“ขอบใจนะธิน ถ้าไม่ได้เราพี่คงแย่แน่ๆ” พี่แอนเธอเป็ลูกพี่ลูกน้องของผม เรารู้จักกันมาั้แ่เด็กๆ ทำให้เราค่อนข้างจะสนิทกันเอามากๆ “ยินดีครับพี่ ถ้ามีอะไรก็บอกผมได้นะครับ”
“ขอบคุณอีกครั้งนะธิน”
หลังจากจัดการธุระของตัวเองเสร็จผมก็ขับรถยนต์ BMW 2 Series Gran Coupé ออกจากร้านอาหารของลูกพี่ลูกน้องตรงไปยังโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่
พอมาถึงโรงพยาบาลก็เทียบจอดรถเข้าซองก่อนจะเดินลงจากรถตรงไปยังตึกผู้ป่วยนอก กดขึ้นลิฟต์ขึ้นมายังชั้น 4 ตรงไปยังห้อง 412 ห้องของนานาที่นอนพักฟื้นอยู่
เปิดเข้าห้องไปพบว่าน้องตื่นแล้ว แล้วคุณหมอกำลังตรวจร่างกายน้องอยู่
“รอยช้ำตรงแก้มยังแดงอยู่เลยนะครับ เดี๋ยวหมอจะให้ยาแก้ปวดลดบวมไว้ด้วย”
หมอพูดพลางใช้ไฟฉายส่องตานานาเช็กการตอบสนองของม่านตา จากนั้นใช้มือกดไหล่และแขนเบาๆ ส่วนผมก็ยืนรอหมอตรวจเสร็จอยู่ที่ตรงทางเข้าประตู
“เวียนหัว คลื่นไส้ หรือปวดศีรษะมั้ยครับ?”
“ไม่ค่ะ”
“ถ้ามีอาการปวดหรือหน้ามืดเพิ่มขึ้น ต้องรีบแจ้งพยาบาลเลยนะครับ” นานาพยักหน้าตอบก่อนคุณหมอและพยาบาลจะพากันเดินออกจากห้องไป
“สวัสดีครับ เป็ไงบ้าง” ทันทีที่น้องเห็นหน้าผมใบหน้าของเธอก็เปลี่ยนก่อนดวงตาของน้องจะเริ่มมีน้ำตาเอ่อออกมา
ผมโยนกระเป๋าลงโซฟาข้างเตียงแล้วเดินตรงไปสวมกอดน้อง มือหนาลูบกลุ่มผมเพื่อปลอบ เสียงสะอื้นของนานาดังไปทั่วห้อง มันไม่ใช่เสียงสะอื้นที่เศร้าสร้อยธรรมดาแต่มันเป็เสียงร้องไห้ที่ดูเ็ปราวกับจะแตกสลาย
“ฮือ~ หนูกลัว กลัวว่าเขาจะฆ่าพวกเรา ฮือ!! มันบอกว่าถ้าไม่ยอมมันจะฆ่าหนู ฮือ!!!”
“ไม่ต้องกลัวพี่อยู่ตรงนี้แล้ว ไม่เป็ไรนะครับ”
กอดปลอบน้องอยู่สักพักใหญ่กว่าน้องจะสงบ ใช้นิ้วเช็ดน้ำตาที่ยังคงเหลือ ดวงตาของน้องแดงก่ำและเหมือนแก้มขาวอมชมพูของน้องจะป่องขึ้น
จู่ๆ มุมปากก็ยิ้มอัตโนมัติ จะผิดมั้ยถ้าบอกว่าเวลาน้องร้องไห้แล้วน่ารัก แก้อมชมพูแดงระเรื่อขึ้นเรื่อยๆ และพองป่องราวกับเด็กน้อย
“แล้วตอนนี้เป็ยังไงบ้างครับ ยังเจ็บตรงไหนบ้างมั้ย”
“ปวดๆ ที่แก้มอยู่เลยค่ะ พวกโจรนั่นตบหนูแรงมากจนสลบเลยค่ะ” น้องพูดพลางแตะผ้าก๊อซที่แปะอยู่บนแก้มสวย “ไหนขอพี่ดูหน่อย”
นานาเอียงแก้มที่บอบช้ำหันให้ผมดู ใช้นิ้วเกลี่ยรอบๆ รอยผ้าก๊อซเบาๆ แอบเห็นว่าที่มุมปากของน้องมีรอยช้ำด้วย
พอนึกถึงที่ริทเล่า แม้เพื่อนจะเล่าไม่ค่อยละเอียดสักเท่าไหร่แต่ก็พอจะจับใจความได้ว่าบ้านที่นานาไปนอนโดนโจรบุกบ้าน น้องโดนตีจนสลบส่วนผู้ชายอีกคนที่พวกนั้นตามไปดูก็โดนทำร้ายจนสาหัส
ยอมรับว่าตอนที่ได้ยินครั้งแรกผมใและโมโหมากแต่ก็ไม่สามารถปลีกตัวไปช่วยได้เพราะด้วยธุระที่ต้องจัดการให้เสร็จ อีกอย่างก็เชื่อว่าเพื่อนทั้งสามคนคงจัดการพวกนั้นได้เลยไม่ค่อยห่วงอะไรมาก ถึงแม้ความจริงจะห่วงน้องมากๆ ก็เถอะ
“สาวน้อยของพี่”
ประตูห้องเปิดออกพร้อมกับเพื่อนในแก๊งอีก 4 คนทีที่เดินเข้ามา
“อย่าเสียงดังไอ้สัส นี่มันโรงพยาบาล ไม่ใช่ที่บ้าน”
โฟลทไม่สนใจเสียงก่นบ่นของแบล็คก่อนจะวิ่งตรงเข้ามากอดนานา “เป็ไงบ้างสาวน้อยของพี่ เจ็บตรงไหนบ้าง พี่ขอโทษนะที่ไปช่วยช้าไป”
นานากอดตอบโฟลท “นิดหน่อยค่ะ ขอบคุณนะคะที่มาช่วย หนูคิดภาพไม่ออกเลยถ้าพวกพี่ไม่มาช่วยหนูคงโดนพวกนั้นฆ่าไปแล้ว”
“เพื่อสาวน้อยต่อให้ต้องสู้กับโจรเป็ร้อยพี่ก็จะสู้ครับ” มันพูดพลางก้มจูบกลุ่มผมของน้องเบาๆ
“เว่อร์ว่ะ” โยเอ่ยแซวด้วยความหมั่นไส้ไอ้เพื่อนจอมแพรวพราว “ทำไม อิจฉารึไงห๊ะ ก็กูจะหอมน้องอ่ะทำไม” ไม่พูดเปล่าโฟลทก็หันไปหอมน้องทั้งที่แก้มหรือแม้กระทั่งที่ปากจนผมเองก็หมั่นไส้ไม่ไหวเหมือนกันก่อนจะเอื้อมไปดึงคอเสื้อเพื่อนออก
“เป็ไงบ้าง ดีขึ้นแล้วใช่มั้ย” โยเดินตรงไปหาน้องก่อนจะหย่อนตัวลงที่เตียง แอบสังเกตว่าใบหน้าของเธอแดงระเรื่อขึ้นกว่าเดิม
“ก็-ดีขึ้นแล้วค่ะ” ใบหน้าที่ดูเขินอายของน้องทำไมดูแล้วมันถึงน่าหงุดหงิดจังนะ หรือว่าเราหึง
“จะหวานแหววอีกนานมั้ย จะแดกมั้ยเนี่ยข้าวเนี่ย” แบล็คเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ดูจะไม่สบอารมณ์สุดๆ มันก็ด้วยสินะ
“กูกินแล้ว มึงหิวก็กินไปสิ”
“กูหมายคนป่วยไม่ใช่มึง” สายตาของแบล็คมองไปที่นานา สายตาของมันนิ่งเรียบแต่ดูเหมือนจะหมั่นไส้เธอด้วย มันก็เป็แบบนี้แหละ แต่ถึงแบบนั้นมันก็ห่วงน้องนะ ไม่งั้นไม่ออกค่ารักษาให้ทั้งหมดหรอก
“แล้วพี่โจล่ะคะ พี่โจเป็ไงบ้าง”
“อยู่ห้องข้างๆ นี่แหละ ปลอดภัยแล้วแต่อาการยังน่าเป็ห่วงอยู่”
“หนูจะไปหาพี่โจ” น้องทำท่าจะลุกจากเตียงทำให้โยต้องกดไหล่น้องเอาไว้ก่อน “กินข้าวก่อนแล้วค่อยไปก็ได้”
“แต่…”
“ไม่มีแต่ครับ ถ้าไม่อยากให้พี่เขาห่วงก็ต้องรักษาตัวเองก่อนนะเข้าใจมั้ย” นานาเบะปากน้อยก่อนนะพยักหน้าตอบ
“ก็ได้ค่ะ”
ระหว่างที่น้องกินข้าวโดยที่โยคอยป้อนพวกเราก็แยกตัวกันออกมา โฟลทยังอยู่ที่ห้อง ริทขอตัวลงไปกินข้าวเพราะหิว แบล็คไปสน.เพื่อให้ปากคำกับตำรวจเพิ่มเติม ส่วนผมก็มาห้องข้างๆ ห้องของคนที่เป็พี่ชายของเธอ
ร่างของพี่ชายนอนแน่นิ่งสนิทอยู่บนเตียงมีสายระโยงระยางเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็สายน้ำเกลือ สายวัดสันญาณชีพ หรือสายวัดออกซิเจนปลายนิ้ว
อาการของเขาเท่าที่ฟังจากที่โฟลทเล่าค่อนข้างจะหนักเสียทีเดียว แต่โชคดีที่ยังมีชีวิตรอด ไม่งั้นนานาคงใจสลายแน่ๆ
เสียงขยับตัวของคนบนเตียงให้ผมต้องรีบเดินไปดู เหมือนว่าพี่โจจะรู้สึกตัวแล้ว
“คุณ?” เขาทำหน้าสงสัยก่อนผมจะยกยิ้มอย่างเป็มิตร “ผมเป็รุ่นพี่ของนานาครับ”
“รุ่นพี่? แล้วนานา…อยู่น-โอ๊ย!” ยังไม่ทันที่จะได้ขยับตัวก็เกิดอาการเจ็บที่หัวทำให้ผมต้องรีบเข้าไปดันตัวเขาให้นอนลงก่อนจะหันไปกดเรียกพยาบาล
“ผมว่าคุณพักก่อนดีกว่านะครับ คุณยังอาการหนักอยู่”
“แล้วน้องผมล่ะ นานาเป็ยังไงบ้าง”
“น้องปลอดภัยดีครับ มีแค่แผลฟกช้ำตามตัวนิดหน่อยไม่ได้เป็อะไรมาก”
ได้ยินแบบนั้นพี่โจก็ดูเหมือนจะโล่งใจขึ้น
ไม่นานหมอและพยาบาลก็เข้ามาตรวจเขาอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนอาการเขาจะเริ่มคงที่แต่ก็ยังต้องรอดูอาการแทรกซ้อนอื่นๆ
“เฮ้อ เพราะผมแท้ๆ เลย”
“?”
“ถ้าผมไม่ทักไปบอกน้องว่าให้มาหา นานาก็คงไม่ต้องมาเจอเื่แบบนี้”
“มันไม่มีใครรู้หรอกครับว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้น” ใบหน้าของเขาดูเศร้าหมอง คงรู้สึกผิดที่ลากน้องมาเจอเื่แบบนี้ด้วย
“คุณไม่ได้ผิด คนผิดคือคนพวกนั้น ถ้าคนพวกนั้นไม่ทำ คุณกับนานาก็คงไม่โดนทำร้ายแบบนี้หรอกครับ”
“นั่นสินะ” แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงรู้สึกผิดอยู่ดี
ประตูห้องเปิดออกพร้อมกับนานาที่เดินเข้ามาพร้อมกับโฟลทที่ตามมาด้วย ทันทีที่เธอเห็นนานาก็พุ่งตัวโผเข้ากอดผู้เป็พี่ทันที
“พี่โจ ฮือ!!!”
มือแกร่งของเขาลูบแผ่นหลังของน้องด้วยความแ่เบา ขณะเดียวกันใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดจนปิดไม่มิด ผมเห็นได้อย่างชัดเจนเลย
“งั้นผมขอตัวออกไปรอข้างนอกนะครับ มีอะไรก็ติดต่อหาพวกเราได้” ผมยื่นนามบัตรไปให้พี่โจก่อนจะขอตัวออกมาโดยไม่ลืมลากโฟลทออกมาด้วย
“เดี๋ยว มึงลากกูออกมาด้วยทำไมเนี่ย”
“มึงจะไปอยู่ที่กว้างขวางคอเขาทำไมล่ะ ปล่อยให้พี่น้องเขาคุยกันเถอะ”
พวกเราเดินลงมาที่สวนข้างโรงพยาบาลเห็นเพื่อนอีกสามคนที่ยืนอยู่ แต่พอพินิจมองดูดีๆ ทำไมเหมือนเห็นเพื่อนกำลังจะต่อยกัน ไม่คิดหรอกว่าจะต้องมาเจอฉากเดิมๆ ซ้ำๆ อีกแล้ว พวกมันสองคนทะเลาะกันอีกแล้วหรอเนี่ย
“พวกนั้นมันทะเลาะกันอีกแล้วหรอ” หันมองเพื่อนที่ตั้งท่าเหมือนจะต่อยกัน ขณะเดียวกียริทก็กินขนมหน้าตาเฉย
“อือ แย่งกันเฝ้า” ริทตอบสั้น ๆ แล้วเคี้ยวขนมต่อเหมือนไม่ได้เดือดร้อนอะไรกับาย่อม ๆ ตรงหน้า
“กูรู้นะ เหตุผลที่มึงจะเฝ้ายัยเด็กนั่นเพราะอะไรน่ะ” แบล็คเหน็บเสียงต่ำแต่ชัดเจนว่าไม่ได้พูดแค่ลอย ๆ
โยไหวไหล่ราวกับไม่ใส่ใจพร้อมกับทำหน้ากวนประสาท “แล้วไง มึงก็ไม่ต่างกับกูนักหรอก อีกอย่างนะ ถ้าให้มึงเฝ้า เดี๋ยวมึงก็ไปปากหมาใส่น้องอีก”
เหมือนบรรยากาศจะเริ่มตึงขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ
“เออ ใช่ กูปากหมาแล้วมันทำไมห๊ะ อย่างน้อยหัวสมองกูก็ไม่ได้คิดแต่เื่ใต้สะดือกับยันเด็กนั่นอย่างมึงนี่”
“อย่ามาพูดให้ตัวเองดูดีหน่อยเลย มึงกับกูก็ไม่ต่างกันหรอก”
ประโยคของทั้งคู่เหมือนกำลังสวนหมัดกัน และคาดว่าอีกไม่นานคงจะได้ต่อยกันจริงๆ แน่
ผมถอนหายใจเดินเข้าไปกลางวงระหว่างไอ้สองคน “แค่เื่เฝ้าจะทะเลาะอะไรกันนักหนา ถ้าตัดสินกันไม่ได้ งั้นกูจะเฝ้าเอง”
ทั้งคู่หันขวับมามองผมแทบจะพร้อมกันสีหน้าไม่ต่างจากโดนสาดน้ำเย็นใส่กลางหน้า
ผมมองพวกมันทั้งสองคนก่อนจะพูดนิ่งๆ “กูไม่รู้หรอกนะว่าพวกมึงจะทะเลาะกับอีแค่เื่นี้ทำไมกัน แต่ถ้าอยากจะเฝ้ากันขนาดนั้น ก็ไปสงบสติอารมณ์กันก่อน แล้วค่อยมาเฝ้าก็แล้วกัน”
พูดจบผมก็เดินออกมาปล่อยให้พวกมันสองคนยืนอยู่ตรงนั้น จะไปต่อยกันให้จบหรือจะหายใจเข้าลึกๆ แล้วคิดใหม่ก็ตามใจ เื่งี่เง่าพวกนี้ต้องยกให้พวกมันเลยจริงๆ
ใน่บ่ายของวันเดียวกัน ผมยังคงอยู่ที่โรงพยาบาล ไม่ได้ไปไหน เพราะ่นี้ปิดเทอมใหญ่และก็ไม่มีธุระต้องไปที่ไหนด้วย จึงตั้งใจอยู่เป็เพื่อนนานาไปเลย
ริทกับโฟลทกลับไปก่อน เพราะแต่ละคนมีธุระส่วนตัว ส่วนโยกับแบล็ค ผมก็ไล่ให้กลับไปพักผ่อนสงบสติอารมณ์ก่อน เพราะถ้าปล่อยให้ทั้งคู่อยู่ต่อ คงทะเลาะกันต่อไม่จบไม่สิ้นแน่ๆ
“ขออนุญาตค่ะ” ประตูห้องเปิดพร้อมกับพยาบาลที่เข็นรถเข็นอาหารมื้อเที่ยงเข้ามาพร้อมกับยาที่น้องจะต้องทาน
“หนูยังไม่หิวเลยค่ะ”
“ไม่ได้ครับ” ส่งยิ้มไปให้น้องแต่ดูเหมือนว่าเธอจะไม่โอเคกับคำตอบผมนะ ดูสิ หน้าบึ้งเชียว
นานาขยับตัวมานั่งที่ปลายเตียงเตรียมกินข้าว “จะกินเองหรือให้พี่ป้อนครับ”
“กินเองค่ะ”
“ไม่ให้พี่ป้อนหรอ”
“หนูไม่ได้เจ็บแขนนะคะ”
“อ่าว พี่ก็นึกว่าเราเจ็บแขนด้วย ก็เห็นไอ้โยมันป้อนข้าวเราเมื่อเช้า” นานาพองแก้มก่อนใบหน้าของเธอจะเริ่มมีสีแดงระเรื่อ
“ก็-อันนั้นพี่โยเขาป้อนเอง” เสียง่ท้ายเหมือนจะเบาลงจนเกือบจะไม่ได้ยิน
มุมปากยกยิ้มอัตโนมัติก่อนจะเอื้อมมือไปยีหัวเธอเบาๆ ด้วยความเอ็นดู “อ่ะๆ พี่ไม่แกล้งล่ะ มากินข้าวมา”
“ค่ะ”
ระหว่างที่รอน้องกินข้าวผมก็หยิบแท็บเล็ตขึ้นมาทำงานใหม่ที่ค้างไว้ มันก็งานที่บ้านนั่นแหละ ่ที่พ่อจะขยายธุรกิจเลยต้องไปช่วยเขาสักหน่อย ถือว่าเป็การศึกษางานไปในตัวด้วย
“อิ่มแล้วค่ะ” เงยหน้าจากแท็บเล็ตหันไปมอง เห็นว่าอาหารในถ้วยยังเยอะเกินครึ่งอยู่
“ทำไมกินแค่นี้ล่ะ เดี๋ยวก็ปวดท้องหรอก”
“หนูไม่หิวจริงๆ” นานาก้มหน้าเม้มปากแน่น แอบเหลือบเห็นมือน้อยๆ ของเธอกำกางเกงแน่น
“ยังเครียดอยู่หรอ” นานาไม่ได้ตอบอะไรเพียงแค่พยักหน้า เธอคงจะเครียดเื่เมื่อวานนี่แหละ ก็นะ พึ่งเจอเื่แบบนั้นมาหยกๆ จะให้มานั่งกินข้าวอย่างสบายใจได้ยังไงกัน
“งั้นเราไปเดินเล่นกันมั้ย พาพี่ชายเราไปด้วย”
“ได้หรอคะ” แววตาของน้องเป็ประกายราวกับดีใจที่เลือกชวนพี่ชายเธอไปด้วย “ได้สิ เอาไง จะไปมั้ย”
“ไปค่ะ งั้นเดี๋ยวหนูไปบอกพี่โจก่อนนะคะ” พูดจบนานาก็ทำท่าจะะโลงจากเตียงทำให้ผมต้องรีบเข้าไปเบรคเธอก่อน
“ไม่ต้องรีบก็ได้ เดี๋ยวเราไปพร้อมกันนี่แหละ”
“แง่ะ” สีหน้าแววของน้องดูดีขึ้นมาทันทีต่างก่อนหน้าที่ยังดูเครียดอยู่
เราพากันเดินไปยังห้องพักฟื้นที่อยู่ห้องข้างๆ “พี่โจ ไปเดินเล่นกัน”
พี่โจละสายตาจากทีวีในห้องหันมามองพวกเราพร้อมกับเหลือบมองผมราวกับเกรงใจ “ไม่ล่ะ ไปกันสองคนเถอะ พี่ไม่อยากเป็กว้างขวางคอพวกเรา”
“ไม่ได้ไปเป็ก้างขวางคอสักหน่อย พี่ธินเป็คนพูดเองนะว่าให้มาชวนพี่ด้วย” พี่โจเหลือบมองผมอยู่ครู่ “จะดีหรอ”
“ดีสิ เนาะพี่ธิน” น้องหันมาขอความช่วยเหลือของผม มุมปากยกยิ้มด้วยความเอ็นดู
“ครับ ผมอยากทำความรู้จักกับคุณด้วย ช่วยไปด้วยกันหน่อยนะครับ”
ใบหน้าของพี่โจยังดูลังเลก่อนจะหันไปหยิบรีโมทขึ้นมาปิดทีวี พอเห็นแบบนั้นผมก็เดินออกมาขอรถเข็นจากพยาบาล
“นั่งบนรถเข็นดีกว่าครับ คุณยังเจ็บหนักอยู่ ถ้าให้เดินเองเดี๋ยวแผลจะฉีก”
“มันจะลำบากคุณน่ะสิ”
“แค่นี้เองครับ”
เราพากันเดินลงมายังสวนข้างตึกโรงพยาบาลก่อนจะมาหยุดที่เก้าอี้ม้านั่งตัวหนึ่ง
“อ๊ะ! ผิง” เสียงของนานาทำให้พวกเราหันไปมอง เป็เพื่อนของน้องที่กำลังเดินมาทางนี้
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีครับ”
“หนูขอตัวไปกับผิงนะคะ”
“ครับ เดี๋ยวพวกพี่รออยู่ตรงนี้นะ มีอะไรก็โทรมาได้ตลอด” น้องพยักหน้าตอบก่อนจะเดินไปกับเพื่อนจนลับสายตาไป
“ที่คุณบอกว่าอยากทำความรู้จักกับผมโกหกสินะ ที่จริงแล้วผมว่า…คุณอยากจะคุยกับผมมากกว่า” จู่ๆ พี่ชายข้างตัวก็เอ่ยขึ้น ผมแค่นหัวเราะเบาๆ
“โดนจับได้แล้วสินะ”
“คุณมีอะไร ถ้าเื่จะขอน้องสาวผม ผมไม่ได้ติดหรอกนะ”
“อีกเื่นึงต่างหากล่ะครับ คุณน่ะ…จะขายบ้านหลังนั้นใช่มั้ยครับ” พี่โจหันมองผมขวับก่อนทอดสายตาไปยังบึงน้ำตรงหน้า
“รู้ด้วยหรอ”
“รู้จากเพื่อนน่ะครับ ขอโทษนะครับที่พวกผมสอดรู้เื่ของคุณ”
พี่โจไหวไหล่เล็กน้อย “บ้านหลังนั้นมันมีแต่ความทรงจำแย่ๆ น่ะ เลยไม่อยากเอาไว้”
ผมอยากจะพูดออกไปว่า ‘คุณม่สงสารน้องหน่อยเหรอ น้องอุตส่าห์ดูแลบ้านให้ขนาดนั้น’ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป เพราะเข้าใจพี่โจดี เท่าที่ไอ้แบล็คเคยเล่าให้ฟังอดีตของพี่เขาไม่ง่ายเลย
พ่อแม่แยกทางกัน คุณยายทีก็จากไป ไหนจะเื่น้องสาวแท้ๆ ที่ทะเลาะกันจนถึงขั้นตัดพี่ตัดน้องกันไปจริงๆ เป็ผมก็ไม่กลับมาบ้านที่มีแต่ความทรงจำแย่ๆ หรอก“แล้วผมก็กะว่าจะไม่กลับมาที่ไทยด้วย”
“หมายความว่ายังไงครับ”
“ก็อย่างที่บอกแหละ มันมีแต่ความทรงจำแย่ๆ น่ะ เลยอยากจะตัดทิ้งให้หมด”
“แล้วนานาล่ะครับ เขารอคุณมาตั้งห้าปีแล้วจู่ๆ คุณจะมาทิ้งเธอไปแบบนี้เหรอครับ คุณไม่สงสารเธอบ้างเหรอ”
“สงสารสิ แต่ถ้ายิ่งมาหาเรื่อยๆ แล้วถ้าวันหนึ่งเธอรู้เื่เข้าว่าแม่ตัวเองเป็ชู้กับพ่อฉัน เธอจะยิ่งเ็ปน่ะสิ”
คำตอบของพี่โจทำผมแทบช็อก น้องเนี่ยนะ เป็ลูกชู้ของพ่อพี่โจ?
“น้องรู้ไหมครับ” พี่โจส่ายหน้าเป็คำตอบ “เพราะงั้นล่ะ ต่อจากนี้ก็ฝากดูแลนานาแทนฉันด้วยนะ”
พูดจบ พี่โจก็ลุกจากม้านั่งแล้วเดินกลับเข้าไปในตึกโดยไม่รอให้ผมเข็นรถให้ ยกมือเสยผมขึ้นราวกับพยายามสะกดอารมณ์ตัวเอง นี่มันเื่บ้าอะไรกันเนี่ย อย่างกับฉากในละครหลังข่าวเลย แล้วแบบนี้ผมจะบอกน้องยังไงดี จะพูดยังไงให้น้องไม่เครียด
“พี่ธิน พี่โจไปไหนเหรอคะ” เสียงหวานดังขึ้นจากด้านข้าง ก่อนนานาจะเดินมานั่งตรงที่ว่าง ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็ที่ของพี่โจ
“กลับเข้าตึกไปแล้วล่ะ แล้วเราอยากนั่งเล่นตรงนี้ต่อมั้ย
“ค่ะ อยู่แถวนี้รู้สึกอากาศปลอดโปร่งดี”
ผมหันไปมองใบหน้าของน้อง เธอดูมีความสุขสดใส เหมือนไม่มีอะไรให้ต้องกังวล และเพราะแบบนั้นแหละ ผมถึงไม่กล้าบอกอะไรออกไปเลยท้งที่ความจริงผมก็ไม่ขี้ขลาดแบบนั้น
“หนูได้ยินนะคะ เื่ที่พวกพี่คุยกัน” ประโยคของนานาทำผมถึงกับหันขวับไปมอง ได้ยิน? เื่เมื่อกี้น่ะนะ
“ได้ยินหมดเลยหรอ”
นานาพยักหน้าเป็คำตอบ ก่อนจะแอบเห็นว่าดวงตาของเธอเริ่มมีน้ำตาเอ่อ
“จริงๆ หนูพอจะรู้มาสักพักแล้วค่ะ พอดีเมื่อวันก่อนหนูไปเจอลุงมา” นานาสูดหายใจเข้าลึกพลางเงยหน้าขึ้นราวกับกำลังสะกดอารมณ์ตัวเอง
“ลุงเขาเล่าให้ฟังว่าจริงๆ หนูเป็ลูกของเขา ไม่ใช่ลูกของพ่อ” น้องพยายามฮึบพยายามสั่งตัวเองไม่ให้ร้องออกมา ผมที่เห็นก็เอื้อมมือไปจับมือเธอ
“เขาบอกว่า…ขอโทษ”
น้ำเสียงน้องเบาลงราวกับกลัวว่าหากพูดออกมาดังเกินไป น้ำตาจะหยุดไม่อยู่
“ขอโทษที่ทิ้งหนูไป… ขอโทษที่ไม่เคยได้ดูแลเลยแม้แต่วันเดียว ขอโทษที่ให้หนูต้องโตมาโดยไม่รู้ความจริง”
มือของนานากำแน่นอยู่บนตัก ขณะที่อีกข้างยังจับมือผมไว้แน่น “หนูพยายามทำใจแล้วนะคะ พยายามคิดว่ามันก็เป็แค่อดีตที่เรากลับไปแก้ไขไม่ได้ พยายามคิดว่ามันเป็ความผิดของพวกผู้ใหญ่ไม่เกี่ยวกับเรา แต่ถึงแบบนั้นมันก็ยังเจ็บอยู่ดี”
น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงข้างแก้มเธอ “แต่ที่เจ็บที่สุด…คือหนูไม่รู้จะมองหน้าพ่อยังไง ไม่รู้จะเรียกเขาว่าอะไรดี…ไม่รู้ว่า…กลับไปบ้านแล้ว จะบอกแม่ว่ายังไงดี”
ผมนั่งฟังเงียบๆ ปล่อยให้น้องระบายออกมาโดยไม่ขัดจังหวะ มือที่จับกันไว้แน่นขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้เธอรู้ว่ายังมีผมอยู่
เสียงสะอื้นของน้องเริ่มแปลี่ยนเป็เสียงร้องไห้ แม้จะน้องจะไม่ได้ปล่อยโฮออกมาแต่ก็ััถึงความเ็ปของเธอได้
“นานา”
“คะ…ฮึก!”
“เป็แฟนกับพี่มั้ย” สีหน้าของน้องจากที่กำลังเศร้าเปลี่ยนเป็ใทันที ไม่สิ เรียกว่าช็อคยังจะถูกกว่า
“ทำหน้าซะเหวอเชียว ใขนาดนั้นเลยหรอ”
“คือ…หนู ไม่คิดว่าพี่ธินจะพูดแบบนี้” เสียง่หลังอ่อนลงกับใบหน้าที่เริ่มแดงระเรื่อ
“พี่พูดเล่นน่ะ ไม่อยากให้เราเครียด” นานาเบะปากก่อนจะหัวเราะออกมาน้อยๆ ผมเอื้อมไปปาดน้ำตาที่เปรอะเปื้อนหน้าสวย
“ต่อให้สุดท้ายเราไม่มีใครเหลือแล้วแต่ก็ยังมีพวกพี่อยู่นะ พวกพี่ยังรอเราให้พึ่งพาอยู่”
นานาน้ำตาเริ่มเอ่ออีกครั้งก่อนจะโผเข้ากอดผมแน่น ผมก็ได้แต่กอดปลอบ
“ขอบคุณนะคะ…ฮึก…ขอบคุณที่ยังอยู่ตรงนี้” เสียงเธอเบาหวิวแต่หนักแน่นพอให้รู้ว่าเธอรู้สึกขอบคุณจากใจจริง
ผมกอดเธอตอบแน่นขึ้นอีกนิด ลูบหลังเธอเบาๆ อย่างที่พี่จะทำได้ “เราไม่ต้องเข้มแข็งคนเดียวก็ได้ รู้ไว้ว่าเรามีพวกพี่อยู่ข้างๆ เสมอ”
น้องไม่ตอบอะไร นอกจากซุกหน้าเข้าที่อกของผมแน่นขึ้น ร่างเล็กในอ้อมแขนสั่นไหว ที่ผมพูดไปเมื่อกี้ที่ว่าขอน้องเป็แฟนน่ะพูดจริงนะ
ผมชอบน้อง คิดกับน้องเหมือนผู้หญิงคนหนึ่ง คนที่อยากจะใช้ชีวิตด้วย แต่ก็นั่นแหละสุดท้ายก็เลือกที่จะบอกว่าพูดเล่นไป เพราะถ้าหากผมได้คบกับน้องจริงๆ ผมว่าหลังจากนี้ไอ้พวกเพื่อนทั้งสี่ได้รอรุมประชาทัณฑ์แน่
เห้อ ชอบคนเดียวกับเพื่อนนี่มันลำบากใจเสียจริง