ผู้ดำเนินรายการ:“จะจีบแอร์ ต้องเข้าใจ แค่คุณเก็ท ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง”
น้องแอร์โอสเตส:“ขอโทษที่อยู่ดีๆก็หาย ไลน์ไม่ตอบ”
ผู้ดำเนินรายการ: “มีอะไรบ้างที่คุณต้องรับมือเมื่อเธอนอนน้อย”
ผู้ดำเนินรายการ:“เธออาจจะเบลอพูดไม่รู้เื่”
น้องแอร์โอสเตส:ฟหกด เอกอาสว งงงง (ภาษาไทย แต่เข้าใจอยู่คนเดียว)
คนจีบแอร์ฯ: ?? (ทำหน้างงๆ)
ผู้ดำเนินรายการ:ดังนั้น ต้องตั้งใจฟังเธอให้ดีนะ
ผู้ดำเนินรายการ:“เวลาของเธอมักจะไม่ตรงกับคนอื่น”
คนจีบแอร์ฯ: ไปดูหนังกันไหมครับ (คุยกันในไลน์)
น้องแอร์โอสเตส:ทํางานค่ะ (หายไป 48 ชั่วโมงกว่าจะตอบ)
ผู้ดำเนินรายการ:ดังนั้น ต้องเช็คให้ดีว่าเธอว่างตอนไหน
ผู้ดำเนินรายการ:“หน้าเธอนอกเวลางาน ก็จะโทรมๆหน่อยนะ”
น้องแอร์โอสเตส:เผยหน้าสด ปราศจาก make up
คนจีบแอร์ฯ:ใกลัว (ชิ่งหนีดีป่ะว่ะ?)
ผู้ดำเนินรายการ:ดังนั้น ซื้อของบํารุงที่เธอชอบให้เธอได้นะ
ผู้ดำเนินรายการ:“เธอจะหงุดหงิดง่ายมาก”
น้องแอร์โอสเตส:สงสัยเป็วันนั้นของเดือน
คนจีบแอร์ฯ: ใส่ชุดเกราะไอรอนแมน (พร้อมออกรบ)
ผู้ดำเนินรายการ:ดังนั้น เลี่ยงคุยเื่ที่ทําให้เธอโกรธ
ผู้ดำเนินรายการ:“เธอมีความเสี่ยงเป็ไบโพลาร์”
น้องแอร์โอสเตส:ใครมุนินทร์ ใครมุตตา (จากละครเื่แรงเงา)
คนจีบแอร์ฯ: กลายเป็พระลอ ตะตอนยอน ต้องมนต์เสน่ห์ (พระเพื่อน พระแพง) ซะง้ัน
ผู้ดำเนินรายการ:ดังนั้น ต้องเป็สภาพแวดล้อมที่ดีให้เธอ
ผู้ดำเนินรายการ:ด้วยความปรารถนาดีจาก Nicedreamdrink
อีกละ! กับโฆษณาคั่นระหว่างที่ดูคลิปแมว หมาหรือบรรดาสัตว์โลกน่ารักทั้งหลายในเฟซบุ๊คได้สักพัก .. ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันจะโฆษณาอะไรกัน นักกันหนา จะดูคลิปในยูทูป ไลน์ทีวีหรือช่องทางอื่นๆก็เหมือนกัน จ้ารอไปๆ (กดข้ามไม่ได้) แต่โฆษณานี้น่าสนใจจัง (บางทีก็สงสัยว่ามันแอบฟังเราคุยกันหรือล้วงความลับเราอยู่รึป่าว ทำไมเหมือนมันรู้ใจเราขนาดนี้ รึว่าเอาแอบใช้ AI อ่านใจคนได้แล้ว) ดูหน่อยละกัน โฆษณาอะไรจะตีแผ่ชีวิตจริง แอร์/สจ๊วตอย่างผมได้สมจริงขนาดนั้น เฮ้อ! เอาไว้ก่อนละกัน 3 แลนด์ ยังไม่ได้นอน กว่าจะถึงคอนโดเหลือเวลาแค่ 3 ชั่วโมงต้องบินต่อ พังพินาศมากร่างผม
“I’m a cabin crew, I love my job” ผมได้แต่สะกดจิตตัวเองก่อนภาพสุดท้ายจะตัดไปและหยุดการใช้สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด ราคาแพงที่สุดที่เพิ่งใช้บัตร Wisdom รูดไปหยกๆ (เอาเลย เสียงไลน์ เสียงโนติ แจ้งเตือนอยากดังแค่ไหนก็เต็มที่ไปเลย) ผมล้มตัวลงบนเตียงนอนนุ่มๆคาชุดทำงาน เปิดแอร์เย็นช่ำเหมือนอยู่ขั้วโลก แม้แสงแดดในตอนกลางวันจะร้อนแรงแผดเผาสักแค่ไหนก็ไม่อาจเล็ดลอดผ้าม่านกันรังสียูวีคุณภาพเยี่ยมที่นำเข้าจากต่างประเทศได้หรอก นี่คนหรือแวมไพร์กันแน่ (เขาว่ากันว่าแวมไพร์แพ้โลหะเงิน) แต่ก็พอแน่ใจว่าไม่ใช่เพราะผมใส่นาฬิกา Patek Philippe สีเงินรุ่น Nautilus 5990/1a-001 (เหมือนดัง พันกร ไอดอลของผมก็ใส่)
ผม “ทุ่มเท” กับงานขนาดนี้เพื่ออะไร หรือว่า .. จริงๆแล้ว …
ผมแค่เรียกร้องความสนใจจากเขาคนที่ไม่เคยเลยสักนิดจะคิดรักกันบ้าง
หัวใจนายทำด้วยอะไร นายมันคนใจร้ายที่สุดเลย
ผมชื่อภีมกูร วริชภูมิพงศ์ ชื่อเล่นชื่อ “ภีม” เป็พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินที่ดีที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง (World's Top Airlines) ที่ได้รับรางวัลการันตีจาก Skytrax ซึ่งเป็บริษัทที่ให้คำปรึกษาด้านสายการบินและสนามบินรวมถึงสำรวจความคิดเห็นทำวิจัยและจัดอันดับต่างๆ ให้กับอุตสาหกรรมการบินที่เป็ที่ยอมรับระดับโลก
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า “ลูกเรือ” อย่างผมใช้ “หน้าตา” ทำงานและแค่เดินไปเดินมาเสิร์ฟอาหารบนเครื่องบิน แต่จริงๆแล้ว หน้าที่ของลูกเรือมีอยู่ “3S” คือ Safety ความปลอดภัย Security ความมั่นคง และ Service การบริการ และความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญของลูกเรือ (Safety is our first priority)
ั้แ่เรียนจบผมก็มีโอกาสได้ทำงานในฝัน แต่งตัวเนี๊ยบๆั้แ่หัวจรดเท้า (Grooming) เดินลากกระเป๋าเริดๆเชิดๆในสนามบิน แต่เป็มิตรกับทุกคนและรักเด็ก (เอ๋ นั่นมันคุณสมมัติของมิสยูนิเวอร์สต่างหาก มงไม่ลงจะงงมาก 55)
“แม่ครับ ตัวการ์ตูนนี่ชื่ออะไรครับ” เด็กชายตัวเล็กๆชี้มาทางกระเป๋าล้อลากของผมได้ถามแม่ของเขาที่น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับผม
“ชินจังจ๊ะลูก” ผมยิ้มให้แม่ลูกคู่นั้น แต่ในใจมีเพลงๆนึงดังขึ้นว่า “ฮั้นโล่ สวัสดี๋ กระผมนี่จะบอกว่าวันนี้ผมมีความสุข ผมนั้นมีความสุขไม่เคยจะทุกข์ มันสนุกกว่าเขาเพื่อน โอ โอะโอ้” ถ้าคุณร้องเพลงนี้ได้ แปลว่าคุณรู้จักการ์ตูนเื่นี้ที่ออกอากาศทางช่อง 3 เมื่อหลายสิบปีที่แล้วใช่ไหมครับ คิดถึงสมัยเด็กๆเหมือนกันนะครับ ชอบเอาเพลงจากการ์ตูน ญี่ปุ่นมาคัฟเวอร์เป็เวอร์ชั่นภาษาไทยกันมากมาย อย่างเพลง “เก็บฝัน” จากการ์ตูน มารูโกะ ที่ร้องว่า “ฝันแล้วก็อยากจะฝันอีก อยากชวนเธอ ไปเดิน อยู่ ในความฝันแล้ว พากันไป คิด แล้วก็หยิบเอาเสื้อใหม่ ใส่ที่ตัว สวยไป แล้วก็ออก ไปเดินเฉย ฝอยกันให้ฟุ้ง” ผมเชื่อว่าเพลงการ์ตูนสมัยเด็กยุค 90+/- ยังคงหยั่งลึก ซ่อนเร้นอยู่ในความทรงจำและมีอิทธิพลต่อคนหลายๆคน ใช่ป่าว ...เพื่อนเมธ
(ภาพวาร์ปไปที่เพื่อนเมธ) อัจฉริยคอมพิวเตอร์ที่กำลังจาม ฮัดเช่ยอยู่เหมือนมีใครแอบนินทา ดูข้างๆโต๊ะคอมมีโมเดลกันพลา แองเจมอน จากการ์ตูนเื่ดิจิม่อนวางปนๆกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และสายไฟระโยงระยางเต็มไปหมด
“อย่าจับ” เอ๋? ไอ้เมธรู้ได้ไงว่ะ
“ไว้เจอกันต่อจากเพื่อนกันครับ อ้อต้องเรียกว่าผู้กองกันซินะถึงจะถูก” เออนายจะพูดให้เขางงทำไมกัน คือนายเมธพูดถึง “กัน” นายตำรวจสุดหล่อผู้โด่งดังในเพจหนุ่มหล่อในเครื่องแบบที่ตอนนี้กำลังทำคดีปริศนาอยู่ที่ไหนสักที่ แต่ตอนนี้ผมแค่อยากจะยืมเพลงปีกรัก - Butterfy มาเป็เพลงบิ้วอารมณ์เดิน runway สู่เที่ยวบินนี้หน่อยนะ อ้าว 3 4 ...
“ปีกกางเหิรไป ไม่มีวันแ่ปลาย ด้วยแรงรักทะยานโลดไป แม้จะสาหัสจะหนักหนา ก็จะไม่ท้อไม่ท้อ แต่จะขอเดินหน้าไป ปีกกางลู่ลมไม่มีวันแ่ปลาย ด้วยเป้าหมายคือเธอนั้นมั่นคง ไปด้วยแรงส่ง สุดหัวใจ oh My Love” เครื่องบิน Take off ทะยานสู่จุดหมายปลายทาง คืองานของผม
ก็เพราะไอ้เ้าป้ายชื่อติดกระเป๋า (Name Tag) รูปชินจัง ตัวการ์ตูนที่ผมชอบมากๆในวัยเด็กนี่แหละครับที่เป็เอกลักษณ์ที่เพื่อนๆลูกเรือรู้จักกันดีในฐานะ “ตัวท๊อป” ของแวดวงการบิน (หรือชื่อเสีย อันนี้ผมไม่มั่นใจ) ในชื่อลับๆ “ชินจัง” แทนสรรพนามบุรุษที่สามขณะเม้าท์มอย (นินทา) เื่ผมถึงความหล่อโหดๆ ความร้อนแรงและวีรกรรมการ “เท” เพื่อนร่วมสายอาชีพ สจ๊วต นักบิน กัปตัน เป็ว่าเล่น (ทั้งในและนอกสายบินของผม รวมทั้งในและนอกประเทศด้วย) ผมไม่สนใจหรอกนะ อยากพูดอะไรก็พูดไป ผมไม่สนใจ ไม่ใส่ใจและไม่แคร์ แต่สิ่งที่ผม “เอาใจใส่” เป็อย่างดีคือการคอยดูแลผู้โดยสารบนเครื่องบินอย่างดีเยี่ยมและดีที่สุดในทุกๆเที่ยวบินจนได้รับเลือกให้เป็พรีเซนเตอร์ของสายการบินหลายปีซ้อน มีแฟนเพจคอยติดตามและมาถ่ายรูปผมลงโซเชี่ยลแทบทุกเส้นทางที่ผมบินไป
ทุกๆจุดหมายปลายทางคือสถานที่ท่องเที่ยวในฝัน วิถีชีวิตกินหรูอยู่สบายสไตล์ลูกเรือจนใครๆหลายคนต้องอิจฉา ได้อัพรูปลงไอจีบ่อยๆไม่ว่าจะเป็รูปชุดว่ายน้ำ โชว์ซิกแพคมีวิวท้องทะเลและท้องฟ้าสีครามที่มัลดีฟจนมีการรีทวิตแฮชแท๊กห่อหมกทะเลเดือดจนติดเทรนหลายวัน รูปป้อนใบยูคาลิปตัสให้หมีโคอาล่าที่ออสเตรเลีย รูปแช่ออนเซนมีฟูจิซังเป็แบล็คกราวด์ที่ญี่ปุ่น (รูปส่วนใหญ่จะเป็รูปถอดเสื้อเพื่อ้าจำนวนไลค์เยอะๆ แต่ก็น่าเบื่อพวกที่ชอบไดเรกข้อความมาชวนคุยเื่อย่างว่า น่ารำคาญชะมัด) หรือจะนั่งจิบชาอุ่นๆข้างๆทาวเวอร์บริดที่ลอนดอน จน FC เรียกร้องให้ทำ youtube channel "ตามติดชีวิตสจ๊วต" ซึ่งเป็สองภาษา (Bilingual) พาไปเที่ยวทั่วโลก ผมพูดเองบรรยายเองทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ (บางครั้งต้องแอบฝึกภาษาจีนเพื่อเอาใจชาวจีนบ้าง) จนมีคนติดตามหลายแสนคน (ทั่วโลก)
อิจฉากูซิ เสียดายกูซิและตอกย้ำตัวเองเข้าไปว่าโง่แค่ไหนที่ “ไม่เลือกกู ไอ้เหี้ยธัน” ทักกูมาซิ ไม่ใช่เงียบเฉยใส่กันแบบนี้ (เป็เพื่อนใน Facebook กันยังไง ไม่เคยกด Like กันเลยสักครั้ง) ขออภัยที่ใช้คำพูดไม่สุภาพครับ ผมขอถือโอกาสนี้เล่าถึงความ “คับแค้นใจ” ในความรักที่ผมมีให้กับคนเพียงคนเดียวที่ชื่อว่า “ธันวา” หรือว่าไอ้ซาจิที่ใครหลายๆคนล่ำลือถึงความ "หล่อเหี้ยๆ" (คือหล่อกว่าพระเอกหลายๆคนในวงการบันเทิงแต่นิสัยไม่ดีเลย คือเหี้ยอะ แบบผู้ชายเหี้ยๆต้องเอาตีนเขี่ยแล้วถีบถึงยอดหน้าถึงจะสาสมกับความชั่วของมัน จะเข้าใจง่ายกว่า) คนที่ผมมอบกายถวายหัวใจให้เขาไปแล้วั้แ่วันนั้น (มันก็รู้อยู่แก่ใจ แต่ทำเป็ไม่รู้อะไรบ้างเลย) หล่อเหี้ยๆกับหล่อโหดๆควรเป็คู่จิ้น ให้สาววายได้ฟินกันซิถึงจะถูก แต่ไม่รู้ว่ามันเป็เวรเป็กรรมแต่ชาติปางไหนหรือมันคืออะไรที่ทำให้ผมรักผู้ชายคนนี้ บางทีเ้ากรรมนายเวรก็มาในรูปแบบ “ชาย(แอบ)รัก(เพื่อนผู้)ชาย(แท้)”
(ตอนเรียนมหาวิทยาลัย)
“เดือนมหาวิทยาลัยของปีนี้ได้แก่…..” มีเพียงชายหนุ่มเฟรชชี่ ปี 1 สามคนสุดท้ายที่ยืนอยู่บนเวที (หนึ่งในนั้นคือผม) เอาจริงๆนะครับ ผมไม่ได้หวังตำแหน่งอะไรนี้หรอก เพราะเกรงว่ารสนิยมหรือความชอบส่วนตัวของผมเองจะทำให้สาวๆหลายๆคนผิดหวังกันทั้งมหาวิทยาลัย แต่คนที่อยู่ข้างๆผมต่างหากที่ทำให้ใจผมสั่นและลุ้นอยากให้เขาได้ตำแหน่ง
“น้องธัน เธียรธันวา บุณฑริกวรวงศ์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์”
“ดีใจด้วยนะเว้ยไอ้ธัน” ผมโผเข้าไปกอดธันทันทีเพื่อแสดงความยินดี (แต่ใจผมไม่ได้คิดแบบนั้น)
การเก็บตัวและทำกิจกรรมร่วมกันที่กองประกวดทำให้ผมตกหลุมรักผู้ชายคนนี้เข้าอย่างจัง รูปร่างหน้าตา นิสัย น้ำเสียง คำพูดคำจา วิสัยทัศน์ (Vision) และทัศนติ (Attitude) ของเขาที่มองว่า
“ควารักเป็สิ่งสวยงามและเพศไม่ได้มีแค่ชายและหญิง ทางเลือกมีความหลากหลายแต่เคารพในความเสมอภาคและศักศรีความเป็มนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน เห็นอกเห็นใจกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันทำให้คนเราอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและทำให้โลกใบนี้น่าอยู่”
ทุกอย่างทำให้ผมหลงไหลได้ปลื้มหัวปักหัวปำในตัวผู้ชายคนนี้ เราเรียนต่างเอกต่างคณะกัน มันจะดูไม่ดีถ้าผมจะหาข้ออ้างไปตึกวิศวะหรือว่าอยากชวนเขาไปติวภาษาอังกฤษด้วยกันก็ดูรุกหนักเกินไป ผมจำใจต้องลงเรียนวิชาการเขียนเพื่อการสื่อสารตาม เอิ่ม! นี่เรียนคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม คณะที่ขึ้นชื่อว่าแซ่บและเผ็ดที่สุดในมหาวิทยาลัยเชียวนะ ทำไมต้องมาเรียนอะไรเนิร์ดๆแบบนี้ด้วย เอาไปเขียนนิยายวายไรงี้หรอ โอ เอ็ม จี (ใจผมไม่ได้ชอบการเขียนเอาซะเลย เห้อ) ทั้งหมดนี่ก็เพราะนายคนเดียวเลยนะ ธันวา ไอ้ต้าวซาจิต้าราศีธนู ถ้าอยากได้เธอเป็เนื้อคู่ต้องทำยังไง อิอิ
“Assigment ต่อไปคือการเขียนสารคดี ขอให้นิสิตจับคู่กันแล้วส่งงานสัปดาห์หน้าคะ” อาจารย์มอบหมายงาน
“เราคู่ยูแล้วนะ” จูนเปิดก่อนได้เปรียบ ได้คู่เรียบร้อยลอยตัวเหนือเสียงโหวกเหวกโวยวายอลเวงหาคู่
“น้องรถเก๋งคู่กับพี่ไหมคะ พี่เบื่อสองคนนั่นแย่งกันคู่กับพี่” ผมได้ยินพี่ลูน เอ่ยปากชวนรถเก๋งทำงานกลุ่ม ในขณะที่พี่มาร์สกับพี่เจตน์มัวแต่แย่งกันอยู่ได้ แห้วกันทั้งสองคน (ต้องคู่กันเอง)
“ไม่ได้นะครับเจ้ลูน ไอ้เก๋งมันคู่กับผมแล้ว” ธันวาเป็เดือดเป็ร้อนทันที
“ธันคู่กับเราดิ” ผมเสนอตัวทันที
“เราคู่กับภีมได้ป่าว ให้พี่ลูนคู่กับไอ้ซาจิ” ไม่ได้นะรถเก๋ง เราจะคู่กันธัน นายทำแบบนี้ไม่ได้นะ
“ไม่ได้คะ รถเก๋งคู่กับพี่เถอะนะ เราเรียนเอกเคมี น่าจะสนใจไปทำสารคดีเื่เครื่องสำอางค์จากธรรมชาติกัน” ขอบคุณมากครับที่ลูน
“น่าสนใจครับพี่ลูน งั้นไอ้ซาจิ มึงทำงานกลุ่มช่วยภีมเขามั่งนะ ไม่ใช่ทำตัวเป็ภาระเขา” รถเก๋งแขวะธันเล็กน้อย แต่ก็ขอบใจนายมากนะ เรารอโอกาสแบบนี้มานานแล้ว
“ได้ไงวะไอ้เชี่ยเก๋ง แล้วกูจะทำเื่ไรละแบบนี้” ธันได้แต่บ่นอุบ
“เสาร์นี้มีงานแห่ดาวที่สกลนคร เราไปหาข้อมูลมาเขียนสารคดีเชิงท่องเที่ยวกันไหม” ผมชวน
“เอาดิ งั้นเดี๋ยวเราขับรถไปกัน” ธันรับปากและทุกอย่างเป็ไปตามแผน รวมถึงการจองที่พักที่บรรยากาศดีที่สุด (เื่อะไรจะพาไปค้างที่บ้าน เดี๋ยวพ่อแม่เป็ก้างขวางคอทำเสียแผนการเข้าด้ายเข้าเข็มกันพอดี)
ผมเป็คนจังหวัดสกลนครและหนึ่งในความภาคภูมิใจของจังหวัดผมคือ “งานแห่ดาวคริสต์มาส” จัดขึ้น่ปลายปีของทุกปีที่อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ชุมชนท่าแร่ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็กลุ่มคาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดในไทย ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย
“เราว่าจะทำสารคดีเื่ How to ออกเดทยังไงให้ได้แฟน” ผมอ้อล้อธันวา
“ชื่อเื่น่าสนใจอ่ะ คิดดีเหมือนกันเน้อไปออกเดทดูแห่ดาว หนาวๆ บรรยากาศดีๆแล้ว ปี้กันต่อ” เอิ่ม ธันวากูเขิล
“เราหมายถึง Happy กันต่ออ่านะ” ธันวารีบแก้ตัว พวกเราเดินสำรวจเก็บข้อมูลได้สักพักแล้วชวนกันนั่งชิว จิบเบียร์ ถึงผมจะเคยเป็ดาวเด่นของโรงเรียนสกลราชวิทยานุกูลและแต่ละปีจะมีคนมาชวนผมไปออกเดทดูแห่ดาวด้วยมากมาย แต่ผมก็ไม่เคยตกปากรับคำชวนไปกับใคร เพราะผมฝันไว้ว่าผมจะไปกับแฟนผมแค่คนเดียว คืนนี้เป็ค่ำคืนสุดพิเศษ อากาศหนาวๆ ลมเย็นๆในฤดูหนาวกับขบวนแห่ดาวกว่า 200 คัน ที่จำลองการประสูติของพระเยซูและประดับตกแต่งด้วยไฟหลากสีสัน เราทั้งสองคนหน้าแดงเพราะเบียร์ที่เพิ่งสั่งกันมาดื่มเป็ทาวเวอร์ (แต่ผมคงหน้าแดงเพราะอยู่ใกล้ๆคนที่ผมชอบมากกว่า) มาดูงานเขียนสารคดีเหรอ หึ! มันเป็แค่ข้ออ้างรวบหัวรวบหาง กินกลางตลอดตัวผัวชายที่เราชอบมากกว่า ดูซิจะเดินไม่ไหวอยู่แล้ว (ผู้ชายอะไรเมาแล้วเลื้อยยิ่งดูยิ่ง sexy เป็บ้า มันใส่เสื้อผ้าบางเบาเผยให้เห็นกล้ามเนื้อและรูปร่าง บ้าเอ้ยมันสั่นเพราะความหนาวแต่กูเนี่ยจะคลั่งตายเพราะความลุ่มหลงในตัวมึงแล้วเนี่ย)
“ธันไหวป่าว” ผมถามด้วยความห่วงใย แต่สายตาผมเหมือนจ้องจะกินธันทั้งตัว
“ไหวๆ” ธันพูดแบบเมาๆ
“กลับโรงแรมกันไหม” ผมเชื้อเชิญ
“เออ ดีเหมือนกัน” ผมประคองธันวากลับโรงแรมและเปิดเพลง “กันและกัน” ของ คิว วง Flure เป็เพลงประกอบภาพยนตร์เื่ รักแห่งสยามที่ดังมากๆในตอนนั้น (และถือเป็หนัง วาย เื่แรกๆของบ้านเรา) ผมสร้างบรรยากาศขนาดนี้นายรู้ใช่ไหมว่าเรารู้สึกยังไงกับนาย
“ธัน เราชอบนายนะ” ผมในสภาพร่างกายที่เปลือยเปล่า ได้เปิดเผยเรือนร่างที่ใครต่อใครต่างก็หลงไหลให้ผู้ชายที่ผมรักได้เชยชม ผมยังไม่หยุดอยู่แค่นั้นและพยายามจะปลดเปลื้องเสื้อผ้าเขาออก เขาไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใดและส่วนนั้นมีปฏิกิริยาตอบสนอง ผมพยายามลิ้มรสอารมณ์ใคร่นั้นเพื่อตอบสนองความ้าให้เขาพึงพอใจ
“ภีม เราขอโทษ เราไม่ได้ชอบผู้ชาย” ธันวาพูดกับผมสั้นๆ แต่ร่างกายของเขาไม่ได้แสดงออกแบบนั้น
“แต่นายก็้าไม่ใช่เหรอ” ผมยังคงพยายามต่อไป และเพิ่มระดับการเอาอกเอาใจเขา เขาหลับตาพริ้มและไม่มีท่าทีขัดขืนใดๆ ผมขอเพียงแค่เขาจะเห็นใจจูบผมเป็รางวัลตอบแทนบ้างแต่เขาปฏิเสธและผลักผมกลับไปที่เดิม นั้นทำให้ผมยกระดับลีลาท่าทางด้วยการนำส่วนที่แข็งแกร่งของร่างกายเขานั้นสวมคลอธป้องกันอันทนทานแต่บางเฉียบเพียง 0.01 มม. แล้วเข้ามาอยู่ในกายของผม เขาช่างช่ำชองเื่แบบนี้ซะเหลือเกินความแข็งแกร่งนั้นไม่ได้ลดลงเลยสักนิดกลับกลายเป็ผมที่ต้องร้องครวญครางด้วยความเอาแต่ใจและอยากได้ในตัวเขา ผมขอให้เขาใช้มือกับจุดซ่อนเร้นนั้นของผมบ้างแต่เขาเลื่อนมือไปัั บีบเค้นที่เนินอกสีชมพูระเรื่อของผมแทน ยังดีที่เขาเห็นอกเห็นใจเราบ้างด้วยการเปลี่ยนตำแหน่งขึ้นมาอยู่้า และดูด ดื่มด่ำกับรสชาติหน้าอกอันแสนจะอ่อนนุ่มละมุนของผมอย่างเมามันและเขาเป็ฝ่ายเร่งจังหวะให้เื่บนเตียงเราเร็วและแรงขึ้น เราร้องครวญครางต่างหายใจถี่ๆจนความปรารถนาดีของผมพุ่งทะยานถึงขีดสุดแล้วปะทุออกมาเต็มหน้าท้องแบนราบผมเอง แต่เขากลับหยุดการออกแรงทางกายภาพเพียงเท่านี้ เขาไม่ยอมเสพสม อารมณ์หมายต่อ ได้แต่ถอนตัวออกไปจากร่างกายของผม
“ธัน เอาต่อได้ไหม” ผมพยายมตื้อเขาอีกที พยายามจะใช้ทุกวิธีและลีลาที่ผมมีเรียกร้องขอจากเขาอีก
“นายสุดยอดมากเลยภีม” เขาเอ่ยปากชมเชยผม แต่ทำไมไม่ไปต่อ
“เราไม่ฟิตใช่ไหม นาย้าอะไร อยากให้เราทำอะไรให้ พูดมาดิธัน” ผมถามเขาไปตรงๆแบบหน้าไม่อาย
“เราไม่ได้ชอบผู้ชาย” ธันวาหักหาญน้ำใจผมอีกครั้ง
“เพราะจูนใช่ไหม หรือว่าเป็เพราะรถเก๋ง รักเราบ้างได้ไหมธัน” ผมอ้อนวอนให้อีกฝ่ายเห็นใจ
“มันเกี่ยวกับเรา ไม่เกี่ยวกับคนอื่น ถ้าเราเป็เกย์ เราคงชอบนาย ขอบใจมากนะภีม คงมีสักคนที่รักนายจริงๆ รออยู่ อย่าคาดหวังความรักจากเราเถอะนะ อย่าให้เรารู้สึกผิดมากไปกว่านี้เลย” ธันวาบอกกับผมตรงๆ
“อืม เข้าใจแล้ว” ผมในสภาพร่างกายที่เปลือยเปล่า ที่เพิ่งตกเป็ของเขาหยกๆ (จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกเพราะเหมือนมีแค่ผมที่ได้ตัวเขา) แต่ไม่เคยได้หัวใจเขามาเลยสักนิด เราคุยเื่อื่นกันปกติและกลับมหาลัยด้วยกันเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น หลังจากนั้นธันค่อยๆตีตัวออกห่างผม ใช่อยู่ว่าผมเสร็จแต่เขาไม่เสร็จ เขาอยากจบแต่ผมไม่จบ
เป็การเค้าดาวน์ที่เ็ปทรมานที่สุดในชีวิต ผมร้องไห้จนไม่มีน้ำตา เก็บตัวอยู่ในห้องมืดๆคนเดียว รักครั้งแรกของผมพังพินาศไม่มีชิ้นดี แต่ความใคร่หรือความ้าทางร่างกายกลับเพิ่มมากขึ้นจนผมไม่อาจต้านทานไหว ผมอยากมีอะไรกับเขาและไม่้าใครอีกแล้ว จะทำไงได้นอกจากตนแลเป็ที่เพิ่งแห่งตนจนเกราะที่ป้องกันหัวใจผมแ่าขึ้นทุกวันๆ กลายเป็หัวใจที่ “ปิดตาย” และรักใครไม่ได้อีกแล้ว
ถึงเื่ราวมันจะผ่านมานานหลายปี แต่ผมไม่มีวันลืมเลือนความเจ็บช้ำน้ำใจในครั้งนั้น
“เหี้ยเอ้ย ยังไม่ได้นอนเลย” ผมได้แต่บ่นกับตัวเอง แทนที่ 3 ชั่วโมงจะได้นอนหลับบ้าง สมองกลับคิดถึงแต่เื่เดิมๆ คนเดิมๆ จนร่างกายจะไม่ไหวอยู่แล้ว การพักผ่อนน้อยเป็ปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับอาชีพที่การทำงานขึ้นอยู่กับเวลาที่ไม่แน่นอน ตารางบินมีการสับเปลี่ยนจนแทบไม่เหมือนกันสักวัน ไหนจะโซนเวลาที่ต่างกันทำให้เกิดอาการ เจ็ตแล็กจนร่างกายแทบไม่รู้วันรู้คืน การพักผ่อนน้อยหรืออยู่บนที่สูงนานๆ ส่งผลให้ร่างกายขาดออกซิเจน รวมไปถึงการกินนอนที่ไม่เป็เวลา ทำให้ระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่ายผิดปกติ นับวัน “สังขาร” ยิ่งทรุดโทรม สิ่งเดียวที่ผมทำได้ในขณะนี้คือการ “อัด” อาหารเสริมและวิตตามินมากมายเข้าไปในร่างกายให้มากที่สุด (บางทีต้องให้ทางเส้นเืเลยทีเดียว) และ “ปกปิด” ปัญหาสภาพผิวหน้าด้วยเครื่องสำอางที่นับวันยิ่งหนาและชักจะปกปิดไม่มิดแล้ว
เวลาตี 3 ที่คนทั่วไปหลับไหลอย่างมีความสุข แต่ไม่ใช่สำหรับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอย่างผมที่จะต้องเข้ามาเช็กอินที่โอพีซี (Operation Center) ซึ่งเป็ศูนย์ปฏิบัติการของลูกเรือที่สนามบินแล้วโหลดกระเป๋า แตะบัตร (ก่อนเครื่องออก 2 ชั่วโมงทุกครั้ง) ไม่อยากจะเม้าท์เลยว่าหากช้าไปเพียงวินาทีเดียวจะมีความผิดทันที ดังนั้น เวลาเป็สิ่งที่สำคัญมากสำหรับคนประกอบอาชีพอย่างพวกเรา
จากนั้น จะต้องขึ้นไปเซ็นชื่อ ซึ่งจะมีพี่ๆซุป (ไม่ใช่ซุปเปอร์แมนะครับ ผมหมายถึงซุปเปอร์ไวเซอร์ครับ) ค่อยเช็กั้แ่หัวจรดเท้าว่าพร้อมสำหรับทำงานหรือเปล่า ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม ก่อนที่จะขึ้นไปยังห้องบรีฟ (Brief) ซึ่งจะสรุปเกี่ยวกับข้อมูลของไฟลท์ที่จะบิน เช่น บินเครื่องลำนี้ อุปกรณ์ความปลอดภัยอยู่ที่ไหน เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจะต้องทำอย่างไร? (สำคัญมาก! ก ไก่ล้านตัว) มีผู้โดยสารกี่คน ลูกเรือกี่คนและจะมีการถามรายบุคคล เพื่อตรวจสอบว่ามีความพร้อมที่จะมาบินหรือไม่แล้วเดินมาขึ้นรถบัสของบริษัท เพื่อที่จะไปยังเครื่องบิน ซึ่งจะต้องมาถึงเครื่องก่อนผู้โดยสาร 40-60 นาที เพื่อเตรียมความพร้อมบนเครื่อง
ทุกอย่างเป็ไปตามปกติเหมือนทุกๆไฟล์ที่เคยผ่านมา เว้นเสียแต่
“ตึ้ง !” เสียงดังลั่นทั้งลำอย่างไม่ทันตั้งตัว ผู้โดยสารร้องวี๊ดว้ายเพราะใกลัว
“ขณะนี้เรากำลังบินผ่านสภาพอากาศแปรปรวน โปรดรัดเข็มขัดและนั่งอยู่กับที่นั่งตลอดเวลา” นักบินประกาศและผู้โดยสารทุกท่านควรปฏิบัติตาม
“โปรดรัดเข็มขัดและนั่งอยู่กับที่นั่งด้วยนะครับ Please fasten your seat belt” ผมเดินตรวจห้องโดยสารและเจอคุณแม่กับลูกอ่อนที่ยังจัดการเื่เปลี่ยนผ้าอ้อมยังไม่เสร็จ
“Madam How can I help” ผมเข้าช่วยเหลือ
“I’m OK Thank you” ผู้โดยสารหญิงท่านนั้นพยายามจัดการธุระของเธอเองและรีบคาดเข็มขัดทันที ผมช่วยหยิบโน้นหยิบนี้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่คุณแม่ลูกอ่อน แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
“ปั้ง!!” ข้าวของต่าง ๆ เครื่องดื่มและอาหารหล่นกระจัดกระจายอยู่บนพื้น หลังจากที่เครื่องบินดิ่งวูบอย่างแรงไป 2 ครั้งเป็การตกหลุมอากาศอย่างรุนแรง สาเหตุนั้นเกิดจากสภาพอากาศแปรปรวนทั้งพายุฝนฟ้าคะนอง ฝนตกหนัก และลมพัดกระโชกแรง ที่เกิดขึ้นมาตลอดสัปดาห์ จนส่งผลให้มีผู้โดยสารได้รับาเ็หนัก สร้างความแตกตื่นใไปทั่วทั้งลำ โชคดีที่เครื่องบินสามารถลงจอดได้อย่างปลอดภัยแม้จะเป็การจอดแบบฉุกเฉินจากเหตุการณ์ครั้งนี้
ผมได้รับาเ็ อาการค่อนข้างหนักจากการกระแทกอย่างแรง และต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลนานหลายวัน
“สุขภาพกายว่าสำคัญแล้ว สุขภาพใจก็สำคัญไม่แพ้กัน” ชีวิตที่ต้องทำงานห่างไกลจากบ้าน ครอบครัวและเพื่อนๆ ทำให้ผมรู้สึกเศร้า เหงา และเกิดอาการซึมเศร้า แม้จะได้พบเจอผู้คนมากมายอยู่ตลอดเวลา แต่นั่นก็เป็เพียงการพบเจอระยะสั้น ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปอย่างรวดเร็ว และมิตรภาพของเพื่อนร่วมงานดูเป็สิ่งจอมปลอมๆเพราะต่างพร้อมจะใส่ร้าย ติฉินนินทาและแทงข้างหลังกันอยู่ตลอดเวลา อาการโรคซึมเศร้าของผมหนักขึ้นเมื่อไม่ได้ทำงานเพราะผมแพ้ความคิดตัวเอง คนเรานี่มันบ้าอย่างหนึ่ง ยิ่งเจ็บยิ่งตอกย้ำ ยิ่งทำร้ายตัวเอง แทนที่จะทำให้ตัวเองมีความสุข ผมกลับใช้เวลามาเล่นกีตาร์ หาคอร์ดกีต้าร์ ร้องเพลงเก่าๆเพลงหนึ่งจาก google ที่สมัยนี้คงไม่มีใครทำหนังสือเพลงออกมาขายกันแล้วมั่ง ไม่ได้เล่นนานบอดทุกคอร์ดเลยกู
(หน้าจอแทปเล็ตแสดงเนื้อเพลงเก่าๆ แต่ต้องคอยจับทุกสองสามนาทีไม่ให้หน้าจอดับ)
INTRO : E B7 E C#m A E E C#m A E
E B C#m A
อยากให้รับรู้ เมื่อเธอจะทิ้งฉันไป คงไม่เป็ไร หากเธอนั้นคิดมาดี
E B C#m B A
แต่จะขอไว้ ว่าใจที่เคยให้เธอ อย่าทิ้งได้ไหม ถึงเธอจะไม่้า
B E B C#m Bbm7(b5) F# B A B
* ใจฉันที่ให้เธอ มันก็เป็ของเธอ และฉันอยากให้เธอเก็บไว้
E G#m C#m C#m7 B A
** ให้มันจมลงไปสุดใจ ปล่อยไว้ไม่ต้องดูแล แค่นี้ก็คงเพียงพอกับใจฉัน
E G#m A A E
ปล่อยให้จมลงไปสุดใจ ถ้าเธอนั้นไม่รักกัน ปล่อยให้จมอยู่ตรงนั้น ไม่เอาคืน
(ดนตรี) E C#m A E
E B C#m A
สิ่งที่ฉันรู้ คือรักแต่เธอทุกวัน ถึงแม้ว่ามัน จะไม่เหลือค่าอะไร
E B C#m B A
แต่สักวันนึง ถ้าเธอ้าเมื่อใด ลองค้นให้ลึก ฉันยังอยู่และเหมือนเดิม
(ซ้ำ * **)
(ดนตรี) E C#m A E
(ซ้ำ * **)
(ดนตรี) E C#m A E E
“ปล่อยให้จมลงไปสุดใจ ถ้าเธอนั้นไม่รักกัน ปล่อยให้จมอยู่ตรงนั้น ไม่เอาคืน” ผมร้องท่อนนี้ซ้ำไปซ้ำมา น้ำตาก็ไหลตามเพลงของพี่ดัง พันกร บุณยะจินดา ผู้เป็หนึ่งในแรงบันดาลใจให้ผมมายืนอยู่ ณ จุดๆนี้ ผมมาไกลเหลือเกิน (พี่ดังก็เช่นกัน) ผมเหนื่อยเหลือเกินกับความรัก ธัน เรารักนาย และเราเหนื่อยเหลือเกินที่จะรักนายจนเรามารู้ตัวอีกที เราปิดกั้นตัวเองจากคนดีๆมามากเท่าไหร่ โดยเฉพาะกับรถเก๋ง ที่เราปฏิเสธเขาไปหรือ “ความโดดเดี่ยวเดียวดาย” คือสิ่งที่เราต้องชดใช้เพราะความดันทุรันของเรา เราป่วยขนาดนี้ โซเชียลมีเดียทุกทางเราก็โพสบอกออกไป ใครๆก็มาเยี่ยมเรา แต่ธัน นายไม่เลยแม้จะมาหาหรือว่าโทร หรือไลน์มาก็ยังดี นี่ทำไม “นายถึงใจร้าย” กับเราขนาดนี้ แม่งเอ้ย ไม่ได้เล่นกีต้าร์ตั้งนาน เจ็บนิ้วไปหมด แต่ความเ็ปเท่านี้เทียบไม่ได้แม้เพียงเศษเสี้ยวของความรู้สึกเ็ปรวดร้าวและทรมานที่กูรักมึงคนเดียวมาเป็สิบๆปีหรือนี่คือวิบากกรรมที่ผมต้องเผชิญเพียงลำพัง
จนหลายเดือนผ่านไป ผมกลับมาบินได้ตามปกติ ผมไป Lay over คือ การนอนค้างที่ประเทศนั้นๆที่บินไป ไฟล์ทนี้ที่เมืองเวนิช ประเทศอิตาลี ระหว่างที่ผมล่องเรือกอนโดล่าอยู่กับเพื่อนลูกเรือร่วมเที่ยวบินอยู่ จู่ๆก็มีข้อความทางเฟสบุ๊คทักมา
"ดีจ้าภีม เป็ไง ได้ข่าวว่าได้รับาเ็ หายดีรึยัง" ยู สาวหล่อสมัยมหาลัยนี่เองที่ทักมา
"ดีจ้า "เรากลับมาบินได้ปกติแล้ว มีไรรึป่าว"
ผมตอบทางแชท แต่คิดในใจว่าไม่ถามปีหน้าเลยละเพื่อนยู เพราะความหล่อหลอกนะเลยไม่ติดใจอะไร (สงสัยเราจะเป็เลสเบี้ยน)
"อยากชวนไปงานแต่งงานด้วยกันจ้า"
"ใครแต่งหรอ"
(รูปการ์ดแต่งงานจูนกับธันวา) ผมสตั้นไปชั่วขณะ
"อ้าว ทำไมธันไม่ชวนเองละ"
"พอดีเขายุ่งๆกันอยู่ เราเลยช่วยเชิญแขก มาให้ได้นะภีม ไม่ได้เจอกันนาน คิดถึง"
ใช่ซิยู ใช่ซิเราแม่งโคตรคิดถึงให้เหี้ยธันเลย อย่างน้อยๆเราก็เพื่อนมันป่ะ งานแต่งงานมันทั้งที มันควรจะชวนเราเองป่าวว่ะ
"เจอกัน" แต่ยังไงผมก็ต้องไป
งานแต่งงานเหมือนเป็การคืนสู่เย้าอีกครั้งในรอบหลายปีกว่าจะได้เจอเพื่อนๆที่มหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เจอกันมาตั้งนาน
"หวัดดีภีม เป็ไงมั่ง สบายดีป่าว" รถเก๋งเข้ามาทักทายผม ผมแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองว่าผมเคยหักอกผู้ชายคนนี้ ดูซิ หล่อขึ้น ดูดีขึ้น หุ่นดีขึ้น เห็นเขาทีไร ผมก็รู้สึกผิดทุกที
"หวัดดีรถเก๋ง เราสบายดี เป็ไงบ้าง" ผมได้แต่พูดตามมารยาท
"สบายดี ได้ข่าวว่าภีมเป็พรีเซนต์เตอร์ของสายการบิน ดังใหญ่แล้วนะ เราขอลายเซนต์ได้ป่าว"
"ไม่ขนาดนั้นหรอก"
หลังจากนั้นเราก็คุยกันสัพเพเหระ แต่สายตาของผมจ้องมองที่ธันตลอดเวลา แค่อยากหาโอกาสได้พูดคุยกัน
"เราขอโทษนะ" ผมพูดขึ้นมาลอยๆ
"ขอโทษเื่อะไร" รถเก๋งถาม
"ขอโทษที่ปฏิเสธนาย เรารู้ว่าเราทำให้นายเจ็บ"
"โห ผ่านมาตั้งหลายปี มาบอกอะไรกันตอนนี้ ทำใจได้ตั้งนานแล้ว"
"ที่เราขอโทษเพราะเรายังรู้สึกผิดอยู่และอยากให้นายยกโทษให้เรา"
"ภีมไม่ต้องขอโทษหรอก ภีมไม่ได้ทำผิดอะไร เราเข้าใจ ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ และเราทำใจเื่ภีมได้แล้ว" ถึงจะพูดแบบนั้น รถเก๋งเองก็คงยังรู้สึกเจ็บอยู่ดูจากที่เขาตั้งใจหลบสายตาผม ถึงจะขอโทษยังไงแต่ก็ไม่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นไปกว่านี้แล้วซินะ เขาว่าเวลาจะเยี่ยวยาทุกสิ่งและมันควรรื้อฟื้นเื่ในวันวาน ควรปล่อยมันผ่านพ้นไป
"เรารักใครได้แค่คนเดียว เราขอโทษจริงๆนะที่เรารักนายไม่ได้"
"ไม่ต้องขอโทษหรอก เราเข้าใจ ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ ถึงเราจะใช้เวลาตั้งหลายปีเพื่อทำความเข้าใจ" รถเก๋งพูดประโยคเดิมๆซ้ำไปซ้ำมา แปลว่าคำๆนี้ทำร้ายจิตใจเขามากจริงๆ เขามองไปที่ธันวาเพื่อนรักของเขาที่เมามายไม่ได้สติอยู่ข้างๆเ้าสาวแล้วหันมายิ้มให้ผมและโบกมือลาก่อนจะเดินจากไป
"ใครก็ได้มาช่วยหิ้วเ้าบ่าวส่งเข้าห้องหอหน่อยครับ" พี่เจตน์ที่จำเป็ต้องรับหน้าที่พิธีกรจำเป็ขอความช่วยเหลือ และผมไม่รอช้าที่จะเข้าไปช่วยธัน
"ไงภีม นึกว่าจะไม่มางานแต่งเราซะแล้ว"
"ไม่เห็นชวนเลยหนิ ว่าจะไม่มาแล้ว"
"่เมื่อกี้เราวุ่นมากเลยฝากไอ้ยูเป็ธุระให้งาย ว่าแต่เห็นไอ้เก๋งบ้างไหม หายหัวไปไหนของมันว่ะ"
"อ้อ น่าจะกลับไปเมื่อกี้นี่เอง ให้เราโทรตามให้ไหม"
"ไม่เป็ไร ขอบใจมากนะ ไงก็ขอบใจนายอีกทีที่พามาส่ง" เธียรธันวาสบตาผมด้วยสายตาหวานเยิ้มชวนให้เคลิ้มหลงไหล เนื้อตัวเขามีกลิ่นหอมๆของน้ำหอมผู้ชายที่พอได้กลิ่นแล้วทำให้รู้สึกวูบวาบ เสียวซ่านปนๆกันกลิ่นแอลกอฮอร์ที่จัดไปไม่ยั้งจนร่างกายแทบจะรับไม่ไหวเหมือนเดจาวูที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกระหว่างเรา
"เต็มใจ" เป็อีกครั้งที่ผมมีโอกาสอยู่ใกล้ๆคนที่ผมรัก แต่หัวใจเขาช่างอยู่ไกลเหลือเกินที่ผมจะเอื้อมไปถึง
"ยินดีกับนายด้วยนะ ขอให้นายกับจูนรักกันนานๆ ดูแลกัน ให้อภัยกัน" ผมฝืนใจตัวเองอวยพรให้ธัน
"นายโอเคใช่ไหม" ธันถามผม
"โอเค อะไร" ผมย้อนถามระหว่างประคองเขาไปจนถึงห้องหอ
"เื่ของเรา" ธันล้มตัวลงนอนบนเตียงที่โรยด้วยกลีบกุหลาบสำหรับทำเป็เรือนหอที่ปราศจากเ้าสาว (จูนเมารั่วซบยูอยู่และยังดื้อไม่ยอมเข้าหอแต่พยายามฟืนจะดื่ม ร้องและเต้นต่อกับเพื่อนๆ)
"ไม่โอเคได้ด้วยเหรอ"
"กวนตีนสัส ที่ถามนี่เพราะเป็ห่วงนะ"
"ถ้าเป็ห่วงจริงๆ ทำไมไม่ติดต่อกูมาบ้างเลย"
"กูไม่อยากให้ความหวัง แต่กูก็ไม่อยากทำลายความหวังเพราะบางทีความหวังอาจเป็แค่สิ่งเดียวที่เหลือยู่ในชีวิตคนเรา" ธันวาพูดไปถอดเสื้อไป เหลือแค่บ๊อกเซอร์ตัวเดียวเพื่อคลายความอึดอัดของชุดสูทเ้าบ่าวสีขาวเข้ารูป ให้รู้สึกสบายตัวและเผยให้เห็นกล้ามแขน แผ่นอกและซิกแพคที่เขาตั้งใจฟิตมาเป็อย่างดี
"ถ้านายรักใครสักคนจริงๆ นายจะเข้าใจว่าทำไมเราถึงไม่เคยเปิดใจให้ใครเลย" ผมยังคงพยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้วีนเหวี่ยง มันดูไม่ดีในสายตาเขา ทั้งที่ใจจริงอยากตบหน้าแรงๆหรือว่าจะทุบอกเขาร้องไห้ฟูมฟายดี (เผื่อจะเหมือนในละครหลังข่าวเวลาพระเอกฟิวส์ขาดจะได้ข่มขืนนางเอกบ้าง แต่ป่าวเลย แม่งนอนนิ่งๆ อย่างสงบสยบทุกความเคลื่อนไหว อ่อยกูได้อ่อยกูไป รูปร่างหน้าตาดีๆแบบนี้สินะที่ทำให้เราลุ่มหลงมัวเมารักเขาอยู่ได้ตั้งนานหลายปี)
“เพราะกูรักคนๆนึงจริงๆยังไงละ กูถึงเข้าใจมึง ถึงสงสารมึง กูรู้ว่ามึง้าอะไร แค่อยากมี Sex กับกูอีกใช่ไหม เอาดิ มาทำให้มันเสร็จๆจะได้จบๆ จะได้ไม่มีอะไรค้างคาใจอะไรกันอีก” ธันยื่นข้อเสนอที่ไม่รู้เอาสมองส่วนไหนคิด แค่สงสารกูเหรอ แค่มี Sex ปลอบใจกูเหรอ ถ้ากูคิดแค่นั้นกูซื้อกินดีกว่าไหมจะหวงเนื้อหัวตัวเก็บไว้ให้มึงทำไม ไอ้คนใจดำ มึงทำกูเจ็บซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งยังกะกูไม่มีหัวใจ กูมีความรู้สึก ร้องไห้เสียใจเป็เหมือนกันนะ
“ไอ้เหี้ยธัน มึงจะดูถูกกูมากเกินไปแล้วนะ ถ้ากูแค่เงี่ยน กูไปเย็ดกับใครก็ได้ป่าวว่ะ ทำไมต้องเป็มึง” ปากก็พูดไปแต่ใจผมอดทนอดกลั้นต่ออารมณ์รักใคร่ไม่ให้เตลิดทำเสียเื่ อย่าได้ตกเป็ทาสสนองตัณหากามราคะให้ไอ้ชายชั่วนี้อีก พอแล้วไม่เอาอีกแล้ว
“คือเรายังเป็เพื่อนกันได้ใช่ไหม”
“ได้ซิ เราเป็เพื่อนกันแต่ไหนแต่ไรแล้วหนิ นายนอนเถอะ”
ผมหันหลังให้ธันและกำลังจะเดินออกไป ทั้งทีใจยังสั่นและอดกลั้นต่อความ้าอันหนักหน่วง รุนแรงเหลือเกิน
“อ้อ ภีม เราขอโทษนายด้วยนะ”
“ขอโทษเื่อะไรอีก”
“ที่เรากด Unfollow นาย คือนายโพสรูปบ่อยเกินไป มีแต่รูปใส่กางเกงในมันรกหน้า Feed เรา เราอายเวลาคนอื่นเห็นหน้าจอเรา”
“อ๋อ ไม่เป็ไร ใครๆก็ว่างั้น 555” กูแม่งหัวเราะทั้งน้ำตา น่ารำคาญเหรอไอ้เหี้ยซาจิ กูมันคิดไปเองทั้งนั้นซินะว่ารูปที่กูตั้งใจโพสไปตั้งมากมาย มึงจะสนใจมันบ้าง แต่ไม่เลย แม้แต่นิดเดียว ขอบใจมึงจริงๆที่พูดตรงๆให้กูเจ็บและตัดใจได้จริงๆ
เรามาถึงจุดๆนี้ได้ยังไง จุดที่ปล่อยให้คนเดิมๆ ทำร้ายจิตใจซ้ำแล้วซ้ำอีก เคยถามตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องเป็คนนี้ แต่ไม่เคยได้คำตอบ มันคือรักเขาข้างเดียวที่ทรมานและยาวนานเหลือเกิน ใจเอ๋ยใจ ทำไมเอาแต่ใจแบบนี้
ผมกลับไปลบหลายร้อยรูปในไอจีที่เน้นโชว์รูปร่าง ถึงมันจะมียอดไลค์เยอะแค่ไหน ผมไม่เสียดายเลยสักนิดและตอนนี้มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย กลับกลายเป็ว่ารูปธรรมดาๆอย่างรูปจดหมายที่เขียนข้อความสั้นๆว่า
“Thank you for the best taking care of me” แปลว่า "ขอบคุณที่ดูแลเป็อย่างดี" ที่ผู้โดยสารชาวต่างชาติเขียนบนกระดาษทิชชู่แล้วยื่นให้ผม (ถึงจะมีคนกดไลค์ไม่กี่ร้อย) รูปนี้ต่างหากที่ทำให้ผมคิดได้ว่ามันคือรูปที่ดีที่สุดสำหรับในไอจีผม (เพราะเป็เพียงรูปเดียวที่ธันวาเข้ามากดไลค์)
หลายคนคงเคยฟังเพลง “ก้อนหินก้อนนั้น” ของ โรส ศิรินทิพย์ กันใช่ไหมครับ บางทีความรักที่ผมมีให้ธันคงเป็เหมือน “ก้อนหิน” ก้อนนั้นที่ผมแบกมันเอาไว้ เพราะผมคิดว่าผมแบกมันไหว และผมคงไม่ยอมปล่อยมันไปถ้าผมยัง “ไหวอยู่” แล้วผม “มีความสุขจริงเหรอ” ที่ยังคงทำแบบนี้ต่อไป
…. หากโลกใบนี้มีแต่ “ผู้รับ” โลกเราคงเต็มไปด้วยขอทาน
แล้วจะมีใครเป็เศรษฐี ไม่มีเลย
แต่ถ้าเราเป็ “ผู้ให้” คนที่ได้รับการช่วยเหลือก็จะรู้สึกดี
และยินดีที่จะช่วยเหลือผู้อื่นต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ผู้ให้ก็เต็มใจให้ ผู้รับก็เต็มใจรับ
ไม่แน่ว่าสักวันที่อะไรๆก็ดูแย่ไปซะหมด
ผลจากการช่วยเหลือเขาเ่าั้อาจจะกลับมาช่วยเราบ้างก็ได้
… แต่ที่แน่ๆโลกใบนี้เต็มไปด้วยคนที่้าความช่วยเหลือ
เพราะธรรมชาติของคนชอบเป็ผู้รับมากกว่าผู้ให้
การให้ไม่จำเป็ว่าจะต้องให้เฉพาะที่เป็เงินทองเท่านั้นหรอกนะ
อาจเป็ "รอยยิ้ม" “แรงกาย" "กำลังใจ” “เวลา” “ความรู้” “ความสามารถ” หรือแม้แต่สิ่งเล็กๆน้อยๆ
ที่อาจจะเป็จุดเริ่มต้นของสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้า
เขียนจากความรู้สึกดีๆที่ได้ช่วยใครคนหนึ่งบนเที่ยวบินธรรมดาๆ แต่ยังรู้สึกดีใจที่ได้ "ให้บริการ"
แม้เครื่องจะแลนดิ้งที่สนามบินสุวรรณภูมินานแล้ว
เป็บันทึกสั้นๆคู่กับนามบัตรใบหนึ่ง
บางทีก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันนะครับว่าทั้งๆที่ตัวเองไม่ชอบเขียนรึว่าจดบันทึกอะไรเลย แต่หลังจากเื่ราวดีๆในเที่ยวบินนั้น ผมแค่อยากบันทึกเื่นี้ไว้ จะได้ไม่ลืม
"ติ๊ง" ผู้โดยสารชั้นเฟิร์ส คราสกดปุ่ม call light เรียกพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินและผมไม่รีรอที่จะเข้าไปหา
"Good evening sir, How can I help?"
"ผมพูดไทยได้ครับ"
"ขอโทษทีครับ ผมนึกว่าเป็คนเกาหลี คุณผู้โดยสารหน้าตาดีเหมือนอปป้าเลยครับ"
"ขอบคุณครับ รบกวนช่วยไรผมอย่างซิครับ"
"ครับผม ยินดีครับ"
"ผมหาพาสปอร์ตไม่เจอ ไม่มั่นใจว่าทำหล่อนที่ไหน"
"ได้ครับ เดี๋ยวผมช่วยหา" ไม่อยากชื่อเลยว่าพาสปอร์ตทำเอาเราเหนื่อยเหมือนกัน ค้นจนทั่วแล้วก็หาไม่เจอ ผมพยายามถามเพื่อนๆลูกเรือก็ไม่มีใครได้รับแจ้งอะไร เราตรวจดูอย่างละเอียดทุกที่ก็หาไม่เจอ แปลกมาก
"งั้นไม่เป็ไรครับ ขอบคุณมากครับ เดี๋ยวผมทำเื่ที่สนามบินเองครับ"
"ผมขอลองหาช่วยอีกทีนะครับ" ผมลองหาดูอีกทีและผมแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองว่าทางแก้ปัญหาอะไรบางอย่างก็เหมือนกับเส้นผมที่บังูเา
"เจอแล้วครับ" ผมทำท่าทางชี้ไปที่กระเป๋าด้านในเสื้อสูทของผมเพื่อบอกท่านผู้โดยสารว่าพาสปอร์ตอยู่กับตัวเขาตลอดเวลา
"โอ้ ผมขอโทษทีครับ ผมคงมัวแต่เครียร์งานจนเบลอไปหมด ขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้เสียเวลา"
"ไม่เป็ไรครับ ยินดีช่วยเหลือครับ"
"นี่นามบัตรผม รับไว้ด้วยนะครับ เผื่อได้ติดต่อธุระหรือมีอะไรให้ผมช่วย"
"ขอบคุณมากครับ ผมขอตัวไปเช็คความเรียบร้อยด้านโน้นก่อนนะครับ"
ประตูหัวใจที่ถูกปิดตายมานานหลายปี แต่ที่จริงแล้วมีประตูทางออกอยู่หลายทาง .. อยู่ที่เราจะก้าวออกไปหรือเปล่า
นามบัตรของผู้โดยสารนักธุรกิจหนุ่มคนนั้นเขียนข้อความด้านหลังสั้นๆว่า
"ผมบินตามคุณมา 76 ไฟท์ใน 7 ปี
หวังว่าคุณจะยินดีคุยกับผม
Line ID : ?????????? "
อาจจะใช่ที่ว่าโฆษณาทุกอย่างล้วนใช้เทคนิคในการถ่ายทำเพื่อให้ได้ ภาพ เสียง เนื้อหาเพื่อโน้มน้าวจิตใจผู้บริโภคให้อยากซื้อ แต่เดี๋ยวก่อน คุณยังจำโฆษณาจีบแอร์ได้รึป่าวครับ ใช่ครับ มันเป็เื่จริงและเกิดขึ้นในชีวิตผม เพียงแค่ว่าโฆษณาอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่ในชีวิตจริงคนเรา “จีบ” ต้องใช้เวลาเพื่อพิสูจน์ใจคน
ณ สถานีรถไฟใต้ดินทาวเวอร์ฮิล กลางกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ใกล้ๆ แลนด์มาร์คสะพานแขวนทาวเวอร์บริต ผมเจอป้ายประกาศหน้าสถานี (ที่ทุกวันนี้เปลี่ยนมาเป็คำคมวันละคำแทน)
“When Nothing Goes right, Go <- left” พออ่านเจอก็ขำๆ คำว่า Right แปลว่า “ใช่ หรือ ขวาก็ได้” เป็การเล่นคำของภาษาอังกฤษที่จริงๆแล้วหมายความว่า "ถ้าอะไรมันไม่ใช่ก็แค่ไปอีกทาง (ถ้าเลี้ยวขวาแล้วผิดทาง ก็เลี้ยวซ้ายซิจ๊ะ) ใช่แล้วละคงเป็เพราะเราดื้อรั้นที่จะเลี้ยวขวาไปหาธัน ทั้งๆที่มันไม่ใช่ั้แ่แรก ยังไงมันก็ไม่ใช่ ผมจึงตัดสินใจเลีี้ยวไปทางซ้าย เดินขึ้นบันได
“ดีครับภีม” ชายหนุ่มรูปหล่อเ้าของบริษัทส่งออกรายใหญ่ยืนรอผมอยู่นานสองนาน
“ขอโทษที่มาช้าครับ ผมเพิ่งแลนด์”
“ไม่เป็ไรครับ ผมรอคุณมานานหลายปี แค่นี้ผมรอได้ครับ”
แค่เปิดใจ บางทีความรักอาจอยู่ไม่ไกล และรออยู่ที่อีกฝั่งของประตูทางออก
“เคยไปดูแห่ดาวที่สกลนครไหมครับ” ผมชวนเขาคุย
"เคยดิ ผมเด็กสกลราช"
"แม่นผะเหลอ คนซิเลอ" แปลว่า ใช่เหรอ เป็คนที่ไหน
"เต่างอย" เป็ที่รู้จักกันดีว่าเป็ชื่อเพลงดัง เพลงหนึ่งของจินตหรา พูลลาภ แต่ในบริบทนี้หมายถึงอำเภอๆหนึ่งในจังหวัดสกลนคร
"คนภูไทคือกัน" แปลว่า คนภูไทเหมือนกัน
"แม่น คนบ้านเดียวกัน สมัยมัธยม ซวนไปเบิ่งแห่ดาวนำกันกะบ่ไป"
"แม่นเต๋อ" แปลว่า อ้าวจริงดิ
บางทีที่ว่าไม่ใช่ก็คือไม่ใช่นี่คงไม่ใช่แล้วมั่ง โทษที