เมิ่งฝานพยายามยกเปลือกตาที่หนักอึ้งได้สำเร็จแล้วมองไปรอบตัวยามนี้แสงอาทิตย์ได้สาดส่องลงมายังผืนป่าที่เขียวชอุ่มแห่งนี้แล้วเมิ่งฝานรับรู้ได้ทันทีว่าที่นี่คือ...บนเขาเยียนหลาง!
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความฝัน!
เมิ่งฝานพลิกตัวลุกขึ้นเหมือนปลาที่อยู่บนบกในทันใดเมื่อเขายกมือขึ้นทาบอกจึงพบว่าไป่เย่าเฉ่าและลูกปัดสีดำนั้นยังคงอยู่ในสาบเสื้อตรงหน้าอกของตนเองดังเดิมไม่ได้หายไป!
“โชคดีที่ยังอยู่ครบ!”
เมิ่งฝานยกยิ้มมุมปาก หากไป่เย่าเฉ่าหายไปเขาไม่รู้จริงๆว่าต้องทำอย่างไรต่อไป
แต่ในวินาทีต่อมาเมิ่งฝานถึงกับชะงัก ร่างของเขาแข็งทื่อไปชั่วครู่เมื่อพบว่าบนร่างกายตนเองไม่มีาแใดๆหลงเหลืออยู่แล้ว เหลือเพียงแค่รอยเืที่แห้งอยู่บนเสื้อผ้าเท่านั้น!
เมื่อคืน...นอกจากาแที่เกิดจากฝีมือของเหลยเทาแล้วยังมีแผลที่เกิดจากการโดนคมหินบาดอีกอย่างน้อยสามจุดทว่ายามนี้าแเ่าั้กลับหายไปไม่เหลือไว้แม้กระทั่งรอยแผลเป็
เมิ่งฝานขมวดคิ้วเข้มในทันใดต่อให้เมื่อวานเขากินไป่เย่าเฉ่าเข้าไปก็ยังไม่น่ามีสรรพคุณที่เลิศล้ำจนน่าประหลาดใจเช่นนี้ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการที่พืชวิเศษอย่างไป่เย่าเฉ่ายังคงอยู่อย่างปลอดภัยในสาบเสื้อตรงหน้าอก
หรือจะเป็เพราะลูกปัดสีดำ?
เมื่อคิดได้เช่นนั้นเมิ่งฝานจึงเอาลูกปัดสีดำออกมาดูแต่ก็พบว่ามันยังคงแข็งดุจหินเหมือนเมื่อวานไม่มีผิด ดูไม่ออกว่ามีที่ใดแตกต่าง
“ให้ตายเถอะ หรือว่ามันจะมีชีวิต!”
เมิ่งฝานลูบศีรษะตนเองด้วยความสงสัยทว่าในวินาทีต่อมาสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปพลันรีบนำลูกปัดสีดำกับไป่เย่าเฉ่าเก็บไว้ในสาบเสื้อตรงหน้าอกตามเดิมเพราะเขาตระหนักได้ว่ายามนี้ฟ้าสางแล้ว!เขาสบถขึ้นมาในใจก่อนจะรีบลงเขาไปอย่างรวดเร็ว
ที่หมู่บ้านอูเจิ้นแห่งนี้ เมื่อถึงยามฟ้าสางทุกคนจะรีบออกมาฝึกฝนเมื่อคิดได้ว่าอาจมีผู้ใดมาพบตนเองในตอนนี้สีหน้าของเมิ่งฝานก็เปลี่ยนไปทันที
เมื่อคิดถึงการลงโทษตามกฎที่เข้มงวดเมิ่งฝานก็ยิ่งวิ่งลงจากเขาไปด้วยความเร็วราวกับชะนีที่โหนไปตามกิ่งไม้
แต่ด้วยเพราะยามนี้ไม่ใช่ยามราตรีทั้งร่างกายก็ไร้ซึ่งาแทำให้เมิ่งฝานไม่ได้รู้สึกว่ามีอุปสรรคในการเคลื่อนไหวแต่อย่างใดและที่ทำให้เมิ่งฝานรู้สึกประหลาดใจก็คือความรู้สึกที่เหมือนว่าร่างกายของตนเองเบาขึ้นกว่าเดิมอย่างมากคล้ายว่าความเร็วจะเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยด้วย
กระนั้นเมิ่งฝานไม่มีเวลามากมายมาคิดเื่เหล่านี้เขารีบลงเขาอย่างรวดเร็วก่อนพบว่าตนเองใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็ออกมาจากเขาเยียนหลางได้แล้วหมายความว่าความเร็วในการเคลื่อนที่ของมิ่งฝานในยามนี้สูงกว่าเมื่อวานราวหนึ่งเท่าตัว
เมิ่งฝานรีบก้าวข้ามเขตแดนของป้ายศิลาขนาดใหญ่แล้วมองไปรอบตัวเมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดอยู่บริเวณนี้ เมิ่งฝานจึงจัดแจงเสื้อผ้าบนร่างแล้วเดินกลับบ้านไปอย่างสบายใจราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่ปาน
ความจริงแล้วนั้นหัวใจของเมิ่งฝานกลับเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นสาเหตุไม่ใช่เพียงเพราะไป่เย่าเฉ่าแต่ยังมาจากเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ใจที่เกิดขึ้นกับร่างกายของตนเองการที่าแทั้งหมดหายเป็ปลิดทิ้งในเวลาเพียงชั่วข้ามคืนนับเป็ความลึกลับและเลิศล้ำจนไม่อาจอธิบายได้ซึ่งมันก็อาจจะเกี่ยวข้องกับลูกปัดสีดำเม็ดนั้น เพราะเมื่อยามที่แสงสว่างเปล่งประกายขึ้นเมิ่งฝานก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย
แน่นอนว่ามันอาจจะเป็เพียงภาพลวงตาเท่านั้น!
ขณะกำลังปลอบใจตนเองพร้อมกับเดินกลับบ้านนั้นเมิ่งฝานมองไปยังเบื้องหน้าแล้วชะงักงันก่อนที่ดวงตาคู่นั้นจะมีความร้อนแรงปรากฏขึ้น
ณ ที่ที่ไม่ไกลจากเมิ่งฝานมีเงาร่างของเด็กสาวอายุราวสิบห้าสิบหกปีสวมฮั่นฝูสีขาว เส้นผมยาวจรดหลังแม้จะมีอายุไม่มากแต่ร่างกายก็เจริญเติบโตได้ไม่เลวทีเดียวโดยเฉพาะใบหน้าที่สวยสดงดงามจนทำให้ผู้คนอดมองจนรู้สึกหลงใหลไม่ได้
“กู่ซินเอ๋อร์...”
เมิ่งฝานโพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่พิเศษและแปลกไป
สตรีที่น่ารักน่าทะนุถนอมเบื้องหน้าเขายามนี้ก็คือกู่ซินเอ๋อร์บุตรีของกู่หยวนท่านผู้นำหมู่บ้านนางมีพี่สาวฝาแฝดผู้หนึ่งซึ่งทั้งสองถูกขนานนามว่าเป็ปทุมมาคู่แห่งอูเจิ้น
กู่ซินเอ๋อร์นิสัยอ่อนโยนมีใบหน้าทรงเสน่ห์ทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกหลงใหลนับเป็สตรีที่บุรุษแห่งอูเจิ้นทุกคนวาดหวังว่าจะได้ซึ่งรวมถึงผู้ที่มีนิสัยฉุนเฉียวเช่นเหลยเทาด้วยหากอยู่ต่อหน้ากู่ซินเอ๋อร์ต่อให้เป็เหลยเทาก็ยังต้องพูดเสียงเบา
ในบรรดาผู้ที่ลุ่มหลงกู่ซินเอ๋อร์...รวมเมิ่งฝานด้วยเช่นกันั้แ่เข้ามาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านอูเจิ้นเมื่อตอนห้าขวบเมิ่งฝานก็เล่นกับกู่ซินเอ๋อร์ั้แ่เล็กมาจนโต
แต่กระนั้นต่อมาเมื่ออายุเริ่มมากขึ้นจนถึงเวลาที่ทั้งสองต้องเริ่มฝึกบำเพ็ญพลังปราณเมิ่งฝานก็ยิ่งรับรู้ได้ถึงความแตกต่างของตนเองและอีกฝ่ายรู้ว่าตนเองเป็เพียงเด็กหนุ่มผู้ทุกข์ยากเท่านั้น
หากแต่อีกฝ่ายกลับเป็ถึงบุตรีของผู้นำหมู่บ้านทั้งยังมีพร์ในการบำเพ็ญพลังปราณโดดเด่นและแข็งแกร่งด้วยเหตุนี้ภายหลังเมิ่งฝานจึงเริ่มอดกลั้นและสร้างกำแพงให้สูงขึ้น จงใจตีตัวออกห่างจากกู่ซินเอ๋อร์แล้วหันมามุ่งมั่นกับการบำเพ็ญตนแทน
ถึงขนาดที่เมื่อกู่ซินเอ๋อร์มาหาเขาก็ยังเลือกที่จะหลบหน้าเสียทุกครั้งไปนานวันเข้าจึงทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเริ่มเลือนรางและจืดจางลงไปไม่น้อยคงจะมีเพียงเมิ่งฝานผู้เดียวเท่านั้นที่รู้ว่าตนเอง ‘ชอบ’ สตรีที่โตมาด้วยกันผู้นี้มาโดยตลอด
เมิ่งฝานยืนอยู่กับที่ก่อนจะถอนหายใจเสียงเบาก้มหน้าลงก่อนจะก้าวเดินต่อไปเขาไม่คิดที่จะเอ่ยทักทายกู่ซินเอ๋อร์และเตรียมที่จะเดินผ่านไปทว่ากู่ซินเอ๋อร์ที่เห็นว่าอีกฝ่ายคือเมิ่งฝานกลับเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสุข “พี่เมิ่งฝาน บังเอิญจริงๆ เลย พี่ก็ออกมาฝึกตนเช่นกันหรือ?”
ขณะพูดกู่ซินเอ๋อร์ก็ยิ้มกว้าง งดงามประหนึ่งปทุมมาที่เบ่งบานนางเดินมาอยู่ตรงหน้าของเมิ่งฝานกลิ่นหอมบนกายนางจึงลอยมาตามลมปะทะเข้ากับจมูกของเมิ่งฝานในทันใด
กลิ่นเช่นนี้...มันเหมือนกับตอนเด็กไม่มีผิด!