เสิ่นโม่เหิงยังยืนอยู่ข้างหน้าต่างในท่าเดิมเขามองน้องสาวราวกับประโยคเมื่อครู่เป็ข้อสรุปที่ทุกคนต้องทำตามไม่ใช่สิ่งซึ่งต้องรอคำตอบ
เสิ่นโม่จิ่นใช้ปลายลิ้นแตะกระพุ้งแก้มด้านในช้าๆ
ร่างนี้เพิ่งถูกผีบีบคอจนตายยังไม่ทันได้นอนสักตื่นกลับมีคนยืนสั่งให้เธอไปก้มหน้ารับผิดแทนเื่ที่เ้าของร่างไม่ได้ตั้งใจทำ
'เออเอาเข้าไป...เห็นกูนั่งนิ่งแล้วคิดว่าเชื่องหรือไงวะ'
อารมณ์ซึ่งเพิ่งถูกกดกลับลงไปพลิกตัวอยู่ใต้กระดูกอกก่อนกระแทกขึ้นมาอีกระลอกโดยไม่ให้เวลาร่างกายตั้งรับ
ปลายผมสีดำที่ตกอยู่บนหัวไหล่เริ่มมีสีทองซึมขึ้นมาทีละเส้นแรกเริ่มเป็เพียงประกายบาง ๆ ตรงส่วนปลาย คล้ายเส้นไหมรับแสงจากโคมเหนือศีรษะ
ทว่าภายในไม่กี่ลมหายใจสีทองนั้นกลับเข้มขึ้นจนลากยาวสูงกว่าเดิม รัศมีจาง ๆเกาะอยู่รอบเส้นผมโดยไม่มีเปลวไฟหรือควัน
เสิ่นโม่จิ่นรู้สึกได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ
จิติญญาเดิมของเธอเคยอยู่ในร่างอายุสามสิบเก้าปีซึ่งผ่านการลงของรับของ แก้คุณไสย และคลุกอยู่กับิญญาอาฆาตมานับครั้งไม่ถ้วน
ร่างกายนั้นคุ้นกับไอผีจนแยกออกว่าความเย็นใดมาจากคนตายความเย็นแบบไหนซ่อนคำสาปเอาไว้
แต่ร่างของเด็กสาวอายุสิบเก้าปีนี้เพิ่งผ่านความตายมาเส้นเืยังเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้อรอบลำคอบวมช้ำกระทั่งการหายใจแรงกว่าปกติก็ทำให้หน้าอกเจ็บ
สิ่งที่เคยอยู่ใต้การควบคุมจิติญญาจึงล้นผ่านร่างใหม่ออกมาโดยไม่มีคาถาสักคำ
“โม่จิ่น” แม่เสิ่นเรียกชื่อเธอ เสียงนั้นเบาทว่าคำต่อไปขาดหายเมื่อหญิงสาวหันมอง
เสิ่นโม่จิ่นกวาดสายตาจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งโดยไม่รีบร้อน
ถ้าคนพวกนี้ถามเธอสักคำว่าเกิดอะไรขึ้นเสิ่นโม่จิ่นอาจตอบเพียงว่าจำไม่ได้เหมือนเดิม
ทว่าอย่างน้อยคำถามนั้นก็จะทำให้รู้ว่าพวกเขายังมองเด็กคนนี้เป็คนในครอบครัวไม่ใช่ปัญหาชิ้นหนึ่งซึ่งต้องรีบยกไปวางหน้าห้องผู้ป่วยเพื่อรักษาหน้าตระกูล
แต่นี่ไม่มี
มีเพียงคำสั่ง นัดหมาย ของเยี่ยมและคำขอโทษที่จัดเตรียมเสร็จแล้วโดยไม่ต้องใช้ความเห็นของคนถูกบังคับ
'กูไม่ฝืนให้ใครเชื่ออยู่แล้วแต่ถ้าจะลากคอกูไปก้มให้คนอื่น ทั้งที่ยังไม่ถามสักคำ...ก็ลองดู'
ความเย็นซึมออกจากใต้ฝ่าเท้าผ่านพรมทอสีอ่อนจนเส้นใยแข็งตัว
โคมแก้วเหนือโต๊ะสั่นจนชิ้นแก้วเล็กกระทบกันเป็เสียงกรุ๋งกริ๋งแ่ในตอนแรก ก่อนจะถี่ขึ้นเมื่ออุณหภูมิรอบตัวหญิงสาวลดฮวบลงอีกครั้ง
พ่อเสิ่นวางถ้วยชาลงทันทีแต่ก้นถ้วยกลับติดกับจานรองเพราะชั้นน้ำแข็งบาง ๆ
คราวนี้สายตาของเสิ่นโม่เหิงหยุดอยู่ตรงปลายผมสีทองนานกว่าทุกครั้งคิ้วทั้งสองค่อย ๆ เคลื่อนเข้าหากันขณะที่มือข้างซึ่งถือโทรศัพท์เลื่อนลงแนบลำตัวราวกับ้าให้มืออีกข้างว่าง
ท่าทางเตรียมรับมือนั้นทำให้มุมปากของเสิ่นโม่จิ่นขยับเพียงนิดเดียว
'จะทำอะไร ต่อยกูหรือจับกูมัดไปโรงพยาบาลถ้าจะเอาจริงก็รีบหน่อย กูจะได้เลือกถูกว่าควรหักนิ้วไหนก่อน'
ความคิดนั้นทำให้อารมณ์ปั่นป่วนขึ้นอีก พร้อมคลื่นเย็นระลอกใหม่
แต่..ก่อนที่ร่างกายจะควบคุมไม่ได้
หัวใจใต้ซี่โครงก็กระตุกแรงหนึ่งครั้งเืในหูดังอื้อ แผลรอบคอรัดแน่นจนลมหายใจสะดุดร่างของเสิ่นโม่จิ่นเดิมบอบช้ำเกินกว่าจะรองรับอารมณ์และพลังซึ่งติดมากับิญญาของแม่มณีได้พร้อมกัน
ยิ่งเธอปล่อยให้ความหงุดหงิดไหลออกไปไอเย็นซึ่งสะสมจากการข้องเกี่ยวกับคนตายมาหลายปีก็ยิ่งแทรกผ่านิัราวกับหาเ้าของใหม่ให้ตัวเอง
แต่ ลึกลงไปใต้ความเย็นนั้นมีสิ่งหนึ่งคอยประคองอยู่ความอุ่นสีทองห่อรอบดวงจิตของเธอเอาไว้ ไม่แผดร้อนและไม่ผลักไอหยินทิ้งเพียงรับมันไว้ตรงขอบอย่างมั่นคง
นั่นคือ บุญที่สะสมมาตลอดชีวิตของิญญาเดิมไม่ได้หายตามร่างเก่าไปมันยังตามมาอยู่ตรงนี้เพียงแต่ร่างกายใหม่ไม่รู้วิธีปล่อยสองสิ่งซึ่งอยู่คนละขั้วให้ไหลผ่านอย่างพอดี
ตัวเธอไม่เป็อะไรเพราะมีสิ่งนั้นคุ้มอยู่แต่คนธรรมดาในห้องไม่มี
ถ้าปล่อยต่ออีกหน่อยคนที่ร่างกายอ่อนแออาจหมดสติลงตรงนี้ส่วนเธอก็จะต้องเสียเวลานั่งฟังคนทั้งบ้านโยนความผิดเื่ใหม่มาให้อีกกอง
'ไม่คุ้ม ซัดปากไอ้พี่ชายสักทียังได้เื่กว่าแต่ข้อมือร่างนี้น่าจะหักก่อนฟันมัน'
เสิ่นโม่จิ่นจึงค่อย ๆคลายปลายนิ้วซึ่งกดอยู่บนเข่าตัวเอง เธอสูดลมหายใจผ่านจมูกอย่างระวังไม่ให้ลึกจนแผลในลำคอถูกดึงจากนั้นจึงรวบไอเย็นซึ่งกำลังรั่วไหลกลับเข้าหาตัวทีละส่วน
พ่อเสิ่นลุกขึ้นจากโซฟาช้า ๆเขาไม่ได้เดินเข้ามาเพียงวางมือบนพนักแล้วมองลูกสาวั้แ่แผ่นประคบรอบคอไปจนถึงเงาใต้เท้า
แม่เสิ่นขยับริมฝีปากคล้าย้าเรียกชื่อเธออีกครั้งแต่สายตากลับติดอยู่กับเส้นผมซึ่งเปลี่ยนสี
เพียงชั่วครู่ คนทั้งสามก็มองเธอในแบบอื่นไม่ใช่เพราะเชื่อว่าเธอบริสุทธิ์ หรือเพิ่งนึกได้ว่ารอยบีบรอบคอนั้นเกิดจากอะไร
หากคล้ายกำลังพยายามนำใบหน้าคุ้นเคยของเสิ่นโม่จิ่นคนเดิมมาซ้อนกับคนที่นั่งอยู่ตรงนี้แล้วพบว่ามีหลายส่วนแปลกออกจากกันจนปิดไม่สนิท
ความสงสัยนั้นปรากฏอยู่ไม่นานพ่อเสิ่นเม้มปากก่อนสีหน้าจะกลับมาตึงอย่างเดิม
ส่วนเสิ่นโม่เหิงยังขมวดคิ้วเขาขยับเข้ามาครึ่งก้าวราวกับจะถาม แต่หญิงสาวไม่ได้เปิดโอกาสให้คำต่อไปหลุดออกมา
เธอไม่รับบทเด็กมีปัญหาซึ่งต้องยืนร้องไห้เพื่อให้คนในบ้านเชื่อและไม่คิดทำตัวประชดประชันให้พวกเขานำไปอธิบายง่าย ๆว่าอาการแปลกทั้งหมดมาจากความเสียใจหลังดันเจี้ยน
เสิ่นโม่จิ่นประคองลมหายใจให้ผ่านลำคอซึ่งบวมช้ำจากนั้นจึงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบจนแทบไม่มีระดับสูงต่ำ
“จบรึยัง” คำสั้น ๆหลุดออกมาพร้อมไอขาวบางจากริมฝีปาก
แม่เสิ่นเบิกตาค้างเล็กน้อยนางดูคล้ายไม่แน่ใจว่าควรตอบคำถามนั้นอย่างไร เพราะเสิ่นโม่จิ่นไม่เคยนั่งมองทุกคนด้วยสายตาเช่นนี้แล้วถามว่าพวกเขาพูดกันเสร็จหรือยัง
เสิ่นโม่เหิงไม่หลบตาทว่ากรามข้างหนึ่งขยับจากแรงกัดฟัน โทรศัพท์ในมือถูกกำแน่นกว่าเดิมเมื่อสิ่งที่ได้รับกลับมาไม่ใช่คำปฏิเสธหรือคำแก้ตัวอย่างที่เขาเตรียมรับฟัง
หญิงสาวรออยู่สองลมหายใจ เมื่อไม่มีใครตอบเธอจึงใช้ฝ่ามือกดที่เท้าแขนแล้วลุกขึ้น
ขาทั้งสองอ่อนแรงจนหัวเข่าแทบพับในจังหวะแรกเสิ่นโม่จิ่นหยุดเพียงเสี้ยววินาที ปลายรองเท้าจิกพรมเอาไว้ก่อนจะถ่ายน้ำหนักใหม่
รอจนภาพซึ่งพร่าอยู่ตรงขอบสายตากลับมาคมชัดแล้วจึงหันหลังให้คนในห้อง
“โม่จิ่น เรายังพูดกันไม่..”
“อย่าเสื.....”เสียงแหบของเธอหยุดกลางคำเพราะแผลในลำคอกระตุกเสิ่นโม่จิ่นกลืนรสเืลงไปแล้วกล่าวต่อโดยไม่หันกลับ “ยุ่งเื่นี้อีก”
ตรงปลายประโยคประกายทองในดวงตาสว่างขึ้นเพียงวูบเดียว
โชคดีที่เวลานั้นเธอหันหลังให้ทุกคนแล้วจึงไม่มีใครเห็นม่านตาสีดำถูกสีทองไล่ทับชั่วขณะก่อนสีผิดปกติจะจางกลับไปเหลือเพียงประกายเล็ก ๆ ซึ่งซ่อนอยู่ใต้แพขนตา
เสิ่นโม่จิ่นเดินออกจากห้องรับแขกเสียงรองเท้ากระทบพื้นหินดังเป็จังหวะไม่สม่ำเสมอเพราะขาข้างซ้ายยังรับน้ำหนักได้ไม่เต็มที่
ร่างกายจำทางขึ้นห้องของตัวเองได้โดยไม่ต้องให้เธอนึกนานนักเมื่อถึงบันไดมือจึงวางลงบนราวไม้ตรงตำแหน่งเดิมอย่างเป็ธรรมชาติ
“เสิ่นโม่จิ่น” เสียงพ่อดังตามมาจากด้านหลังแต่เธอไม่ได้หยุด
มือซึ่งจับราวบันไดเลื่อนสูงขึ้นทีละ่ป้ายข้อมือสีส้มครูดผ่านขอบไม้จนเกิดเสียงแห้ง ๆ
การก้าวขึ้นแต่ละขั้นดึงกล้ามเนื้อ่คอและแผ่นหลังจนปวดร้าวทว่าแรงปวดนั้นยังพอทนได้
เมื่อเทียบกับการต้องหันกลับไปฟังว่าพรุ่งนี้ควรถือของเยี่ยมชิ้นใดแล้วก้มศีรษะลึกเพียงไหนถึงจะทำให้สองตระกูลพอใจ
ความเย็นซึ่งตกค้างอยู่ตามทางเดินจางลงตามระยะห่างจากห้องรับแขกปลายผมสีทองค่อย ๆ หม่นลง แต่ยังไม่กลับเป็สีดำทั้งหมด
เสิ่นโม่จิ่นยกมือรวบมันไปด้านหลังอย่างรำคาญก่อนจะปล่อยเมื่อข้อนิ้วที่ถลอกเสียดสีกับเส้นผมจนแสบขึ้นมา
ชั้นสองมีไฟผนังเปิดไว้เพียงครึ่งหนึ่งแสงสีอุ่นทอดผ่านประตูห้องหลายบาน ความทรงจำของร่างพาเธอเลี้ยวขวา
ผ่านภาพถ่ายครอบครัวซึ่งแขวนเรียงอยู่ข้างผนังในภาพหนึ่ง เด็กหญิงเสิ่นโม่จิ่นยืนอยู่ริมสุด มือเล็กจับชายเสื้อพี่ชายขณะที่ทุกคนมองกล้อง
เสิ่นโม่จิ่นเดินผ่านโดยไม่ลดฝีเท้า
เื่ระหว่างเ้าของร่างกับครอบครัวนี้สะสมมาก่อนเธอมาถึงนานเพียงใดเธอไม่รู้ และคืนนี้ก็ไม่มีแรงพอจะขุดมันขึ้นมาตรวจทีละชั้น
สิ่งแรกที่ต้องทำคือหาประตูซึ่งปิดจากด้านในได้ตรวจดูร่างกายให้ครบ แล้วค้นให้เจอว่ามีอะไรจากชีวิตเดิมติดตามข้ามโลกมาบ้าง
ถ้าไม่มีอะไรเลยเธอค่อยวางแผนเอาตัวรอดด้วยมือเปล่า
ประตูห้องนอนอยู่ปลายทางเดินเสิ่นโม่จิ่นจับลูกบิดทองเหลือง ความทรงจำวาบขึ้นมาเป็ตำแหน่งสวิตช์ไฟ
เธอปล่อยให้ร่างพามือไขประตูเข้าไปจากนั้นจึงปิดและหมุนตัวล็อกสองชั้น
เสียงกลอนเข้าร่องดังแกร๊กตัดพื้นที่ชั้นล่างออกไป
หญิงสาวพิงแผ่นหลังกับประตูครู่หนึ่งลมหายใจซึ่งฝืนประคองมาตลอดทางจึงหลุดออกยาวกว่าเดิมแผลรอบคอเต้นตุบตามชีพจรจนเธอต้องยกมือแตะแผ่นประคบ ตรวจดูว่ามีเืซึมหรือไม่
ภายในห้องมืดกว่าทางเดินมีแสงจากเมืองลอดผ่านม่านเข้ามาเป็เส้น เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นเป็สีอ่อนโต๊ะเครื่องแป้งเต็มไปด้วยขวดแก้วทรงสูงและเสื้อคลุมตัวหนึ่งถูกพาดทิ้งไว้ตรงปลายเก้าอี้
ทุกอย่างควรเป็ห้องที่ควรรอเด็กสาวกลับมานอนตามปกติ
ยกเว้นสิ่งที่วางอยู่กลางเตียง
เสิ่นโม่จิ่นยืดตัวออกจากประตูทันที
ย่ามผ้าสีดำใบหนึ่งวางทับอยู่บนผ้าปูเตียงสีครีมปากย่ามถูกรูดด้วยเชือกเก่า เนื้อผ้ามีรอยซีดตรงมุมจากการใช้งานมานานลายอักขระสีหม่นซึ่งเย็บด้วยด้ายแดงวนรอบตัวกระเป๋า
ไออาคมลอยขึ้นจากผิวผ้าเป็สายบางสีหม่นนั้นไม่ได้กระจายไปทั่วห้อง แต่ขดอยู่เหนือย่ามแล้วจางหายก่อนแตะเพดาน
กลิ่นขี้ผึ้ง ธูปและควันจากตะเกียงน้ำมันแทรกผ่านกลิ่นน้ำหอมราคาแพงจนห้องนอนของเด็กสาวมีเศษหนึ่งของบ้านเก่าในโลกเดิมซ้อนเข้ามา
เสิ่นโม่จิ่นไม่ได้พุ่งเข้าไปหยิบทันทีเธอก้มมองใต้เตียง ตรวจมุมผ้าม่านแล้วใช้ปลายเท้าเขี่ยพรมข้างเตียงให้เปิดออกเสียก่อน
เมื่อไม่พบเงาซ่อนผิดตำแหน่งจึงเดินอ้อมไปทางหัวเตียงมือข้างหนึ่งวางใกล้ปากย่าม
“ตามมากันจริงหรือวะ” ไม่มีเสียงตอบจากในกระเป๋ามีเพียงเชือกรูดซึ่งขยับนิดเดียวตามลมจากระเบียง
เธอใช้นิ้วสองนิ้วเกี่ยวปมเชือกแล้วคลายออกกลิ่นควันเทียนเข้มขึ้นทันที
ภายในย่ามมืดลึกเกินขนาดภายนอก
เสิ่นโม่จิ่นใช้นิ้วแตะ ลายสลักซึ่งคุ้นมือกดกลับลงบนผิวปลายนิ้วได้พอดี
ของจริง
“ยังดีที่ไม่ซวยจนหมดตัว”
ทันทีที่คำพูดเธอจบลงแสงสีน้ำเงินก็กางขึ้นตรงมุมสายตาโดยไม่มีคำเตือนแผ่นข้อมูลโปร่งใสลอยทับอยู่เหนือย่าม ตัวอักษรเรียงลงมาทีละบรรทัด
ข้อมูลผู้เล่น
ชื่อ: เสิ่นโม่จิ่น (ิญญา: แม่มณี)
แรงค์: ไร้แรงค์ (แรงค์ XXX)
กระดาษิญญา: 0
แต้มบุญ: 888,888
เสิ่นโม่จิ่นกะพริบตาหนึ่งครั้งแผ่นข้อมูลยังอยู่
สายตาของเธอเลื่อนผ่านกระดาษิญญาซึ่งมีศูนย์อยู่ด้านหลังก่อนหยุดตรงตัวเลขแต้มบุญนานกว่าเดิมเลขแปดเรียงกันหกหลักส่องแสงสีทองอ่อนผิดจากตัวอักษรบรรทัดอื่น
ส่วนคำว่าแรงค์ XXX ถูกวงเล็บไว้ราวกับระบบรู้ว่ามีบางอย่างอยู่ตรงนั้นแต่ไม่ยอมระบุออกมาตามปกติ
'อย่างน้อยบุญก็ยังตามมาแล้วไอ้สามเอ็กซ์นี่อะไร ระบบเซ็นเซอร์คำหยาบหรือไง'
ขณะที่เธอกำลังจะยกมือแตะหน้าจอ เสียงเล็บเล็ก ๆครูดกระจกก็ดังมาจากระเบียง
ครืด...
เสิ่นโม่จิ่นไม่ได้หันไปทันทีมือข้างหนึ่งยังคงจับปากย่าม ส่วนอีกข้างเลื่อนลึกลงไปบนปากย่าม
ตรงนอกกระจกมีิญญาตัวเล็กเกาะอยู่บนราวระเบียง มันผอมจนข้อกระดูกโปนออกมาตามแขน
ขาทั้งสองห้อยลอยเหนือพื้นผิวสีเทาเปื้อนคราบฝุ่นเมือง เสื้อซึ่งสวมอยู่เก่าจนมองไม่ออกว่าเดิมเป็สีอะไรใบหน้าด้านหนึ่งยุบเข้าไปคล้ายเคยถูกของแข็งกระแทก ส่วนดวงตาอีกข้างโตและขุ่นมัว
ผีเร่ร่อนเช่นนี้พบได้ตามโลกมนุษย์หลังสองภพหลอมรวมหากไม่มีแรงแค้นหรือเงื่อนไขผูกกับคนเป็
มันก็ทำได้เพียงวนเวียน ขอส่วนบุญหรือแกล้งให้คนใเล็กน้อยไม่อาจกระโจนเข้ามาฉีกคอใครตามใจเหมือนผีในอาณาเขตดันเจี้ยน
ทว่าผีตัวนั้นก็ไม่ได้คิดเข้ามาใกล้
เพราะเมื่อเห็นประกายทองตรงปลายผมของหญิงสาวผ่านกระจกร่างโปร่งแสงของมันก็สั่นจนฟันกระทบกัน
ปลายเท้าซึ่งลอยอยู่รีบหันไปทางขอบระเบียงมันปล่อยมือจากราวและกำลังจะพุ่งหนีลงไปด้านล่าง
แต่ก่อนที่มันจะทันได้หนีไปเสียงแหบแห้งก็ดังตามหลังมันเสียก่อน
“จะหนีก็หนีไปแต่ถ้ารู้เื่โลกนี้ก็กลับมาคุยกันก่อน”
มือเล็กซีดซึ่งปล่อยจากราวระเบียงชะงักอยู่กลางอากาศิญญาเร่ร่อนค่อย ๆ หันกลับมามองเธอ