“ท้องฟ้าเป็เช่นใด สายลมเป็เช่นใด รุ่งอรุณและพลบค่ำ.. มันเป็เช่นใด” ร่างน้อยเอ่ยขึ้นอย่างเงียบๆ ภายในห้องสี่เหลี่ยมสีเทา ตลอดเวลาั้แ่มันลืมตาขึ้นมาก็มีเพียงหลอดไฟแอลอีดี.สลัวดวงเล็กบนเพดานห้องเท่านั้น ที่คอยสร้างความคิดความสงสัยให้แก่มัน
แอด...
เสียงออดดังสั่นประสาทเด็กน้อยคราหนึ่งก่อนที่ประตูที่ดูเรียบไปกับผนังห้องจะเปิดออก แสงจ้าจากด้านนอกห้องทำให้แก้วตาคู่น้อยหดลง เสียงฝีเท้าจากรองเท้าบูทหลายคู่ดังเป็จังหวะก่อนจะมาหยุดตรงหน้าเด็กน้อย
”หมายเลข112 อายุเซลล์ 12” ผู้ที่เดินนำเข้ามาเอ่ยกล่าวก่อนจะดึงแขนของเด็กน้อยขึ้นมา ในมืออีกข้างจับกระบอกที่มีปลายแหลมแทงเข้าบริเวณต้นแขนของเด็กน้อย
”สวัสดีครับศาสตราจารย์ วันนี้คุณดูเครียดนะฮะ” เด็กน้อยกล่าวพร้อมกับมองหน้าจอบนกระบอกซึ่งมีข้อความปรากฏว่า ‘ความเข้ากันได้ 97%’
แม้ว่าเด็กน้อยจะกล่าวไปกระนั้น แต่กลับราวกับว่าซุ่มเสียงที่เอ่ยออกมานั้นไร้ชีวิตชีวา เวลาที่ผ่านมาเนิ่นนานนั้น เด็กน้อยได้เพียงแต่อ่านหนังสือที่ไร้ซึ่งภาพประกอบ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท้องฟ้า สายลม แสงแดดเป็เยี่ยงไร ส่วนความรู้สึกนั้นเล่า...คือสิ่งใด
”สวัสดี 112.. อาจจะกระทันหันไปหน่อย วันนี้เธอจะได้รับการเสริมสร้างเซลล์สมองและร่างกาย” ผู้ถูกเรียกว่าศาสตราจารย์กล่าวด้วยท่าทีเ็า เมื่อดึงกระบอกเข็มออกเขาก็กวักมือเป็สัญญาณให้ชายร่างกำยำด้านหลัง
”ตอนนี้เลยหรือครับ” ชายร่างกำยำกล่าว แต่ไม่มีการตอบรับใดๆจากศาสตราจารย์ มันจึงถอนหายใจตราหนึ่งก่อนจะฉุดดึงร่างเด็กน้อยขึ้นมาหิ้วไว้ข้างลำตัว
”ครั้งนี้ไม่ต้องปิดตาหรือครับ” เด็กน้อยมีท่าทีเฉยเมย คำพูดโต้ตอบใดๆที่มันกล่าวออกไปล้วนแต่ไร้สีหน้าทั้งสิ้น การกระทำของผู้ที่เข้ามาทั้งสองทำให้มันรับรู้บางอย่างกับร่างกายและความคิด แต่มันไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าคืออะไร..
ชายร่างกำยำมิได้เปิดปากเอ่ยคำใด มันเพียงหิ้วเด็กน้อยเดินตามผู้ที่ถูกเรียกว่าศาสตราจารย์ไปตามอุโมงค์ที่ทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตา
ระหว่างทางเดินในอุโมงค์นั้นจะมีประตูย่อยทางด้านซ้าย บานประตูจะติดชุดตัวเลขสามหลัก ส่วนด้านขวานั้นเป็เพียงช่องให้แสงสว่างเทียมสีขาวนวลเท่านั้น ในระหว่างถูกหิ้วเดินไปนั้น เด็กน้อยถูกจัดแจงให้หันหน้าไปด้านหลังของชายร่างกำยำ จึงได้มีโอกาสมองไปยังทางด้านหลัง มันเหลียวมองชุดตัวเลขหน้าประตูที่ค่อยๆผ่านไปทีละบาน มันมิได้มีความคิดอันใดทั้งสิ้นราวกับว่า..
’ไร้ชีวิต’ ชายร่างกำยำถอนหายใจ ก้มมองร่างน้อยที่หิ้วอยู่ข้างกาย ตลอดเวลา6ปีที่มันทำงานอยู่สถานที่นี้ มันล้วนแต่ต้องประพฤติให้เหี้ยมโหดไร้ความสงสารใดๆทั้งหมด
เวลาผ่านไปราวชั่วน้ำเดือด ศาสตราจารย์และชายร่างกำยำก็เดินมาถึงบานประตูห้องโถงใหญ่ห้องหนึ่ง เสียงออดดังขึ้นเช่นเคยก่อนที่บานประตูจะแยกออกจากกัน เผยให้เห็นห้องโถงเพดานสูงด้านใน ผนังด้านซ้ายและขวาต่างก็มีสายตาจับจ้องเข้ามาหลายร้อยคู่
เด็กน้อยถูกหิ้วมาวางบนเก้าอี้อันแปลกประหลาด ด้านซ้ายและขวามีสายร้อยระโยงระยางเต็มไปหมด ในขณะเดียวกันผู้ที่ถูกเรียกว่าศาสตราจารย์ก็เดินเข้ามาชิดกับเก้าอี้ จับแขนและขาของเด็กน้อยล่ามตรึงไว้กับสายรัดสีดำและครอบส่วนหัวด้วยหมวกเหล็กที่มีสายไฟหลากหลายสีเชื่อมต่อเข้ามา
”อยู่นิ่งๆ” ศาสตราจารย์กล่าวกับเด็กน้อยเบาๆ ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับสายตาฝูงชนที่จับจ้องมายังเขา แม้จะอยู่ท่ามกลางสายตานับร้อย แต่ผู้ที่ถูกเรียกว่าศาสตราจารย์กลับไม่มีอาการประหม่าใดๆ เขาสูดหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะเอ่ยกล่าวด้วยท่าทีขึงขัง
”สวัสดีท่านนายพล สวัสดีทุกๆท่าน! นี่คือตัวอย่างทดลองหมายเลข112 อายุเซลล์ 12ปี เราศูนย์ทดลองของผมได้ใช้เวลามานานกว่าจะเพาะเลี้ยงสิ่งนี้ให้มาถึงจุดนี้ได้..” แต่แล้วศาสตราจารย์ก็ถูกขัดด้วยคำพูดของนายพลที่เราเอ่ยทักทาย
”จะทำอะไรก็รีบๆทำ คุณก็รู้ว่าผมไม่ได้มีเวลาว่างให้กับสิ่งไร้สาระเช่นนี้!”
”เช่นนั้นผมก็จะเริ่มกระบวนการและอธิบายไปด้วย!” ศาสตราจารย์เอ่ยขึ้นทีนที พร้อมกันนั้นก็เดินไปกดสวิตช์เริ่มการทำงานของอุปกรณ์อันแปลกประหลาด
หึ่งๆ
เสียงอุปการณ์ประหลาดดังขึ้นก่อนที่กระแสไฟฟ้าจะเคลื่อนเข้าไปยังหมวกเหล็กที่ครอบหัวเด็กน้อย ชายร่างกำยำที่ถอยออกมาดูห่างๆก็เริ่มข่มตาลงและพยายามไม่สนใจสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ราวกับเจอะเจอเื่ราวเล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อ๊ากก
ทันใดนั้นเด็กชายร่างบางก็เริ่มกรีดร้องโหยหวน มันไม่รู้เลยว่าเหตุใดมันจึงต้องอ้าปากแผดเสียงออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า ในขณะเดียวกันศาสตราจารย์ก็เริ่มอธิบายการทดลองโดยไม่สนใจเสียงร้องแหลมนั้น
”นี่คือนวัตกรรมใหม่! อุปกรณ์นี้จะส่งคลื่นสัญญาณกระตุ้นเซลล์สมองให้พัฒนาอย่างก้าวะโ พร้อมกับบันทึกข้อมูลต่างๆเข้าไปในสมองโดยตรง! เด็กที่เกิดใหม่เมื่อพร้อมและผ่านกระบวนการนี้แล้ว สมองจะเรียนรู้ความรู้ทางวิชาการพื้นฐานทั้งหมดในเวลาอันสั้น ส่วนร่างกายก็จะพัฒนาให้เหนืุ์ขึ้นไปอีกขั้น!” ศาสตราจารย์ยิ่มร่า หันไปมองร่างน้อยที่ยังแหกปากร้องลั่นไม่ขาดสาย
’อีกไม่กี่วินาที.. อีกไม่กี่เสี้ยววินาที.. เรารู้ทั้งรู้ว่าจะจบแบบไหน’ ชายร่างกำยำขบกรามแน่น พยายามฝืนมองดูภาพการทรมานเบื้องหน้าในขณะที่ศาสตราจารย์ะโแข่งกับเสียงโหยหวน
’เราจะยืนเฉยแบบนี้อีกกี่ครั้งเล่า..’ ชายร่างกำยำมือไม้สั่น มองดูศาสตราจารย์ค่อยๆเร่งคงามแรงของเครื่องมืออันพิลึก
อ๊ากก
ยิ่งผ่านไป เด็กน้อยก็เริ่มแผดเสียงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หากเป็เช่นนี้ต่อไปเด็กน้อยตัวจ้อยร่อยคงมิอาจจะอดทนได้อีกต่อไป
’ที่สุดแล้วสินะ’ ชายร่างกำยำถอนหายใจ เสียงร้องของเด็กชายค่อยๆแ่ลงจนหยุดนิ่ง มีเพียงเสียงเครื่องของอุปกรณ์ทรมานชีวิตเท่านั้นที่ยังดังขึ้นไปอีก
ปัง! พรึบ
ราวกับเป็เสียงเตือนสติให้ชายร่างใหญ่ อุปกรณ์อันแปลกประหลาดที่อยู่ๆก็เกิดเสียงดังพร้อมกับควันลอยฟุ้งกระจายเต็มห้องโถง ในขณะเดียวกันไฟทั่วทั้งพื้นที่นี้ก็ดับลง ทันทีทันใดนั้นแสงไฟสีแดงพร้อมกับเสียงออดก็ดังเป็จังหวะต่อเนื่อง
”จังหวะนี้แหละ ตายเป็ตาย!” ว่าแล้วชายร่างกำยำก็ขยับตัวจ้วงหมัดออกไปกระแทกกรามของศาสตราจารย์สติเฟื่องทันที!
อ๊าก
ศาสตราจารย์แผดเสียงร้องก่อนจะเซถลาล้มลงไปนอนแนบพื้นอย่างง่ายดาย ชายร่างกำยำไม่รอช้ารีบวิ่งเข้าไปหาร่างบาง เขากระชากสายรัดแขนขาออก จากนั้นก็ดึงหมวกเหล็กที่ยังเห็นประกายไฟฟ้าเล่นแปลบอยู่ด้านใน
”อย่าเป็อะไรไปนะเ้าหนู!” ชายร่างกำยำะโ เขาหิ้วร่างน้อยขึ้นบ่าก่อนจะรีบวิ่งออกไปด้านนอกห้องโถงทันที
แอด แอด
”มีผู้บุกรุก มีผู้บุกรุก”
เสียงออดเตือนภัยดังเป็จังหวะดังลั่น สาเหตุนั้นมิได้มาจากการกระทำของชายร่างกำยำ หากแต่มาจากภายนอก
ปัง ปัง ปัง
เสียงปืนดังขึ้นรัวยิบ ไล่หลังชายร่างกำยำมาติดๆ เรารีบวิ่งสุดแรงไปยังส่วนลึกสุดของศูนย์ทดลอง รายทางเต็มไปด้วยบรรดานักวิทยาศาสตร์ที่พากันวิ่งหลบชุลมุนวุ่นวาย
”ต้องหาที่หลบใหม่แล้ว คนเยอะเกินไป!” ชายร่างกำยำว่าแล้วก็วิ่งหลบเลี้ยวเข้าไปทางซอกซอยภายในอุโมงค์คอนกรีด แม้ว่าเขาจะทำงานที่นี่มาหลายปี แต่ด้วยข้อจำกัดของตำแน่ง ทำให้เขาไม่สามารถเดินสำรวจไปไหนมาไหนได้
”หลงทางยังดีกว่าตายล่ะวะ!” ชายร่างกำยำสบถ สายตาก็สอดส่องแลซ้ายขวา เสียงปืนจู่โจมดังขึ้นไม่ขาดสายทำให้เขาร้อนใจ ทันใดนั้นสายตาที่สอดส่องระหว่างวิ่งก็สะดุดกับประตูห้องทดลองหนึ่ง แถบข้อความด้านหน้าห้องระบุว่า ‘กำลังเตรียมรื้อถอน’
’ที่นี่แหละ’ ชายร่างกำยำไม่รอช้า เขางัดกุญแจผีพร้อมคีย์การ์ดของเขาออกมา จัดการประตูกลไกลให้เปิดออกอย่างง่ายดาย
”วิชาเก่ายังพอใช้ได้” ชายร่างกำยำยิ้มแห้ง ใครจะคาดคิดว่าวิชาโจรเก่ากลับใจของเขาจะต้องถูกนำกลับมาใช้
เมื่อเข้ามาแล้วชายร่างกำยำก็จัดการปิดล็อกประตูอีกครั้ง หลังจากนั้นก็วางเด็กน้อยร่างบางไว้บนโต๊ะ
’เฮ่อ..’ ชายร่างกำยำถอนหายใจเหนื่อย ก่อนจะทาบมืออังจมูกของเด็กชาย เมื่อเขาพบว่าเด็กน้อยยังหายใจอยู่ เขาก็ถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่
”เ้าหนู.. เ้าหนู!”
ชายร่างกำยำเขย่าร่างน้อยเบาๆ ดวงตาสั่นระริกเป็สัญญาณบอกว่าเด็กน้อยนั้นรับรู้ มันค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาช้าๆ
”ลุง..” เด็กน้อยเอ่ยเอื้อน
”ไม่เป็ไรก็ดีแล้ว” ชายร่างกำยำยิ้ม
”ผม.. ผมรู้สึกไม่เหมือนเดิม.. ผม.. นี่เรียกว่าความรู้สึก” หลังจากเด็กชายตื่นขึ้น ความคิดของเขาก็เริ่มแล่นอีกครั้ง ดวงตาเบิกโตเมื่อเริ่มรู้สึกแปลกประหลาดกับตัวเอง ชายร่างกำยำที่เห็นท่าทีของเด็กชายก็อ้าปากค้าง เขามิรู้จะเอ่ยอันใดในเหตุการณ์นี้ มันมิใช่สิ่งสามัญทั่วไปที่จะเจอได้ในชีวิตปุถุชนอันปกติธรรมดา
”อืม.. ก็เอ็งมีชีวิต” ชายร่างกำยำกล่าวด้วยสีหน้าเวทนา แต่ไหนแต่ไรเมื่อเข้ามาทำงานในศูนย์ทดลองนรกนี้แล้ว แม้เงินจะได้มากเพียงใด แต่เขากลับอยากออกไปจากที่นี่เสียให้ได้ หากไม่ติดที่ขีวิตของเขาเป็โจรปล้นธนาคารหนีการจับกุมมาก่อน เขาคงไม่ต้องมาพบเจอองค์กรที่ไร้มนุษยธรรมเช้นนี้
”ตอนนี้ลุงจะทำยังไงต่อ?” เด็กน้อยถามด้วยท่าทีฉงน แต่ชายร่างกำยำกลับยิ่งตกตะลึงไปขั้น
”นี่เอ็ง..” มิทันได้กล่าววาจาเพิ่มอันใด เด็กน้อยก็กล่าวต่ออีกว่า
“ผมพอจะเดาสถานการณ์ได้ เสียงปืนข้างนอกนั่น.. ถ้าเป็องค์กรปราบปรามคงไม่มีการยิงเกิดขึ้น ถ้าจะวิเคราะห์ให้ชัดเจนไปเลย นี่คือการบุกรุกของคู่แข่ง ซึ่งก็ทำเื่ผิดกฏหมายเหมือนกัน!”
”นี่เอ็งรู้ถึงขั้นนี้เลยหรือ ั้แ่เกิดจากหลอดทดลอง เอ็งก็ไม่เคยออกไปไหน” ยิ่งกล่าวยิ่งงงงวย ชายร่างกำยำชักจะไม่แน่ใจว่าผีสางเข้าสิงนั้นจะมีจริง
”อุปกรณ์นั่น... มันถ่ายเทข้อมูลออกมา.. แต่เหมือนจะไม่สมบูรณ์.. ”เด็กน้อยเอ่ยเรียบเฉย แม้ว่ามันจะบอกว่ามีความรู้สึก แต่นี่เป็สิ่งใหม่สำหรับมัน ถึงแม้ว่ามันจะจำความรู้สึกทรมานในเครื่องนั้นได้ แต่มันก็มิรู้ว่าควรจะมีอากัปกิริยาใดที่จะปลดปล่อยความรู้สึกนั้นๆได้
”เอาเถอะ ตอนนี้ข้าก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง เราคงได้แต่รอความตายในห้องร้างห้องนี้ ฟังจากเสียงปืนแล้ว พวกมันคงมาฆ่าล้างศูนย์ทดลองแห่งนี้..” ขณะที่พูดไปก็ประคองให้เด็กน้อยลุกขึ้นนั่งบนโต๊ะ
เด็กชายเมื่อลักขึ้นนั่งแล้วก็สอดส่องสายตาไปรอบตัว เด็กชายรู้สึกแปลกใจไม่น้อยเมื่อพบว่าในห้องนี้มีเพียงแสงไฟสลัวริบหรี่จากโคมไฟบนโต๊ะเท่านั้น แต่เขากลับมองเห็นสภาพในห้องได้’เกือบจะ’ชัดเจน
”ขอเพียงมีแสงสักนิดก็พอสินะ” เด็กน้อยพูดเบาๆพลางหยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมาอ่านดู น่าแปลกที่ข้อความในเอกสารนั้นล้วนแต่เข้าใจง่ายราวกับมันไหลเข้ามาในสมองเอง
”เอ็งจะทำอะไร?” ชายร่างกำยำกล่าว ในเวลานี้เขาทำใจได้บางส่วนแล้ว ความตายที่กำลังใกล้เข้ามานั้น เขามิอาจจะรอดพ้นไปได้ ร่างกายทรุดลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะ มองดูเด็กชายผู้ที่เหมือนกำลังเกิดใหม่
”นี่คือเครื่องข้ามมิติ.. เราอาจจะรอด” เด็กชายแววตาวาวโรจน์ หันไปมองชายร่างกำยำคราหนึ่งแล้วจึงะโลงจากโต๊ะ เดินเข้าไปยังส่วนลึกในห้องทดลอง
”นี่เอ็งจะไปไหน”
”ลุงช่วยยกโน๊ตบุ๊คตรงโน้นมาหน่อย ผมจะต่อสายไฟ” เด็กชายไม่พูดพร่ำอีก รีบดึงกลุ่มสายไฟฟ้าที่พาดพิงไว้กับวัตถุบางอย่างออก เผยให้เห็นอุปกรณ์รูปร่างคล้ายตู้เย็น
”เอ็งแน่ใจนะว่าจะได้ผล” ชายร่างกำยำกล่าวพร้อมกับวางโน๊ตบุ๊คไว้บนโต๊ะข้างอุปกรณ์ประหลาด
เด็กชายไม่รอช้า รีบเขื่อมต่อโน๊ตบุ๊คกับเครื่องย้ายมิติรุ่นทดลองทันที เสียงของอุปกรณ์ดังขึ้นต่อเนื่อง เป็สัญญาณบอกว่าพลังงานมีพอให้ใช้
”สูตรคำนวนที่มีในเอกสารผิดพลาดจากหลักทฤษฎีไปพอสมควร ตัวแปรที่กำหนดไว้ยังไม่ละเอียดเพียงพอ..” เด็กน้อยมองแป้นพิมพ์บนโน๊ตบุ๊คแล้วขยับมือคล้ายวอร์มนิ้ว ก่อนจะรัวแป้นพิมพ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ดวงตาชายร่างกำยำเบิกโตราวกับเห็นภูติผี
’ไม่ถึงครึ่งวันที่ผ่าน เ้าเด็กนี่..ยังเป็เหมือนผักอยู่เลย’
“เสร็จแล้ว” เด็กน้อยเอ่ยด้วยท่าทีเรียบเฉย แต่ในอกกลับรู้สึกว่าเืลมสูบฉีด ลมหายใจไม่สม่ำเสมอ มันเอามือกุมอกไว้ก่อนจะหันไปอธิบายความรู้สึกที่กำลังรับรู้ให้กับชายร่างกำยำ แต่มิทันที่จะได้คำตอบอันใด เสียงดังสนั่นก็ผุดขึ้นทางกลางความเงียบ
ปัง ปัง ปัง
เสียงปืนดังขึ้นเบื้องหน้าห้อง ก่อนที่ประตูจะถูกกระแทก แม้ว่าจะมีสิ่งขางขวางกั้นประตูไว้ แต่มันคงต้านได้ไม่กี่อึดใจเท่านั้น
”เร็วเข้าเ้าหนูจะทำอะไรก็รีบทำ!” ชายร่างกำยำร้อนรน เขารีบวิ่งไปที่ประตูแล้วหันหลังพิงต้านประตูที่ถูกกระแทก
เด็กชายไม่รอช้า รีบคีย์ข้อมูลรัวยิบ เพียงห้าวินาทีเท่านั้น เครื่องข้ามมิติก็มีแสงสว่างจ้าออกมา เด็กชายยกมุมปากขึ้นโดยไม่รู้ตัว หันไปหาชายร่างกำยำ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรทั้งนั้น..
ปัง ปัง
เสียงปืนดังขึ้นสองนัด เจาะผ่านประตูทะลุอกของชายร่างกำยำ
”ไม่!” เด็กชายะโลั่น บริเวณหน้าอกของชายร่างโตค่อยๆมีของเหลวสีแดงสดซึมออกมา
”หึ! ข้าจะต้านเอาไว้ เอ็งรีบหนีไปเถอะ!” ชายร่างกำยำใบหน้าซีดขาว ดวงตาจ้องมองเด็กชายที่บัดนี้กำลังยืนมือมาหาเหมือนร้องเรียก
”ยังไม่รีบไปอีก ข้าต้านได้ไม่นานนะ!” แม้ว่าจะกระอักเื แต่เขาก็ยังะโไล่เด็กน้อย เวลานี้เขายอมรับต่อความตายที่คืบคลานเข้ามาหาแล้ว
เด็กน้อยจ้องมองชายร่างโตไม่กระพริบ สองเท้าค่อยๆก้าวถอยหลังเข้าหาประตูมิติ แม้ว่าข้อมูลที่เขาถูกใส่ในหัวจากอุปกรณ์นรกจะบอกว่าชายตรงหน้าต้องตายแน่ๆ แต่ความรู้สึกมันกลับขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง
แม้จะเป็เวลาสั้นๆที่ได้เห็นด้านที่ดีของชายร่างกำยำ แต่มันก็เต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย กับเด็กชายสัตว์ทดลองที่ไม่เคยเห็นแสงเดือนแสงตะวัน ในทุกๆ6ชั่วโมงที่ผ่านไปในอดีต จะมีเพียงชายร่างกำยำคนนี้ ที่เปิดประตูห้องมืดสีเทาเข้ามาหา หยิบยื่นสิ่งที่เรียกว่าอาหาร พร้อมกับบอกให้มันเอาเข้าปาก เคี้ยวและกลืน
”ความรู้สึก..” เด็กชายรำพึง พลางค่อยๆถอยหลังเข้าเครื่องย้ายมิติ และก่อนที่ร่างบางจะหายเข้าไปในแสงไฟ ชายร่างกำยำก็ะโขึ้น
”ตื่นเต้น ขอบคุณ ดีใจ เสียใจ ความเหงาและความสุข ที่มุมปากยกขึ้นคือยิ้ม น้ำที่ไกลจากตาคือน้ำตา ทุกสิ่งจากความรู้สึก คือชีวิต! จงรอด จงมีชีวิตซะ!”
”ขอบคุณ..” เด็กน้อยเอ่ยขึ้นพร้อมน้ำตา มุมปากยกขึ้นยิ้ม ดวงตาจ้องมองชายร่างกำยำที่ค่อยๆหมดลมหายใจ
และแล้วร่างบางก็หายเข้าไปในแสงสว่าง เสี้ยววินาทีต่อมาที่แสงว่างหายไปพลันเกิดะเิอนุภาคแสงนำนวนมากมายออกมา ทุกอย่างในรัศมี10กิโลเมตรพลันแหลกสลายหายไปทันใด ไม่มีการหลงเหลืออะไรใดๆแม้แต่ธาตุอากาศ...
“พฤกษาขาวลอยล่อง พ้องตามลม
ยามร่วงโรยกลับถม ห่มผืนดิน
ลำธาราล้วนกลับกลายดุจดั่งแก้ว”
ท่ามกลางขุนเขาอันกว้างใหญ่ บริเวณทุ่งหญ้าราบเรียบอันห่างไกลแห่งหนึ่ง กลับปรากฏดวงแสงผุดขึ้นโดยไม่มีสิ่งใดบอกเตือนล่วงหน้า
พรึบ!
ดวงแสงที่ปรากฏราวกับหมดมอดลงกระทันหัน ร่างน้อยของเด็กชายเสื้อป้าน้อยชิ้นพลันร่วงหล่นลงบนผืนหญ้าอันนุ่มนวล หากเพียงแต่ว่าบัดนี้สภาพอากาศนั้นค่อนข้างจะหนาวเหน็บ
เด็กชายเมื่อรู้สึกตัวก็รีบลุกขึ้นนั่ง ใช้ฝ่ามือถูกันให้เกิดความอบอุ่น มันสายเหลียวมองซ้ายทีขวาที แสงสว่างจ้าเช่นนี้ มันมิเคยได้เห็นและัั รวมทั้งสภาพสถานที่อันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตานี้ แม้ว่ารอบกายจะหนาวเพียงใด แต่ร่างกายก็อดที่จะร้อนผ่าวไม่ได้
”ตื่นเต้น..” เด็กชายยิ้มก่อนจะค่อยๆแหงนหน้าขึ้นมองบนผืนฟ้า
”แสงแดด... ท้องฟ้า... เอ๊ะ?” เด็กชายสังเกตุเห็นบางสิ่งบางอย่างล่องลอยเข้ามาหามัน มันรีบแบมือออกเพื่อรับสิ่งนั้นที่กำลังล่องลอยลงมา
“นี่คือ..” แต่ยังมิทันจะได้ครุ่นคิดอะไรใดๆ ด้านหลังของเด็กชายพลันปรากฏร่างผู้อื่นขึ้นมาสองร่าง
”เ้าเป็ใคร?”