บทที่ 41 เธอไม่อยากยกเลิกการหมั้นเหรอ
จวีซือหนานนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างมื้ออาหาร ก็รู้สึกละอายใจขึ้นมา เธออธิบายกับเขาว่า “เรื่องที่บ้านของฉันมันซับซ้อนมาก ครั้งนี้ทำให้คุณต้องอับอายขายหน้า ทำให้คุณกินมื้อเย็นไม่อร่อยเลย ต้องขอโทษจริง ๆ นะคะ”
กงเจ๋ออวี้ไม่ได้พูดอะไร เขาสตาร์ตรถ แล้วถามขึ้นมาลอย ๆ ว่า “น้องสาวกับพ่อของเธอ ปกติก็รังแกเธอแบบนี้เหรอ”
จวีซือหนานยิ้มแห้ง ๆ ตอบ “ไม่ถึงกับรังแกหรอก หลายปีมานี้ฉันก็ชินแล้วละ”
“เธออยากมาทำงานที่บริษัทของฉันไหม แค่นี้ก็ไม่ต้องเจอพวกเขาแล้ว”
“ไม่… ไม่เป็นไรหรอก ถึงตอนนี้ฉันจะอยู่ที่บริษัทเดิม เธอก็ไม่กล้าทำอะไรฉันหรอก อย่างมากก็แค่ได้ยินเธอพูดจาเหน็บแนมประชดประชัน รำคาญหูเท่านั้นเอง”
กงเจ๋ออวี้เห็นเธอพยายามรักษาระยะห่างจากเขาเสมอ ก็อดไม่ได้ที่จะย้ำเตือน “อย่าลืมสิ ตอนนี้เธอเป็นผู้หญิงของประธานบริษัทกงกรุ๊ปแล้วนะ เธอไม่ต้องเกรงใจใครทั้งสิ้น”
“คุณก็อย่าลืมสิว่านี่มันแค่เรื่องหลอกลวง คู่รักกำมะลอที่กลายเป็นคู่จริงน่ะมีแต่ในละครทีวีเท่านั้นแหละ” จวีซือหนานยักไหล่พร้อมกับหัวเราะราวกับเป็นเรื่องตลก
เมื่อได้ยินจวีซือหนานพูดแบบนี้ กงเจ๋ออวี้ก็รู้สึกไม่พอใจอย่างบอกไม่ถูก เขาขมวดคิ้วแล้วไม่พูดอะไรอีก
สักพักหนึ่ง เขาจึงหันหน้าไปถามเธอ “เธอกับหานเกาอี้นั่น หมั้นกันแล้วจริง ๆ เหรอ”
จวีซือหนาน คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ “ฉันไม่นับหรอก พ่อของฉันเป็นตัวแทนตระกูลไปขอสินสอดทองหมั้นเอง แต่ก็ไม่ได้จัดงานหมั้นอะไร”
กงเจ๋ออวี้ชะลอความเร็วรถ แล้วหยิบเช็คใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าสตางค์ในเสื้อนอก ก่อนจะยื่นให้จวีซือหนาน “พ่อของเธอขอไปเท่าไหร่ก็เขียนลงไปเลย พรุ่งนี้ค่อยคืนเขาไป”
จวีซือหนานชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่คิดว่าเขาจะมีท่าทีแบบนี้ จึงรีบปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอกค่ะ เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับคุณตั้งแต่แรก และคุณช่วยฉันหลายครั้งแล้วด้วย ต่อไปเรื่องแบบนี้ฉันจะจัดการเอง”
มือของกงเจ๋ออวี้ที่ยื่นค้างอยู่กลางอากาศ สีหน้าเย็นชาฉาบไว้ด้วยความรู้สึกผิดหวัง “หมายความว่าเธอไม่อยากยกเลิกการหมั้นงั้นเหรอ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นแน่นอน แค่เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของฉัน ฉันไม่สามารถใช้เงินของคุณมาแก้ปัญหาได้หรอกนะ”
“ก็รับไปเถอะน่า”
“ไม่เอาหรอก ฉันไม่อยากติดหนี้บุญคุณคุณ และคุณช่วยฉันมามากแล้ว ฉันไม่อยากรบกวนคุณไปมากกว่านี้”
ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงความหวงเนื้อหวงตัวของจวีซือหนานที่มีต่อเขา สายตาของกงเจ๋ออวี้ก็หม่นหมองลง แล้วโยนเช็คในมือทิ้งไปที่มุมห้อง
จวีซือหนานรู้ว่าเขาไม่ชอบฟังเธอพูดแบบนี้ แต่เธอไม่อยากติดหนี้บุญคุณเขามากจริง ๆ
หนี้บุญคุณเป็นสิ่งที่ติดง่าย แต่ใช้คืนยาก
เธอก้มลงเก็บเช็คยัดใส่มือเขา ก่อนจะอธิบายว่า “อย่าโกรธเลยนะ ฉันแค่ไม่อยากรบกวนคุณจริง ๆ นี่ไม่ได้เป็นการล้อเล่นกับคุณนะ แค่เป็นนิสัยส่วนตัวของฉันเท่านั้นเอง”
“ฉันว่าเธอยังลืมไอ้เวรนั่นไม่ได้หรอกใช่ไหม บริษัทแบบนั้นควรจะล้มละลายไปซะดีกว่า!”
ได้ยินแบบนั้น จวีซือหนานก็นึกถึงเรื่องที่เขากดดันบริษัทของตระกูลหานขึ้นมาได้ จากนั้นจึงถามเขาโดยไม่ทันคิด “ไหน ๆ ก็พูดถึงเรื่องนั้นแล้ว ทำไมตอนนั้นคุณต้องเข้าซื้อกิจการหานกรุ๊ปด้วยล่ะ”
กงเจ๋ออวี้ขมวดคิ้ว “นี่เป็นแผนของบริษัท”
แผนบริษัทอะไรกัน วางแผนได้บังเอิญขนาดนี้เชียวเหรอ
จวีซือหนานไม่เชื่อ เธอจึงพูดตรง ๆ ว่า “กงเจ๋ออวี้ ถึงฉันจะไม่รู้ว่าหานเกาอี้ทำอะไรให้คุณโกรธ แต่ฉันหวังว่าคุณจะลองพิจารณาเรื่องกดดันหานกรุ๊ปต่อไปอีกหน่อย เพราะมันเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนอีกมากมาย พนักงานหลายคนในนั้นไม่มีรายได้เพราะเรื่องนี้นะ”
“เขาทรยศเธอขนาดนั้นแล้ว เธอยังจะพูดแทนเขาอีกเหรอ” กงเจ๋ออวี้ไม่พอใจกับคำพูดของเธอนัก
ผู้หญิงคนนี้ เป็นนางฟ้าหรือคิดถึงแฟนเก่ากันแน่ ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับเธอมากขนาดนั้น
จวีซือหนานจึงอธิบายเพิ่มอีกว่า “ฉันไม่ได้พูดแทนเขานะ ถ้าบริษัทของเขาล้มละลาย คุณคิดบ้างไหมว่าคนที่ตกงานพวกนั้นจะทำยังไง”
“ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาไม่เกี่ยวกับฉัน!”
กงเจ๋ออวี้ทำหน้าบึ้งตึง ยิ่งรู้สึกว่าที่เธอพูดแบบนั้นเป็นเพราะปล่อยวางหานเกาอี้ไม่ได้