เช้าตรู่ ณตลาดบ้านจีนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดนักบุญยอแซฟที่โอฟีลีย์และโซเฟียต้องไปสอนนักมิสซังทั้งสองกำลังสาวเท้าไปหาร้านกระดาษเ้าประจำซึ่งการซื้อกระดาษครั้งนี้ควรจะราบรื่นง่ายดายเหมือนที่พวกเธอเคยทำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนถ้าโอฟีลีย์ไม่บังเอิญเหลือบไปเห็นเด็กหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งนั่งตาลอยอยู่บนพื้นท่ามกลางดงเท้าที่เดินไปมาพลุกพล่าน
ด้วยความเป็ห่วงว่าเด็กหญิงจะเป็อันตรายโอฟีลีย์จึงบอกให้โซเฟียล่วงหน้าไปรอที่ร้านกระดาษก่อนที่เธอจะเดินเข้าไปคุกเข่าคุยกับเด็กน้อย
“หนู ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้ล่ะจ๊ะ หลงทางหรือเปล่า มีอะไรให้พี่ช่วยไหม?”มิสซังสาวยิงคำถามเป็ชุด แต่คู่สนทนายังคงเหม่อลอยไม่ตอบความไม่แม้จะแสดงท่าทีว่ารับรู้ถึงการมีอยู่ของโอฟีลีย์ แต่แล้ว พริบตาต่อมาร่างที่เคยนั่งนิ่งไม่ไหวติงก็หงายหลังล้มลง
“ว้าย!”
โอฟีลีย์อุทานไหวตัวเข้าไปประคองเด็กน้อยไว้ได้ทันก่อนหัวจะโขกพื้นความง่วงซึมจากการอดนอนปลิวหายไปสิ้น เธอรีบช้อนร่างที่อยู่ๆก็เริ่มชักเกร็งตาตั้งเข้าไปหาที่โล่งๆ ให้นอนในร้านค้าใกล้ๆเมื่อหญิงเ้าของร้านที่โอฟีลีย์เข้าไปเห็นเด็กหญิงในสภาพแบบนั้นก็โวยวายลั่นขึ้นมาทันที
“ตายแล้วอีแตง!!! พี่ไฝ! เอาหวายลงอาคมมาเร็ว อีแตงโดนผีเข้าอีกแล้ว!!!”
“ว่าไงนะ!?! หวาย? เอามาทำอะไรคะ?”โอฟีลีย์ถามเลิ่กลั่ก คาดหวังว่าคำตอบจะไม่เป็อย่างที่เธอกลัว
“ก็เอามาหวดไล่ผีน่ะสิถามได้ เอ้า! จับมันให้ลุกขึ้นนั่งหันหลังมาเร็วเข้า”หญิงเ้าของบ้านออกคำสั่งสาวต่างแดน ในขณะที่ชายผู้ถูกเรียกว่าพี่ไฝเดินมายืนจังก้าอยู่ข้างเด็กหญิงพร้อมไม้เรียวในมือ
“เดี๋ยวสิ! la maladie sacrée (SacredDisease ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ Epilepsy หรือโรคลมชัก)...เอ่อ...อาการชักแบบนี้ควรจะให้นอนราบเฉยๆรออาการทุเลาไปเอง ถ้าจับให้นั่งแถมยังเฆี่ยนตีกันอีกมันจะยิ่งทำให้าเ็ยิ่งกว่าเดิม--”โอฟีลีย์พยายามค้านแต่พูดไม่ทันจบหญิงเ้าของบ้านก็เบียดกระแทกเธอไปให้พ้นทางแล้วจับร่างเล็กๆที่ชักเกร็งราวกำลังจะขาดใจให้ลุกขึ้นนั่ง
“ถ้าไม่ช่วยก็ไปไกลๆ อย่าเกะกะ!”
สิ้นเสียงหญิงเ้าของบ้านชายที่ชื่อไฝก็ยกไม้เรียวในมือขึ้นพนมท่องคาถาก่อนจะฟาดมันลงที่แผ่นหลังบอบบางของเด็กหญิง เสียงหวายกระทบผิวเนื้อและเสียงะโกราดเกรี้ยวขับไล่ ‘ผีร้าย’ ให้ออกจากร่างเด็กน้อยดังระงมไปทั่วดึงดูดผู้คนที่เดินจับจ่ายซื้อของให้เข้ามามุงดูกันเต็มไปหมด แต่ก็ไม่มีใครช่วยโอฟีลีย์หยุดหวายไม่ให้ลงหลังเด็กน้อยสักคนราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็วิถีปฏิบัติปกติ มิสซังสาวทนดูเฉยๆ ไม่ไหวจึงถลันไปคั่นกลางระหว่างร่างที่ชักเกร็งกับเส้นหวายนั้น
“พอเถอะ หยุดได้แล้ว!!! พวกท่านรออีกสักอึดใจไม่ได้หรือเด็กคนนี้อาจจะหายชักได้เองโดยที่พวกท่านไม่ต้อง--โอ๊ย!”
“เอ็งอย่ามาสอด! อยากให้ลูกข้าโดนกินตับไตไส้พุงหมดหรือไง ข้าเป็พ่อมันข้ารู้ว่าต้องทำยังไง เอ็งไม่ใช่ชาวอยุธยาด้วยซ้ำจะมารู้เื่ผีสางที่นี่ได้ยังไง” นายพรตวาดก่อนจะกระชากตัวโอฟีลีย์ให้ออกจากแนวหวาย จนหญิงสาวถลันล้มลงไปกองกับพื้นท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย
โอฟีลีย์ขอบตาร้อนผ่าวมือเรียวที่เปื้อนฝุ่นดินกำแน่นอย่างคับข้องใจเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่เธอเพิกเฉยไปเมื่อคืนกลับมาหลอกหลอนความรู้สึก ทั้งๆที่มีคน้าความช่วยเหลือมาอยู่ต่อหน้าต่อตาเธอหลายต่อหลายครั้งแต่คนมีอุดมการณ์ที่อยากจะมอบความรักให้เพื่อนมนุษย์อย่างเธอกลับไม่สามารถทำอะไรได้เลยยิ่งคิดก็ยิ่งเ็ปในใจจนเธอตัดสินใจลุกขึ้นเพื่อกลับเข้าไปห้ามการหวดไล่ผีอีกครั้งแต่ใครบางคนก็มาฉุดแขนเธอไว้เสียก่อน
“แม่หญิงโอฟีลีย์ มาทำอันใดกลางวงพิธีกรรมนอกรีตเช่นนี้!?! ออกมาเร็ว ถ้าใครมาเห็นเข้าจะเป็ที่ครหาเอาได้”
เ้าของมือที่ฉุดแขนโอฟีลีย์ดึงตัวหญิงสาวมากระซิบที่ข้างหูราวกับเป็บทสนทนาที่ต้องหลบซ่อนเมื่อั์ตาสีน้ำทะเลหันไปมองเธอก็พบว่าผู้ที่ลากเธอออกมาคือคุณหญิงสังวารภรรยาขุนนางใหญ่ผู้มีศรัทธาต่อพระคริสต์แรงกล้าจนยอมผิดใจกับสามีแล้วมาเข้ารีตเป็คริสตังั้แ่หลายปีก่อนโอฟีลีย์รู้จักมักคุ้นกับสตรีผู้นี้เป็อย่างดีเพราะได้พบกันที่วัดนักบุญยอแซฟอยู่เป็ประจำและเธอก็รู้ดี ว่าเครือข่ายวงนินทาของคุณหญิงนั้นกว้างขวางเพียงใด
มิสซังสาวถึงกับหน้าถอดสีด้วยคติประจำใจว่าไฟในอย่านำออก ไฟนอกต้องกระพือสิ่งใดที่คุณหญิงรู้ก็แทบจะเท่ากับคริสตังทั้งพระนครรู้แม้ว่าสิ่งที่โอฟีลีย์พยายามทำนั้นจะไม่ได้มีอะไรผิดบาปแต่เธอพอรู้ว่าการตีความของผู้คนนั้นสามารถบิดเบือนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงได้มากเพียงใดนั่นทำให้ความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือเด็กหญิงของโอฟีลีย์สั่นคลอนทันทีด้วยความตระหนกกลัว
“ข้า...คือ...”
“อ้าว! คุณหญิงสังวาร บังเอิ๊ญบังเอิญจังเ้าค่ะที่มาเจอกันที่นี่แต่พวกข้ากำลังรีบไปสอน ขอตัวก่อนนะเ้าคะ”
ในขณะที่โอฟีลีย์กำลังอึกอักอยู่นั้นโซเฟียก็ส่งเสียงแหวมาแต่ไกล พร้อมหอบกองสมุดเปล่าและปึกกระดาษมาส่งต่อให้เธอช่วยถือก่อนจะลากเธอออกมาจากตรงนั้นทันที
“เดี๋ยวโซเฟีย เ้าเห็นเด็กถูกเฆี่ยนเมื่อครู่ไหมเรากลับไปช่วยเธอก่อนเถอะนะ!”
“เห็น...แล้วก็เห็นด้วยว่าตอนที่เ้ายืนอ้ำอึ้งอยู่กับคุณหญิงน่ะเด็กคนนั้นเริ่มหยุดชักแล้ว”
“แต่ว่าถ้าเด็กคนนั้นเกิดชักขึ้นมาอีก ก็ต้องโดนเฆี่ยนแบบนั้นอีกนะ”โอฟีลีย์ที่ยังว้าวุ่นพยายามโน้มน้าวเพื่อนซึ่งโซเฟียก็ไม่ลดฝีเท้าลงตามความ้าของเธอแม้แต่น้อย
“ที่ฟรองซ์ (ประเทศฝรั่งเศส) เองเวลามีคนชักเกร็งก็เชื่อว่าเป็เพราะปีศาจเข้าสิงเหมือนกัน เ้ายังไม่ชินรึ”
“เ้าก็รู้ว่าหมอและนักปรัชญาหลายๆคนพยายามพิสูจน์กันอยู่ว่ามันเป็แค่โรคภัยชนิดหนึ่ง ไม่ใช่เื่ของภูตผีปีศาจข้าอยากจะแก้ไขความเข้าใจผิด--”
“ซึ่งนอกจากจะแก้ไขไม่ได้แล้วเ้าอาจจะโดนกล่าวหาว่านอกรีตแล้วโดนจับไปลงโทษเหมือน--เอ่อ ช่างมันเถอะ”
เมื่อรู้ตัวว่าเกือบเผลอโพล่งเื่ที่ไม่ควรแตะต้องโซเฟียก็หยุดปากตัวเองไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์แต่ถึงอย่างนั้นโอฟีลีย์ก็รู้ว่าเพื่อนกำลังจะพูดอะไรซึ่งนั่นก็ทำให้บทสนทนาเงียบลงได้ชะงัดพร้อมกับที่บรรยากาศน่ากระอักกระอ่วนขึ้นมาในพริบตา
“ถ้ามีเพื่อนเป็ปีศาจก็ดีสินะ เวลาเกิดเื่แบบนี้จะได้ไปถามตรงๆว่าพวกมันเป็คนทำหรือเปล่า ฮะๆ ฮะๆ” โซเฟียพูดเล่นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศพลางหัวเราะแห้งๆ
“เ้านี่ พูดจาวอนโดนเผายิ่งกว่าข้าอีกนะ” โอฟีลีย์แหย่กลับพลางยิ้มบางๆสายตาหลุบลงมองกองกระดาษที่กอดไว้ในอ้อมแขน พยายามระลึกถึงหน้าที่และบทบาทในฐานะมิสซังของตนเองเพื่อสลัดความฟุ้งซ่านที่เกาะกุมจิตใจ
.......................................................................
ในห้องเรียนภาษาฟรองเซโอฟีลีย์ยืนหน้าซีดอยู่ต่อหน้านักเรียนหลากสัญชาติมือบางเกาะกุมไปที่ของบางสิ่งที่เธอเหน็บไว้ใต้ผ้าคาดเอว หลังจากเสียงปริศนาที่เงียบหายไปั้แ่เมื่อคืนกลับมาก้องอยู่ในหัวเธออีกครั้ง
‘ช่…วย…...ปล่...ข้า...ป...’
คราวนี้เธอมั่นใจแล้วว่าเธอไม่ได้ฝันไปและไม่ได้หูแว่ว...แต่ถ้าไม่ใช่ทั้งสองอย่างนั้น แล้วเสียงนั้นมันจะเป็อะไรไปได้? ความสงสัยระคนหวาดหวั่นที่แล่นไปทั้งร่างทำให้หญิงสาวรู้สึกคลื่นไส้จนไม่อาจทนยืนอยู่หน้าชั้นเรียนได้อีกต่อไปเธอรีบไปบอกโซเฟียที่ช่วยสอนอยู่ในห้องเดียวกันให้ดูแลนักเรียนแทบเธอสักพักซึ่งเมื่อสาวผมทองเห็นโอฟีลีย์ที่รักการสอนยิ่งกว่าอะไรดีและไม่เคยขาดงานสักครั้งมาพูดกับเธอแบบนั้นเธอก็รู้ทันทีว่าเื่ไม่สบายใจของเพื่อนมันคงหนักหนากว่าที่เธอคิด
“กลับไปนอนเถอะ ไม่ต้องห่วงทางนี้ ข้าลากเ้ามาให้ช่วยขนกระดาษเท่านั้นแหละ”โซเฟียตอบกลับ พลางโบกมือไล่เพื่อนให้รีบๆ ออกไปได้แล้ว
“Merci (ขอบใจ) ...” โอฟีลีย์กอดขอบใจโซเฟีย ก่อนจะลงบันไดจากห้องเรียนที่ชั้นสองของอาคารมาที่ชั้นล่างอันเป็โบสถ์ที่ใช้ทำพิธีต่างๆเพื่อไปหาสิ่งเดียวที่จะปลอบประโลมความฟุ้งซ่านในใจของเธอตอนนี้ได้…
พระผู้เป็เ้า
หญิงสาวไม่แม้แต่จะไปนั่งดีๆบนม้านั่งที่เรียงรายอยู่ด้านหลัง เธอเพียงทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าต่อหน้ารูปปั้นพระเยซูคริสต์แตะปลายนิ้วไปที่หน้าผาก หน้าอก ไหล่ซ้ายและขวาก่อนจะใช้สองมือประกบกุมสร้อยประคำไม้กางเขนที่กลางอกเอาไว้แน่นแล้วหลับตาสวดภาวนา
“พระเป็เ้าคะ หากเสียงที่ดังอยู่ในหัวลูกเป็เสียงเรียกของสิ่งชั่วร้ายขอพระองค์ช่วยคุ้มครองลูกและคนอื่นๆให้รอดพ้นภัยอันตรายด้วย...แต่หากเสียงนั้นเป็เสียงของผู้ตกทุกข์ได้ยากหรือจิติญญาที่กำลังหลงทางขอพระเป็เ้าโปรดชักนำข้าให้ได้พบพาน ได้ช่วยเหลือคนผู้นั้นด้วยเถิด...”
ั์ตาสีน้ำทะเลลืมขึ้นมองรอบกายอย่างระแวดระวังเผื่อว่าจะเจอผู้ที่เธออธิษฐานถึงแต่ก็ไม่พบอะไรนอกจากความว่างเปล่าและสายตาของคนอื่นๆในโบสถ์ที่มองมาที่เธออย่างสนใจใคร่รู้หญิงสาวจึงลุกเดินออกจากโบสถ์ด้วยความเก้อเขิน
แต่ก่อนที่เธอจะก้าวพ้นประตูโบสถ์สายตาเธอก็ไปสะดุดเข้ากับอ่างน้ำเสกลวดลายวิจิตรที่ตั้งอยู่หน้าทางออกน้ำเสกในอ่างนี้เธอใช้แตะทำสัญลักษณ์กางเขนบนร่างกายมาแล้วนับร้อยนับพันครั้งแต่ครั้งนี้เธอมองมันด้วยจุดประสงค์ที่ต่างไปโอฟีลีย์แอบหยิบภาชนะเขี้ยวเสือออกมาถือไว้มือหนึ่งปลายนิ้วเรียวอีกมือหนึ่งแตะน้ำเสกในอ่างมาบรรจงวาดเป็รูปไม้กางเขนบนผิวของเขี้ยวเสือเพื่อชำระล้างสิ่งชั่วร้ายและให้พรแก่สิ่งดีงาม
เปรี๊ยะ!!!
“เฮือก!”
ทันใดนั้นเองภาชนะลึกลับก็เกิดรอยร้าวเป็เส้นยาวลงมาตามลายเขี้ยวเสือั์ตาสีน้ำทะเลเบิ่งค้างอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาเธอรีบเก็บมันเหน็บไว้ที่เอวเพราะกลัวมันจะแตกคามือ พลางมองซ้ายมองขวาเลิ่กลั่กเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็นก่อนจะวิ่งผล็อยออกจากโบสถ์ไป
.......................................................................
โอฟีลีย์กลับมาที่เรือนพักหมายจะนอนหลับหนีความจริงสักงีบให้ความง่วงงุนและความรู้สึกหนักหน่วงที่มีจางหายลงไปบ้างแต่เมื่อเธอจะไขเปิดแม่กุญแจทองเหลืองอันใหญ่ที่คล้องปิดประตูเรือนที่ควรจะร้างไร้ผู้คนเพราะพวกมิสซังออกไปประกอบกิจกันหมดเธอกลับพบว่าแม่กุญแจมันหลุดร่วงไปกองอยู่กับพื้นอยู่ก่อนแล้วผิดวิสัยที่ปกติคนเรือนนี้จะเก็บแม่กุญแจเข้าไปไว้ข้างในเรือนเสมอ
ซึ่งนั่นก็หมายความได้อย่างเดียวว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาในเรือน
ความรู้สึกอยากนอนของโอฟีลีย์หายเป็ปลิดทิ้งใบหน้าของหมอผีคนเมื่อคืนแวบเข้ามาในความคิดทันทีเธอเดาเอาไว้อยู่แล้วว่าเขาต้องกลับมาหาของที่เขาทำตกไว้แต่เธอไม่คาดคิดว่าเขาจะถึงขนาดบุกรุกเข้ามาในเรือน
ตึง!!!
“โธ่เว้ย!!! อยู่ไหนฟะ!”
ทันใดนั้นเองมิสซังสาวก็ได้ยินเสียงโครมครามดังออกมาจากในเรือนจึงตัดสินใจผลักประตูเข้าไปหมายจะไปเจรจากับหมอผีหนุ่มให้จบเื่จบราวก่อนที่เขาจะทำลายข้าวของของพวกเธอไปมากกว่านี้
เสียงประตูที่ลั่นเอี๊ยดอ๊าดทำให้ผู้บุกรุกรู้ว่าเ้าของเรือนได้กลับเข้ามาแล้วเสียงรื้อค้นจึงพลันหยุดลง โอฟีลีย์เดินอย่างเงียบเชียบไปตามหาชายหมอผีพลางหยิบภาชนะเขี้ยวเสือขึ้นมาถือไว้เตรียมส่งคืนเ้าของอย่างที่มันควรจะเป็แต่เมื่อดวงตาคู่สวยมองสบไปที่ของในมือใจของเธอก็ประท้วงออกมาว่าเธอกำลังจะทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
เธอพอรู้มาบ้างว่าหมอผีสยามนิยมเลี้ยง ‘ผี’ ที่หมายถึงิญญาของผู้ล่วงลับไว้ใช้งานและถ้าเธอเดาปรากฏการณ์แปลกๆ ที่เกิดขึ้นกับเธอั้แ่เมื่อคืนไม่ผิดสิ่งที่อยู่ในภาชนะนี้ก็คงเป็ผีสักตนที่ต้องตกเป็ทาสหมอผีจนไม่ได้เดินทางไปสู่ดินแดนหลังความตายถูกริบสิทธิ์ที่จะได้กลับไปพบกับพระเป็เ้าไปอย่างน่าเวทนาเพราะอย่างนั้นเธอถึงได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือ รู้เช่นนั้นแล้วเธอยังจะส่งดวงิญญานั้นกลับไปหาผู้คุมขังได้ลงคอเพียงเพราะเธอกลัวว่าตัวเองจะมีมลทินหรือโดนประณามจากเพื่อนร่วมรีตจริงๆน่ะหรือ
โอฟีลีย์ตั้งคำถามกับตัวเองพลางลูบไล้ไปตามรอยแตกของเขี้ยวเสือทันใดนั้น เสียงชายคนเดิมก็ดังขึ้นมาในหัวเธอ ครั้งนี้มันชัดเจน ก้องกังวานราวกับเ้าของเสียงเพิ่งะโผ่านรอยแตกตรงเข้ามาในหัวเธอ
‘ช่วยด้วย! ปล่อยข้าไปที!!!’
โอฟีลีย์ก็ไม่ลังเลอีกต่อไปเธอกดเงี่ยงที่ฝาโลหะให้เปิดออก ลมหอบใหญ่พัดกระโชกอย่างไร้ที่มาเช่นเดียวกับตอนที่เธอเปิดภาชนะออกครั้งแรกซึ่งแน่นอนว่าผู้บุกรุกก็รับรู้ถึงลมปริศนานี้ด้วย เสียงฝีเท้าหนักๆของหมอผีเริ่มจึงดังขึ้นหญิงสาวรีบะโเข้าไปยืนซ่อนตัวหลังชั้นวางหนังสือในห้องใกล้ๆ โอฟีลีย์หลับตาปี๋กำภาชนะเขี้ยวเสือในมือแน่นอย่างหวาดกลัว
ตึก
ตึก
ตึก!
ตึก!!
ตึก!!!
ผู้บุกรุกค่อยๆใกล้เข้ามาจนมาหยุดอยู่หน้าห้องที่มิสซังสาวซ่อนอยู่โอฟีลีย์ลุ้นตัวเกร็งจนลืมหายใจ สมองท่องบทสวดขอให้พระเ้าคุ้มครองซ้ำไปซ้ำมาแต่ทันใดนั้นเอง ก่อนที่หมอผีหนุ่มจะเดินมาถึงตัวเธอ เขาก็แผดเสียงออกมา
“เฮ้ย! ใครน่ะ หยุดนะโว้ย!!! เอาสลักกักผีของข้าคืนมา!”
ฟังจากทิศของเสียงแล้วเหมือนเขาจะะโออกไปทางหน้าประตูห้อง ราวกับมีบางอย่างมาเบี่ยงเบนความสนใจก่อนที่เขาจะวิ่งออกจากเรือนไป
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าผู้บุกรุกจากไปแล้วโอฟีลีย์ที่ยังหลับตาปี๋ก็น้ำตาไหลด้วยความโล่งใจ แต่ในความโล่งใจนั้นเธอรู้ดีว่าเื่น่ากลัวพวกนี้มันยังไม่จบ แต่มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นอย่างไรเสียหมอผีคนนั้นก็จะต้องกลับมาตามหาของที่เขาทำหายไปและหญิงสาวก็ยังมืดแปดด้านว่าเธอควรจะจัดการเื่นี้ยังไง
แต่ในขณะที่โอฟีลีย์หมกมุ่นอยู่ในความกังวลนั่นเองเสียงที่ทำให้สติเธอกระเจิดกระเจิงในทันทีก็ดังขึ้นข้างหู
“เขาไปแล้วล่ะ...”
“............”
“...”
“............”
“ข้า...”
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!!!!!!”
โอฟีลีย์กรีดร้องราวกับคนเสียสติเมื่อหันไปเห็นเ้าของเสียงเดียวกับที่ตามหลอกหลอนเธอมาตลอดทั้งวันแต่เ้าตัวต้นเหตุที่นั่งจ้องเธออยู่ในระยะกระชั้นชิดกลับยิ้มแฉ่งออกมาทันทีเมื่อเห็นความตื่นใบนใบหน้าหญิงสาวั์ตาสีเืเป็ประกายเหมือนลูกสุนัขที่ดีใจเมื่อเห็นเ้าของกลับมาบ้าน
“มองเห็นข้าแล้วเหรอ!?! เ้า...โอฟีลีย์สินะ ข้าชื่อ‘เชียร’ ขอบใจนะที่ปล่อยข้าออกมา!”