ยามบ่ายของวันถัดจาก“พยานในเงา”แดดเอียงเฉียงจนเสาโถงศาลาคณะผู้เฒ่าเหยียดเงายาวบนพื้นหินเป็ริ้วเรียงคล้ายเส้นด้ายดำเสียงรองเท้าไม้กระทบพื้นก้องสะท้อน “ตึก… ตึก…” ไม่สม่ำเสมอเพราะคนทั้งตลาดทยอยหลั่งไหลมายืนแน่น หน้าบันแกะสลักรูปเมฆม้วนบนตัวอาคารสะท้อนแสงอ่อนๆราวกับผืนฟ้าตื้นขึ้นต่ำลงตามลมหายใจของเมือง ธงแดงเหนือหอเหนือกระพือ “พรึบ…พรึบ…” จังหวะสั้นยาวไม่เท่ากัน แต่ฟังดูกลับกลืนกันเป็ท่วงทำนองเดียว
เหม่ยหลิงยืนเยื้องด้านซ้ายของลู่หานใบหน้านิ่ง ดวงตาสงบ ท่ามกลางเสียงซุบซิบที่ไหลผ่านเหมือนสายน้ำ“วันนี้พวกเขาจะพูดว่าอะไรทำเพื่อสาวใช้ทำเพื่อสร้างชื่อหรือทำเพื่อกฎ”นางเอ่ยเบาจนแทบเป็ลมหายใจ
“ถ้าเมืองต้องมีภาษาเดียวเราต้องช่วยให้พวกเขาพูดคำนั้นพร้อมกัน” ลู่หานตอบไม่ดัง เขาสูดอากาศลึกกลิ่นไม้สนชื้นฟุ้งเข้าจมูกเหมือนย้ำเวลาให้ช้าลงครึ่งจังหวะ อาหยินยืนหลังขบวนกอดกระบอกน้ำอุ่นและห่อสมุนไพรไว้แน่นเสมียนกลางอุ้มห่อผ้าพันม้วนไม้ไผ่สามม้วนแนบอก สีหน้าไม่ตื่นแต่คิ้วยังตึง
ผู้ประกาศสูงวัยออกมาเคาะฆ้อนไม้“ปั๊ก!” เสียงเดียวสะท้อนเข้าไปในชายคาไม้ไผ่ทั้งสี่ด้านจนเงียบพรึ่บ“เปิดการประชุมคณะผู้เฒ่า ว่าด้วยเื่คลังเรือนใหญ่และกฎวินัยตลาดขอเรือนรองขึ้นแถลงต่อหน้า”
ประตูโถงกลางค่อยๆเปิด “เอี๊ยด…” ผู้เฒ่าแถวหน้าแตะอก นั่งเรียงบนที่ยกพื้นลู่หานก้าวขึ้นขั้นบันไดไม่เร็วไม่ช้าเหม่ยหลิงเคลื่อนตามครึ่งก้าวด้วยท่วงท่าที่แ่แต่มั่น เหมืองานรำที่ค่อยๆวางมือวางเท้าให้เข้าจังหวะ
ลู่หานทำคำนับจากนั้นปล่อยให้เสมียนกลางก้าวไปด้านหน้า ยกม้วนไม้ไผ่แรกขึ้นสูงจนแสงบ่ายคลอผ่านผิวนอกของไม้ไผ่สะท้อนสีอ่อน มือเสมียนกลางแน่นแต่ไม่สั่นเขาเริ่มอ่านอย่างชัดและช้า “รหัสลังชุดแรกระบุชนิด ชุดที่สองวันเวลา ชุดสุดท้าย‘ทางเข้าคลัง’ …เลขนี้ตรงกับตราครั่งของคลังใหญ่เมือง”
เสียง“อือ…” จากชายลานดังขึ้นครู่หนึ่งแล้วซา สายตาหลายคู่มองนิ่งแต่แกว่งไหวในใจเื้ัแท่น ผู้เฒ่าคนหนึ่งขยับตัวหนวดเขาเส้นขาวยาวทาบอก เสียงเขาทุ้ม“ตัวเลขอาจเป็ลวงหรือเป็จริง เราต้องฟังอีกฝ่าย”
กลุ่มคนเรือนใหญ่ขยับชายคลุมงาผู้ถือพัดงาพาดไหล่แย้มยิ้มที่ไม่ถึงดวงตา เขาโค้งเบาๆ ตามธรรมเนียมก่อนจะเหยียดคำอย่างแเี “พวกท่านทั้งหลายโปรดอย่าปล่อยให้เด็กตระกูลรองใช้ข่าวสารเล่นกล เมื่อตะวานเขาเพิ่งลาก ‘คนใช้’ไปแขวนป้ายเป็โล่หน้าสำนักหมอ บ่ายนี้ก็จะลาก ‘คณะผู้เฒ่า’ไปเป็โล่ต่อหน้าชาวเมืองนี่หรือคือ ‘ทำเพื่อกฎ’ มิใช่ทำเพื่อหน้า?”
เสียงซุบซิบกระเพื่อมเหมือนลมกระทบยอดไผ่วลี “ทำเพื่อคนใช้” ที่เคยเป็ควันดำวนกลับมาอีกครั้ง คราวนี้ดังชัดกว่าวันก่อน
เหม่ยหลิงยกมือไหว้ผู้เฒ่าทุกที่ก่อนจะถามคำเดียว นุ่ม แต่ชัดจนได้ยินแม้ท้ายลาน “ท่านผู้เฒ่าคะ‘กฎ’ คืออะไร”
คำถามที่เหมือนไม่ใช่คำถามทำให้ลานทั้งลานเงียบดั่งคนพร้อมเพรียงหยุดหายใจ ผู้เฒ่าคนกลางลูบปลายหนวด “กฎคือสิ่งที่ทำให้คนอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่ต้องอาศัยอารมณ์ของใครคนหนึ่ง”
เหม่ยหลิงรั้งยิ้มเล็ก“ขอบพระคุณเ้าค่ะ ถ้าเช่นนั้นเมื่อวานเรานำพยานไป ‘เรือนหมอ’ ไม่ใช่เรือนใหญ่ให้คนทั้งตรอกเห็น ปักป้าย ‘พยานเรือนหมอ’ ตั้งยามสามชั้นมีชายเฒ่าถือกระดิ่งและแม่ค้ารายเล็กยืนเป็พยานสองข้าง พูดเท่าที่เห็นไม่ซักไซ้เกินนั่นคืออาศัยอารมณ์ หรืออาศัยกฎ”
“กฎ”ผู้เฒ่าคนกลางตอบทันที
“ส่วน‘กติกาวินัยตลาด’ เราประกาศราคา ‘สูงสุด–ขั้นต่ำ’ หน้าร้านผู้เข้าร่วมมีสมุดพยานลงชื่อทุกครึ่งเค่อฝ่าฝืนชำระต่อหน้าสามฝ่ายนี่คือสิ่งที่พ่อค้าใหญ่เรียกว่า‘ปั่นตลาด’ หรือสิ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า ‘รู้ราคากลาง’ คะ”
ชายชราผู้ถือกระดิ่งก้าวออกจากแถวด้านข้างโค้งเล็กน้อย “หลังแขวนป้าย เกลือลดครึ่งส่วนจริง ๆ ข้าขายของเสริมให้หลานได้”
แม่ค้าขนมเช็ดแป้งติดนิ้ว“เด็กซื้อขนมได้เพิ่ม สองชิ้นกลายเป็สามชิ้นถ้าวันไหนแพงขึ้นก็เพราะเรือคว่ำไม่ใช่เพราะป้าย” เธอยิ้มตรงๆ จนคนท้ายลานหัวเราะเบาๆ
เหม่ยหลิงจึงหันกลับไปที่ชายคลุมงา“เมื่อท่านว่า ‘ทำเพื่อคนใช้’ มันคืออารมณ์ของใครกันแน่ของท่าน หรือของกฎ”
คิ้วของชายคลุมงาขมวดรั้งพัดงากระตุกเบาๆ เขาฝืนยิ้ม “ถึงอย่างไร ข้าก็ยังเห็นว่าเด็กตระกูลรองกำลังใช้‘กฎ’ เป็บันไดสร้างชื่อเสียงของตน”
ลู่หานจึงก้าวขึ้นครึ่งก้าวไม่ปฏิเสธ ไม่อวดอ้าง เขาพูดเรียบ “ถ้า ‘ชื่อ’ ของข้าจะสูงหรือต่ำก็ขอให้สูง–ต่ำไปพร้อมกับ ‘ตัวเลข’ เหล่านี้อ่านได้ต่อหน้า หากตัวเลขลวงข้าพร้อมรับโทษต่อหน้าคนทั้งลาน หากจริงขอให้กฎเดิน ไม่ใช่ชื่อของผู้ใดเดิน”
เงียบสั้นๆ เหมือนทุกคนชิมถ้อยคำแล้วพยักหน้าในใจ
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจ: วางกรอบวาทกรรมต่อหน้า]
[ความคืบหน้า: 1/3 คำว่า “ทำเพื่อกฎ”ถูกยอมรับในที่ประชุมครั้งแรก]
[คำแนะนำ: ใช้ ‘พิธี’ แทน ‘การถก’ให้ประชาชนได้ยกมือเลือกกฎด้วยตนเอง]
เสมียนกลางยกม้วนที่สองแสดงสำเนาบัญชีรหัสอีกชุด“สำเนานี้เก็บใต้พื้นกระดานเรือนหมอหมอเถ้าแก่และพยานสองฝ่ายลงนิ้วครั่งถ้าท่านสงสัย โปรดส่งคนไปยกพื้นดูอย่าเผา อย่าหาย อย่าอ้างว่าน้ำท่วม” คำหลังๆเขาพูดเหมือนบทกลอน ทำให้หัวคิ้วคนเรือนใหญ่กระตุกอย่างเห็นได้ชัด
ผู้เฒ่าผอมสูงในแถวซ้ายถามเสียงฝืด“แล้ว ‘ราคาวันจริง’ ที่ว่าลดลง ท่านยืนยันอย่างไร”
“สมุดหน้าร้านแม่ค้าคนนั้น”เสมียนกลางชี้นิ้ว“และป้ายราคาในตลาดที่มีตราลงในครั่งใครไม่เชื่อลองเดินดูได้หลังเลิกประชุม”
เสียงซุบซิบกลายเป็เสียงหัวเราะเจื่อนๆของบรรดาคนแบกกระสอบท้ายลานเหมือนพวกเขาเพิ่งนึกได้ว่าความจริงบางข้อก็อยู่ที่ปลายตนเองนี่แหละ
เหม่ยหลิงยกมืออีกครั้ง“เพื่อให้ ‘กฎ’ เป็ของเมือง ไม่ใช่ของตระกูลรอง ข้าขอพิธีเล็ก: เสมียนกลางจะอ่าน‘กติกาเมืองสี่ข้อ’ สั้นๆ แล้วขอให้ผู้เฒ่าท่านใดเลือก‘หนึ่งข้อที่เมืองขาดไม่ได้’ จากนั้นให้ผู้คนยกมือไม่ผูกพันศาล แต่เป็ ‘ภาษีใจ’ของเมือง”
ผู้เฒ่าคนกลางคิดเพียงครู่“ทำ”
เสมียนกลางเปิดแผ่นเล็กอ่านถี่ถ้วนแต่ไม่เยิ่นเย้อ “หนึ่งราคาสูงสุด–ต่ำสุดชัด ติดหน้าร้านผู้เข้าร่วมสองซื้อขายเสบียงหลักต้องมีพยานสองฝ่ายลงตราสามรายได้ส่วนหนึ่งเข้ากองกลางยามขาดแคลน สี่ข้อพิพาทชำระต่อหน้าสามฝ่าย”
ผู้เฒ่าหนวดขาวชี้ข้อสี่“ขาดไม่ได้” เขาเคาะโต๊ะเบา ๆ คล้ายยามตีสัญญาณ คนในลานยกมือขึ้นทีละคู่ ทีละคู่อย่างช้าแต่พร้อมเพรียง มากกว่าครึ่งลานชัดเจน
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ความคืบหน้า: 2/3 คำว่า “ทำเพื่อกฎ” ได้รับการรับรองผ่านพิธี]
[คำแนะนำ: ให้ ‘คณะผู้เฒ่า’เอ่ยวลีนี้ด้วยปากตนเอง]
ผู้เฒ่าคนกลางหันสู่ลาน“วันนี้เราได้ยินมากพอชาวเมืองมิได้มาขอให้เราทำเพื่อสาวใช้ของใครหากขอให้เราทำเพื่อ ‘กฎของเมือง’ ” วลี “กฎของเมือง”หล่นลงกลางลานเหมือนหินหล่นสู่บ่อน้ำเกิดระลอกเล็ก ๆก่อนจะขยายกว้างออกไปไกลกว่าวงสายตา
ชายคลุมงากำพัดแน่นจนข้อนิ้วขาวเขาลอบกระซิบกับคนข้าง แต่เสียงกระซิบนั้นไม่กลบเสียง “อือ”ยืดยาวของชาวเมืองที่ไหลไปตามตรอก
ผู้เฒ่าคนกลางหันกลับ“เรือนรองมีข้อเสนออย่างไรอีก”
ลู่หานยกม้วนที่สาม“เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาขอให้คณะผู้เฒ่าออกตรา ‘สิทธิ์ตรวจคลังร่วม’ ให้เรือนรองตรวจพร้อมเสมียนกลางที่คณะตั้งในยามกลางวัน ต่อหน้าพยานสองฝ่ายและติดบันทึกผลหน้าคลังทุกสามวัน ใครทำลายบัญชีลงโทษต่อหน้า ไม่ว่าผู้นั้นเป็ใคร”
ผู้เฒ่าแถวข้างกระซิบ“แรงไปหรือไม่ จะทำให้บ้านแตกเป็สองภาค”
เหม่ยหลิงค้อมตัว“แรงน้อยกว่าท้องคนจนว่างเปล่าเ้าค่ะ”
ผู้เฒ่าคนกลางเงียบครึ่งลมหายใจก่อนยกฆ้อนไม้ “คณะลงมติเห็นชอบ” เคาะ “ปั๊ก!” หนึ่งครั้ง แล้ว “ปั๊ก!”อีกครั้งเพื่อย้ำ “เริ่มตรวจพรุ่งนี้ยามเฉินห้ามเคลื่อนย้ายหรือทำลายบัญชีใดก่อนตรวจ”
เสียงกลองจากหอเหนือดัง“ก๊อง… ก๊อง… ก๊อง…” คล้ายสอดรับ กระดิ่งของชายเฒ่าที่แขวนข้างคานสั่น “กริ๊ง…กริ๊ง… กริ๊ง…” โดยไม่มีใครแตะต้อง ท้องลานไม่โห่ไม่เฮแต่เหมือนสูดลมหายใจพร้อมกันเป็ครั้งเดียว
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจ: วางกรอบวาทกรรมต่อหน้า สำเร็จ]
[รางวัล: ตราร่วมสืบสวน +สิทธิ์ตรวจคลังร่วมกับเสมียนกลาง]
[ปลดล็อกภารกิจถัดไป:ฟื้นวินัยกองยามรองรับแรงเสียดทาน]
การประชุมยังไม่ยุติชายเรือนใหญ่ยังทิ้งคำท้าทายสุดท้าย“ถึงท่านได้ตราแต่ใครรับรองว่าเมื่อวันหน้าขึ้นใหญ่ ท่านจะไม่ใช้ ‘กฎ’บดคนอื่นเหมือนที่ท่านกล่าวหาคนอื่นวันนี้เล่า”
ลู่หานไม่ชักดาบแห่งถ้อยคำเขาเพียงโน้มศีรษะ “ถ้าวันหน้า ‘กฎ’ของเมืองนี้เปิดช่องให้ใครไม่ว่าเรือนใหญ่หรือเรือนรองกดหัวคนอื่นโดยไร้เหตุข้าจะเป็คนแรกที่ยืนค้านต่อหน้า ด้วย ‘กฎ’ เดียวกัน” เสียงเขาไม่สูง แต่ตกหนัก
ชายเรือนใหญ่เม้มปากเงาในตาเขาไหววูบ ราวกับรู้ว่าเื่ต่อจากนี้ไม่ได้จบที่คำ ใครทำลายเอกสารใครเคลื่อนย้ายของ ใครฉีกตราครั่งจะถูก “อ่านออกเสียง” ต่อหน้าผู้คน
พิธีเลิกผู้คนกระจายตัวกลับสู่ตรอก อาหยินยื่นน้ำให้ลู่หาน เขาดื่มเพียงอึก แล้วส่งคืน“เอาไปให้ชายเฒ่าพยานเถอะ ปากเขาคงแห้งกว่าข้า” อาหยินรับยิ้ม ดวงตาเป็ประกายแม้ใบหน้าเหนื่อย
เหม่ยหลิงวาง“ตราร่วมสืบสวน” ลงบนมือเขา ตราไม้แกะลายคมเรียบแสงบ่ายไหลคลอเหนือสันตราราวคลื่นบนหินก้อนตื้น ลู่หานกดปลายนิ้วสองครั้งเบาๆเหมือนนับจังหวะ “หนึ่ง… สอง…”
“คืนนี้อย่าเพิ่งดีใจ”เหม่ยหลิงกระซิบ “คำประกาศ ‘ห้ามทำลายบัญชี’ เพิ่งเคาะ เสียงค้อนยังอุ่นถ้าข้าเป็เขา ข้าจะ ‘ปัดฝุ่น’ คืนนี้”
ลู่หานหันไปหาเสมียนกลาง“จัดเวรชั้นนอกหน้า ‘คลังเรือนใหญ่’ แสร้งซ่อมแผงไม้ ช่างค้อนตอกเสา ‘ตึก… ตึก…ตึก…’ ทุกครึ่งเค่อเป็สัญญาณยามเราแต่อย่าขวาง ให้จด ให้ตาม ให้เห็นมือกับตาอย่าเห็นเพียงเงา”
เสมียนกลางพยักหน้าแววตาคมขึ้น “ข้าจะทำ ‘ภาพคำ’ ให้เห็นเป็ตัว”
เย็นย่ำเมืองละมุนด้วยแสงอำพัน ลมเหนือพัดผ่านตรอกจนกลิ่นครั่งจางๆ ลอยปะทะจมูกคนสิบกว่าคนของเรือนรองแตกตัวเป็กลุ่มเล็ก ๆ เคลื่อนไปตามแผงไม้พังหน้าคลังเรือนใหญ่ ยามของเรือนใหญ่นั่งเอนหลังพิงเสา ท่าทางเฉื่อยแต่สายตากลับกวาดไปรอบ เขาไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้ว่าเสียงค้อน “ตึก… ตึก… ตึก…”นั้นมีจังหวะเท่ากันเกินงานซ่อมทั่วไป
อาหยินยืนหลบเงาใต้ชายคามือกำด้ามหวายสั้นไว้แน่น ไม่ใช่เพื่อสู้ แต่เพื่อเตือนมือให้มั่นเงาของนางบางเส้นพาดบนพื้นหินยาวกว่าตัวจริง ราวกับใจที่ก้าวไปไกลกว่าเท้า
ลู่หานไม่อยู่ใกล้คลังเขาเลือกซุ่มที่หัวตรอกไกลออกไปจุดซึ่งลมเหนือวิ่งผ่านแนวไผ่ไปชนผนังแล้วตีคืนกลับที่ตรงนั้นเขาได้ยินทั้งเสียงค้อนและเสียงรองเท้าของคนแปลกหน้าแบบไม่ต้องหันมองให้เสียเปรียบเหม่ยหลิงอยู่ฝั่งตรงข้าม ถือพัดผ้าบาง กระดาษแผ่นเล็กซ่อนอยู่ในสาบแขนเสื้อแผนผังตรอกกับสัญลักษณ์เล็กๆ ที่นางใช้คุยกับเสมียนกลางโดยไม่ต้องอ้าปาก
ยามสองผ่านไปอย่างช้าสายหมอกต่ำคลานเข้ามา เกือบยามสาม เสียงฝีเท้าเบา “สวบ… สวบ…” ดังในลานคลังประตูเตี้ยด้านหลังเปิด “เอี๊ยด…” ราวกับไม่เปิดมานาน เงาคนสามคนโผล่หัวออกมาหามหีบแบนสองใบ หีบชนโลหะด้านใน “กัง… กัง…”แ่มากแต่พอให้คนที่ฟังอยู่รู้ว่าเป็เสียงแท่นตรา
“ตาม”ลู่หานทำสัญญาณด้วยนิ้วแตะปลายนิ้วชี้ที่ฝ่ามือหนึ่งครั้งแล้วคลายกองยามของเขาขยับเงียบเชียบ ราวเงาของเงา ไม่ซ้อน ไม่ทับแต่ขนานและพอจะจับรอยเท้าได้
ขบวนเงาเลี้ยวเข้าตรอกหลังประตูที่ตามบัญชี“ปิดตาย” กลับถูกใช้อย่างคล่อง พวกเขาหายไปในสายหมอกซึ่งซ่อนกลิ่นครั่งเอาไว้พอดีเสมียนกลางทำจุดที่บนแผนที่เล็ก ๆ ด้วยถ่าน เขียนคำเดียว “ไป”
ทั้งกลุ่มไหลตามแต่ลู่หานยั้งมือยั้งใจ “อย่าขวาง” เขากระซิบกับเหม่ยหลิง “พรุ่งนี้ยามเฉินเราตรวจอย่างถูกพิธีคืนนี้ เรา ‘เห็น’ ก็พอ” เหม่ยหลิงพยักหน้าแววตายอมรับจังหวะนั้นโดยไม่เถียง
เมื่อเงาทั้งสามและหีบลับสายตาลู่หานจึงสั่ง “เลิกซ่อม” เสียงค้อนเงียบในคราวเดียวเหมือนคนทั้งเมืองหยุดหายใจเขาหันกลับไปทางสำนักหมอ “ม้วนใต้พื้นยังอยู่” ประโยคสั้นๆของเขาคือเชือกผูกใจไว้กับเสาศูนย์กลาง
คืนยังยาวแต่ใจคนไม่สั่น ตัวเมืองเหมือนกำลังเรียนรู้ศิลปะของความเงียบที่มีจังหวะพอถึงยามสี่ กลุ่มยามของเรือนรองจึงถอยทั้งหมดอย่างสงบ เหมือนไม่เคยมารอยค้อนสามจังหวะถูกลมกลบหาย เหลือเพียงลายเส้นของหมอกที่คลอไปตามปลายใบไผ่
รุ่งสางแสงแรกเล็มหลังคาเป็ริ้วสีเงิน ลู่หานกลับถึงเรือนรอง เหม่ยหลิงตามหลังอาหยินพยุงถังน้ำเข้าไปเปลี่ยนน้ำชาเสมียนกลางเปิดม้วนแผนผังและเขียนสรุปด้วยพู่กันถี่ “ยามสาม ประตูหลัง เปิดหีบสองใบ ออกทางตรอกตะวันตกเฉียงเหนือไปสู่คอกม้าเก่า” เขาวงกลมตำแหน่งเล็กๆที่น่าจะเป็จุดพักของ และเขียนเพิ่มใต้สุด“กลิ่นครั่งชัดคาดว่าเป็แท่นตราและครั่งสำรอง”
ลู่หานฟังเงียบๆ แล้วพูดคำเดียว “พอ” เขาวางมือลงบนม้วนแผนผังเบา ๆไม่ต่างจากคืนก่อนที่วางมือบนม้วนรหัส “เช้านี้เราจะไม่วิ่งไล่เงาเราจะวิ่งขึ้นหน้าเวทียามเฉินตรวจคลัง ต่อหน้าพยาน”
เหม่ยหลิงเทชาลงถ้วยส่งให้เขา “และหลังจากนั้น”
“หลังจากนั้น…”ลู่หานทอดสายตาไปทางลานฝึก “กองยามของเราขวัญตกมาหลายวันจากการถูกลอบทำร้ายและการเฝ้ายามยาว คืนนี้แม้ไม่สู้ แต่ใจเขาก็ยังสั่นข้าจะประกาศ ‘กฎฝึกสามส่วน’ ใหม่อีกครา ทบทวนรูปขบวนโล่สลับลิ่มขึงจังหวะกลองให้เท่ากันทุกเค่อ มีรางวัลเล็กเกลือ ข้าวสารไม่มากแต่พอให้รู้ว่าจังหวะที่ตรงคือสิ่งที่เมืองตอบแทน”
อาหยินเงยหน้ายิ้มมุมปากทั้งที่ยังหอบ “มือข้าจะไม่สั่นอีก ถ้ากลองของเมืองยังตีเท่ากัน”
ลู่หานหัวเราะแ่ในคอ“มือสั่นได้ จังหวะห้ามสั่นจำไว้”เขาย้ำคำที่เคยพูดกับนางเมื่อวานซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำหนักที่หนักกว่า
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ประกาศย่อย: เปิดทาง‘เวทีตรวจคลังยามเฉิน’ โบนัสความน่าเชื่อถือ (ชั่วคราว)]
[ภารกิจถัดไป: รีดประสิทธิภาพกองยามทำให้‘จังหวะ’ กลับมาเป็ของพวกเขาเอง]
เสี้ยวอาทิตย์ชโลมขอบคานเรือนให้สว่างราวมีเส้นทองอยู่ในเนื้อไม้เด็กตีกลองเซี่ยงชุนวิ่งมาที่เฉลียง หอบหายใจหน้าแดงก่ำ เหงื่อเกาะขมับ “คุณชาย…เมื่อกี้ข้าจะขึ้นหอเหนือคนเรือนใหญ่สองคนทำทีปัดฝุ่นที่หน้าคลังแรงเกินงานจริง”เขาหยุดหายใจหนึ่งจังหวะ “แต่พอข้าแกล้งตีกลองซ้อม ‘ก๊อง’ พวกเขาหยุดกึกมองซ้ายขวาแล้วถอยกลับ”
“ดี”ลู่หานรับสั้นๆ เหมือนตวัดปากกา “กลองมิใช่เพื่อขู่แต่เพื่อบอกว่ามี‘จังหวะที่คนเห็นร่วมกัน’ ใครทำอะไรผิดจังหวะ ทุกคนจะได้ยิน”
เหม่ยหลิงจิบชาไม่พูดอะไรนานครึ่งชั่วขณะ แล้วเอ่ยช้าๆ “เรามาถึงวันนี้ได้เพราะเราไม่ตอบด้วยอารมณ์แต่ตอบด้วยภาษาให้คนทั้งเมืองออกเสียงคำเดียวกัน‘กฎของเมือง’”
ลู่หานวางถ้วยชาหันไปทางลานฝึก “งั้นเริ่มจาก ‘ภาษา’ ของกองยามด้วยทำให้การเดิน การยกโล่การตีเกราะ เป็ประโยคเดียวกันทั้งลาน” เขายกมือเป็สัญญาณ“ประกาศรวมพลยามทั้งหมดลงลาน ยามที่ป่วยพักที่เรือนหมอข้าไปด้วย”
คนรับคำสั่งวิ่งแตกกระจายไปตามระเบียงกลองฝึกสามจังหวะเริ่มดังสม่ำเสมอ “ก๊อง… ก๊อง… ก๊อง…”เหมือนหัวใจของเรือนรองกลับมาตรงจังหวะอีกครา
ก่อนก้าวเท้าลงบันไดลู่หานหยุดเล็กน้อย มองผ่านแนวไผ่ไปยังยอดธงเหนือหอเหนือ ธงแดงสั่นเป็ริ้วเล็ก ๆแต่เส้นด้ายที่เย็บธงดูแน่นกว่าก่อนเหมือนาแของเมืองถูกเย็บเพิ่มอีกหนึ่งฝีเข็ม เขาขยับริมฝีปากโดยไม่มีเสียง“วันนี้อย่าให้มือสั่น แต่ถ้าสั่น… อย่าให้จังหวะสั่น”
เขาก้าวลงสู่ลานฝึกพร้อมเหม่ยหลิงและเสมียนกลางอาหยินตามหลังถือกระบอกน้ำ ชายหญิงกองยามยืนเรียงเป็แถวหน้าตายังล้าแต่ตาเริ่มนิ่งขึ้นทีละคนทีละคน“เราจะทบทวนรูปขบวนโล่สลับลิ่มเว้นระยะหนึ่ง่แขนครึ่งสัญญาณกลองหนึ่งครั้งคือ‘ตั้งโล่’ สองครั้งคือ ‘ขยับซ้าย’ สามครั้งคือ ‘ปิดปากตรอก’ ปล่อยมือสั่นได้แต่จังหวะห้ามสั่น”
เสียง“รับทราบ!” คำเดียวดังขึ้นพร้อมกันกว่าที่ผ่านมา ขณะที่แถวยามยกโล่ขึ้นพร้อมสะท้อนแดดเช้าเป็เส้นโค้งต่อเนื่อง เหมือนริ้วคลื่นที่เริ่มร้อยหินก้อนเล็ก ๆให้เรียงไปในทิศเดียว
ยามเฉินกำลังมาศาลาคณะผู้เฒ่าจะเปิดอีกคราวเพื่อให้ “ตราร่วมสืบสวน” เดินและคลังเรือนใหญ่จะต้องถูกอ่านออกเสียงต่อหน้า ไม่ใช่อ่านในเงาคืนนี้ที่ผ่านมาศัตรูเลือก “ปัดฝุ่น” เงียบ ๆ แต่พรุ่งนี้ เขาจะต้องเผชิญ “เวที”ซึ่งคนทั้งเมืองยืนมองพร้อมกัน
ลู่หานไม่หัวเราะไม่ยิ้ม เขาเพียงยกมือเคาะโล่เบา ๆ สามครั้ง “ตึก… ตึก… ตึก…”ให้คนทั้งลานเก็บจังหวะนั้นไว้ในกระดูกนิ้วของอาหยินที่เคยสั่นจับด้ามหวายแน่นขึ้นอย่างคงที่ เหม่ยหลิงยืนเงียบริมฝีปากยกน้อย ๆพอให้รู้ว่าวันนี้ภาษาเดียวของเมืองเริ่มพูดได้ไม่ติดคอแล้ว
และที่มุมลานเสมียนกลางกำลังลับปลายพู่กัน เขียนคำห้าคำลงบนแผ่นไม้เล็ก “ทำเพื่อกฎของเมือง”แล้วเหน็บไว้ด้านในเสื้อเพื่อพกติดหัวใจ ไม่ใช่เพื่อโชว์ ขณะที่กลองฝึกยังดัง“ก๊อง… ก๊อง… ก๊อง…” ต่อเนื่องไม่หลุดจังหวะ