่วรังแกเด็กหญิงตัวน้อยและเผาเส้นผมของนางเขาบังคับนางกลับไปที่ร้าน แถมยังตบนางด้วย และเย่ชิงชิงก็มีส่วนร่วมในเรื่องนี้
“คำพูดของพวกเจ้าสองฝ่ายช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวคนหนึ่งช่วยชีวิตคนหนึ่งทำร้ายคน แล้วมีหลักฐานหรือไม่?” เจ้าเมืองตบโต๊ะเบิกความหนึ่งครั้งแล้วชี้ไปที่เย่ฝูหรง “เจ้าพูดก่อน!”
เย่ฝูหรงยังเด็กนักถูกเสียงดังเช่นนั้นเข้าก็ตกใจกว่าเดิมเถาอวิ๋นรีบเข้าไปปกป้องบุตรสาวและอยากจะช่วยพูดแต่ถูกเจ้าเมืองดุด่าอย่างไม่ไว้หน้า
เย่ฝูหรงตั้งสติแล้วกล่าวว่า“กราบเรียนท่านเจ้าเมืองตอนนั้นขบวนรถบุปผชาติเกิดไฟไหม้ขึ้นกะทันหัน ทุกคนต่างวิ่งหนีเอาตัวรอดเย่จื้อเฟิงถือกิ่งไม้มาช่วยดับเพลิง พอเห็นข้าอยู่คนเดียวก็เกิดจิตคิดร้ายจูงเปลวไฟมาเผาผมข้า ส่วนหยางหลิ่วที่อยู่ข้างกายเขาก็เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดเจ้าค่ะ!”
เจ้าเมืองหรี่ตาเล็กน้อยแล้วถามว่า “เจ้าบอกว่าเขาตั้งใจจะช่วยดับเพลิงแต่ระหว่างทางเห็นเจ้าก็เปลี่ยนใจทันที แล้วทำร้ายเจ้าเช่นนั้นหรือ? มีหลักฐานหรือไม่?”
“ผมของข้านี่แหละเจ้าค่ะคือหลักฐาน” เย่ฝูหรงชี้ไปที่ผมครึ่งศีรษะที่ถูกไฟไหม้ของตนเองแล้วตอบเพิ่มเติมว่า
“รอบๆ ขบวนรถบุปผชาติควรจะมีคนอยู่ไม่น้อยไม่มีใครเห็นเขาลงมือกระทำความผิดเลยหรือ?” เจ้าเมืองถามต่อ“เจ้าบอกว่าถูกพาตัวกลับไปที่ร้านของพวกเขาผู้คนเดินเข้าออกไม่ขาดสาย เจ้าไม่เคยส่งเสียงขอความช่วยเหลือเลยหรือ? ในเมื่อถูกตบในร้าน ก็ควรจะมีคนเห็นใช่หรือไม่? พยานอยู่ที่ไหนในตอนนี้?”
คำถามแล้วคำถามเล่าถาโถมเข้าใส่ทำให้เย่ฝูหรงพูดไม่ออก นางกล่าวว่า “ข้าเพิ่งอายุเก้าขวบจะสู้พวกเขาได้อย่างไร! หรือว่าผมนี้ข้าจุดไฟเผาเองแล้วรอยแดงน่าเกลียดบนใบหน้าก็ตีเองหรือ?”
เย่ฝูหรงพูดไปก็ตาแดงก่ำขึ้นมาพลางร้องไห้คร่ำครวญว่า “ข้ากับพวกเขาเคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนถูกรังแกแล้วทนไม่ไหว ก็แค่ขอให้พวกเขาชดเชยค่ารักษา แต่พวกเขากลับไม่ยอมรับแถมยังมาฟ้องย่าของข้าอีกเจ้าค่ะ!”
นางร่ำไห้รันทดถึงเพียงนี้ผู้ที่ได้ยินต่างก็อดไม่ได้ที่จะสะเทือนใจ นางซูที่อยู่ข้างๆ โกรธจนกัดฟันกรอดเด็กตัวเล็กๆ พูดโกหกได้หน้าตาเฉย! หากพวกนางไม่หาพยานมาบางทีเย่ฝูหรงร้องไห้แบบนี้ต่อไป อาจมีคนเชื่อนางก็เป็นได้น่าสงสารเย่จื้อเฟิงที่ถูกกักตัวทั้งคืน ความยุติธรรมอยู่ที่ไหนกัน!