ศักราชเจิ้นกวน พระจักรพรรดิถังไท่จง (หลี่ซื่อหมิน) ขึ้นครองราชย์ปีที 8 หลังจากการก่อฏไม่สำเร็จ ของหลี่เฉิงเฉียน จึงถูกจองจำอยู่ในตำหนักตงกง เพราะไม่อยากสร้างความบอบช้ำทางจิตใจเพิ่มเติมให้แก่ ไท่ซ่างหวง และเพราะความรักที่มีให้แก่ ฮองเฮาจ่างซุนจึงงดโทษปะาชีวิต เป็เนรเทศไปชายแดนแทน อีกทั้งฮองเฮาจ่างซุนยังขอประทานอนุญาตให้เลื่อนการเนรเทศออกไปชั่วคราว เพราะหลี่เฉิงเฉียนได้รับาเ็สาหัส อาการเป็ตายเท่ากัน ราษฎรทั้งใน และนอกเมืองหลวงต่าง ก้นด่าสาปแช่งอยากให้หลี่เฉิงเฉียนตายในเร็ววัน แต่ด้วยความเป็มารดาผู้เฝ้าถนอมเลี้ยงดู หลี่เฉิงเฉียนมาั้แ่เล็กยากทำใจ ปล่อยให้โอรสถูกเนรเทศทั้งสภาพเช่นนั้น
พระตำหนักคุนหนิง ตำหนักประทับสำหรับฮองเฮาจ่างซุน ตำหนักที่ตกแต่งด้วยเครื่องเรือนวิจิตรบรรจง แต่งแต้มสีสันด้วยมวลพฤกษานานาพันธุ์ ดั่งตำหนักแห่งสรวง์ แต่สำหรับฮองเฮาจ่างซุนแล้ว ตำหนักนี้ช่างว้าเหว่เดียวดาย ในฤทัยหม่นหมองยิ่งนัก พระองค์นั่งเอนกายอยู่ภายในตำหนัก ดวงตาเหม่อลอยทอดมองออกไปด้านนอก
“ ฝ่าาเสด็จ !!”
เสียงขันทีป่าวประกาศ แจ้งเตือนถึงผู้มาเยือนตำหนักคุนหนิง ฮองเฮาจ่างซุนตื่นจากภวังค์ รีบเข้ามารับเสด็จพระสวามีโดยพลัน
“ ถวายบังคมฝ่าา ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี ”
ฮองเฮาจ่างซุน นำนางกำนัล และ ขันทีน้อยใหญ่ ยอบกายทำความเคารพต่อหลี่ซื่อหมินโอรส์
“ ตามสบายไม่ต้องมากพิธี ”
เมื่อโอรส์กล่าวจบ ก็เข้าประคองฮองเฮาของต้นขึ้น พร้อมกับพากันเดินเข้าตำหนัก ประทับนั่งโต๊ะกลางตำหนักทั้งสองพระองค์ หลี่ซื่อหมินทอดพระเนตร แววตาของฮองเฮาจ่างซุนก็รู้ว่าในใจนั้นเป็กังวลเื่ หลี่เฉิงเฉียน ทำได้เพียงจับมือคนรัก พร้อมปลอบประโลม และให้คำมั่น
“ เจิ้น รับปากว่าจะให้ หลี่เฉิงเฉียน พักรักษาตัวภายในตำหนักตงกง เป็เวลา 2 ปี มัน!! จะถููกปลดเป็สามัญชนธรรมดา หากภายใน 2 ปี ยังไม่หายให้ส่งเนรเทศทันทีไม่มีข้อยกเว้น ”
หลี่ซื่อหมิน กล่าวคำมั่น ด้วยอารมณ์เดือดดาล พร้อมกับลุกขึ้นสะบัดแขนเสื้อเดินออกจากตำหนักคุนหนิง ด้วยสีหน้าถมึงทึง
“ ขอบพระทัยฝ่าา ”
ฮองเฮาจ่างซุน ก้มลงหมอบกราบ ส่งเสด็จพระสวามี ด้วยน้ำตาอาบสองแก้ม
ด้วยบัญชาแห่งโอรส์ ราชโองการที่ทำให้ต้าถัง สั่นะเืเลื่อนลั่น คงหนีไม่พ้น การจองจำ หลี่เฉิงเฉียน ในตำหนักตงกง เป็เวลา 2 ปี ถอดยศถอดตำแหน่งเป็สามัญชนคนธรรมดา พ้นสองปีแล้วให้เนรเทศไปชายแดน ไม่มีใครกล้าวิพากษ์วิจารณ์ลับหลังโอรส์ ด้วยกลัวอาญาแผ่นดิน
หลี่เฉิงเฉียนถูกนำตัวออกจากคุกหลวง สู่ตำหนักตงกง เวลานี้ตำหนักตงกงถูกสั่งปิดตาย ไม่ให้ใครเข้าออกภายในตำหนัก ยกเว้นขันทีผู้ทำหน้าที่ส่งอาหาร และหมอหลวงผู้ได้รับอนุญาต ให้เขามารักษาได้เดือนละ 1 ครั้งนอกนั้นต้องได้รับอนุญาตจากฮ่องเต้เท่านั้น
ณ ตำหนักตงกง ตำหนักประจำองค์รัชทายาท สถานที่ที่เคยงดงามโอ่โถง คลาคล่ำไปด้วยนางกำนัล ขันทีน้อยใหญ่ เดินกันพลุกพล่าน มาบัดนี้กับเงี่ยบเหงาไร้ผู้คน เหมือนดังภาพฝันสลายดั่งหมอกควันในพริบตา
“ แอ๊ดดด !! ”
ประตูห้องนอนค่อยๆ เปิดออก ขันทีน้อยกำลังยกสำรับอาหารวางไว้ที่โต๊ะกลมกลางห้อง พร้อมกับค่อยๆ ย่องเข้าไปหาหลี่เฉิงเฉียน สภาพของเขาในตอนนี้ไม่ต่างจากขอทาน ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าขาดวิ่น นอนสลบอยู่บนเตียง
“ คุณชาย คุณชาย ” ขันทีร้องเรียก หลี่เฉิงเฉียน เพราะถูกถอดยศ จึงไม่สามารถเรียก รัชทายาทได้อีกแล้ว แต่ขันทีก็ยังคงให้เกียรติหลี่เฉิงเฉียน เพราะการอยู่ในวังหลวงเขาต้องระวังตัวอยู่ตลอดเวลา หากทำอะไรผิดพลาดไป แม้เื่เล็กน้อยก็อาจมีโทษถึงแก่ชีวิตได้ อีกทั้งแม้เป็สามัญชน แต่ก็มีมารดาเป็ถึงฮองเฮา ร่างบนเตียงค่อยๆ ขยับพร้อมตอบรับ
“ น้ำาาา ” เสียงแหบพร่าของหลี่เฉิงเฉียน ระคนความเ็ป ขันทีน้อยรีบรินน้ำชาอุ่นๆ พร้อมประคองหลี่เฉิงเฉียน ให้อยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน ค่อยๆ ป้อนน้ำชาเข้าปากทีละนิด
“ อึก ๆ ” หลี่เฉิงเฉียนดื่มน้ำเพื่อดับกระหาย
“ ดื่มยาที่หมอหลวงสั่งให้ก่อนนะขอรับ อาการจะได้ดีขึ้น ” ขันทีน้อยป้อนยาให้หลี่เฉิงเฉียนดื่ม เมื่อเสร็จธุระแล้ว ขันทีน้อยจัดท่าทางให้หลี่เฉิงเฉียนนอนพักให้สบายมากขึ้น หลี่เฉิงเฉียงนอนหยอดน้ำข้าวต้ม นานอยู่ 3 เดือน จึงพอมีแรงลุกขึ้นมานั่งเองได้ าแที่ได้รับจากการลงทัณฑ์ ลึกถึงกระดูกาแทางกายพอรักษาให้หายได้ แต่าแทางใจนั้นอยากรักษา
วันเวลาผันผ่าน ตำหนักตงกง ที่เคยสวยงามก็มีสภาพไม่ต่างจากตำหนักเย็น ต้นหญ้าขึ้นรกรุงรัง หยากไย่แมงมุมเกาะตามมุมต่าง ๆ ของตำหนัก นกน้อยหลากหลายพันธุ์ เริ่มทะยอยเข้ามาทำรัง เพราะมันััได้ว่าที่นี้ไม่มีผู้คนพลุกพล่านมานานแล้ว อีกทั้งการเข้มงวดกวดขันของทหารเฝ้าตำหนัก ยังคงแ่าสัตว์มีพิษนานาชนิดมิอาจเข้าใกล้
“ เฮ้อ…. ” เสียงถอนหายใจของหมอหลวงจาง ผู้ได้รับคำบัญชาให้มาตรวจอาการให้หลี่เฉิงเฉียนทุกๆ เดือน อดเป็ห่วงไม่ได้ นี้ก็ผ่านมา 6 เดือนแล้ว าแทางร่างกายเริ่มสมานกันดีแล้ว จะเหลือก็าแทางใจ ด้วยไม่ได้เตรียมใจไว้สำหรับความพ่่ายแพ้ ทำให้จิตตกอยู่ในภวังค์เศร้าหมอง กลายเป็โรคใจยากจะรักษา หากยังคงเป็อย่างนี้ต่อไปคงอยู่ไม่พ้นฤดูหนาวปีนี้
วันเหมายันมาเยือน พระราชวังฉางอาน มีการจัดงานสังสรรค์ ขุนนางต่างเข้าเฝ้าหน้าท้องพระโรง เพื่อถวายคำอวยพรแด่โอรส์ ั้แ่เช้าครั้นยามโหย่ว ( 17:00-19:00 น.) มีการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ ณ พระตำหนักหลินเต๋อ บรรดาแขกรับเชิญ ทั้งเชื้อพระวงศ์ ขุนนางขั้น 5 ขึ้นไป อีกทั้ง ฮูหยินผู้เฒ่าตราตั้ง ฮูหยินใหญ่ บุตร ธิดา ขุนนางต่าง ๆ ที่มาในงานครั้งนี้ ต่างแต่งตัวสวยงาม ภูมิฐานเพื่อให้สมพระเกียรติที่ได้รับเชิญมางานนี้
ในมุม ๆ หนึ่งที่แสงแห่งความรื่นเริงส่องมาไม่ถึง หลี่เฉิงเฉียน นั่งเหม่อลอยพิงเสาอยู่หน้าตำหนักตงกง ได้ยินเพียงเสียงของงานสังสรรค์ นางกำนัล และ ขันทีน้อยใหญ่ ต่างให้ความสนใจ พยายามเข้าใกล้ ตำหนักหลินเต๋อ ให้ได้มากที่สุด ภาพวันวานแห่งความสุขหวนให้คนึงหา ั้แ่ครั้งยังเยาว์จวบจนโตเป็หนุ่ม น้ำตาไหลนองหน้า โรคใจกัดกินเวลาชีวิตของหลีเฉิงเฉียนมาถึงวาระสุดท้ายของเขาแล้ว อากาศวันนี้ช่างเหน็บหนาวเสียเหลือเกิน หิมะเริ่มตกโปรยปรายลงมา เปลือกตาค่อย ๆ หลับลงช้า ๆ พร้อมกับการเปล่งเสียงเบา ๆ ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะดับหายไป
“ ท่านแม่ข้าขอโทษ ”