บทที่ 14 ห้าดาบไร้อัตลักษณ์
อีกเพียงสามวันคือเวลาที่เหลือของเฉินซือหยางซึ่งต้องเดินทางไปเหมืองแห่งภูพยัคฆ์ ตลอดเกือบหนึ่งเดือนมานี้มันได้ทำตามความ้าที่ขอบิดาจนหมดสิ้นแล้ว เพียงแต่การกระทำเ่าั้ล้วนมิเกิดผลตามที่มันตั้งใจไว้ทั้งสิ้น พันธะสัญญาแต่งงานก็ถูกปฏิเสธซ้ำยังถูกกำหนดกฎเกณฑ์ที่ยากขึ้น การค้นหาสรรพวิชาหรือคัมภีร์ทั่วเมืองไผ่เขียวด้วยการใช้ตั๋วเงินไปเป็จำนวนมากก็ไม่ส่งเสริมการเพาะบ่มพลังจิติญญา เข้าออกหอตำราแลคัมภีร์ของตระกูลที่ผู้าุโสูงสุดดูแลตามอำเภอใจ ศึกษา ท่องจำ และตีความจนแทบจดจำได้ทุกหลักการที่เขียนไว้ มันก็ยังไม่ค้นพบความรุดหน้าอยู่ดี คิดข้ามขั้นตอนเพื่อค้นหาอาวุธที่เหมาะสมกับพลังจิติญญาในกาย มันก็มิอาจจะััหรือตอบสนองกับสิ่งใดได้ ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนมานี้จึงคล้ายกับเปล่าประโยชน์สำหรับมัน
แต่จะนับเป็ความเปล่าประโยชน์เสียทีเดียวก็มิได้ ด้วยการที่มันฝึกปรือพลังลมปราณเพื่อเสริมสร้างพลังทางกายภาพที่จินเยว่ถ่ายทอดอยู่ทุกคืนค่ำ เหล่านี้ได้ทำให้มันมีพลังความแข็งแกร่งทางร่างกายที่เหนือวิญญูชนไปไกลแล้ว แม้ไม่พบวิถีแห่งพลังที่เหมาะสมต่อการทะลวงพลังจิติญญาของตนขึ้นมาจากการเพาะบ่ม แต่หากให้มันสู้อย่างเป็จริงเป็จัง มันก็สามารถที่จะสู้กับเหล่าผู้มีพลังจิติญญาสู่สามัญได้ ด้วยพลังทางกายภาพที่สามารถดีดสะท้อนทำลายพลังจิติญญาแห่งสรรพสิ่งคู่กาย จนอาวุธประจำตัวของสองตัวตนที่มีพลังจิติญญาสู่สามัญระดับห้าพังทลายลงได้นั่นคือสิ่งยืนยัน
“แม้จะยังไม่พบสิ่งที่เหมาะแก่การปลุกกระตุ้นให้พลังจิติญญาตื่นขึ้น แต่วิชาป้องกันตัวพื้นฐานก็รักษาชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัยซ้ำยังชิงชัยต่อบุคคลทั่วไปได้เหมือนกัน ข้ามีกระบวนเคล็ดวิชาอยู่ชุดหนึ่ง อันเป็เคล็ดวิชาทางกายภาพของบิดาข้า เ้ายินดีรับฟังหรือไม่”
จินเยว่ถ่ายทอดกระแสเสียงขึ้นมาในหัวของชายหนุ่ม
การไปเหมืองแห่งภูพยัคฆ์ เฉินซือหยางรู้ดีว่าตัวมันย่อมไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ เช่นนั้นข้อเสนอหนึ่งเดือนของมันจึงเกิดขึ้น ข้อเสนอของมันแท้จริงก็เพื่อมีเวลาให้ตนได้เตรียมตัว ตอนนั้นมันพานพบกับจินเยว่เป็ครั้งแรก พานพบความพิสดารและความลึกล้ำเกินหยั่งคาดของนาง นางเสนอที่จะเปลี่ยนชีวิตใหม่ให้แก่มัน มันจึงคิดรับข้อเสนอพร้อมฝึกปรือพลังไปในตัว หนึ่งเดือนมานี้มันพอจะได้เห็นแสงสว่างจากปลักโคลนที่ตนเคยจมจ่อมมาตลอดสิบแปดปี มันไม่เหมือนเดิมแล้ว แม้จะไม่ถึงขั้นใช้พลังจิติญญา แต่ตอนนี้ในร่างมันได้เริ่มเพาะบ่มพลังจิติญญา มิได้เป็คนที่พลังจิติญญาเหือดแห้งหรือไม่มีเหมือนก่อนแล้ว มันเพียงต้องรอเวลาและความเหมาะสมในเื่นี้ แต่ระหว่างที่ยังไม่มีความรุดหน้าด้านพลังจิติญญา การได้เรียนรู้เกี่ยวกับเคล็ดวิชาป้องกันตัวก็เป็สิ่งประเสริฐเหมือนกัน การไปเหมืองภูพยัคฆ์จักได้ไม่ลำบากจนเกินไป
“สิ่งใดที่ท่านถ่ายทอดย่อมเป็สิ่งที่ดีทั้งสิ้น ข้าไม่มีทางปฏิเสธ มีแต่คำขอบคุณที่จะมอบให้ หลังจากนี้ต้องให้ท่านชี้แนะแล้ว”
“ไม่ต้องกล่าวราวติดค้างบุญคุณอันใด เพราะว่าข้ากับเ้าล้วนต้องอาศัยซึ่งกัน หากไร้เ้าข้าก็คงมีโอกาสจะจบสิ้นบนแดนดาราแห่งนี้"
เฉินซือหยางผงกศีรษะอย่างเข้าใจ ก่อนกล่าวขึ้น
“เช่นนั้นก็มาเริ่มกันเลย"
จินเยว่พลางนึกถึงสิ่งที่บิดาเคยแสดงออกมา ก่อนถ่ายทอดผ่านกระแสเสียงออกไป
“ฟังให้ดี สิ่งที่ข้าจะถ่ายทอดต่อไปนี้คือเพลงดาบไร้อัตลักษณ์ทั้งห้า เป็เคล็ดวิชาที่ไม่ยากและไม่ง่าย เน้นที่ความเข้าใจในอัตลักษณ์เป็หลัก”
เห็นเฉินซือหยางสดับรับฟังอย่างตั้งใจ นางก็ถ่ายทอดต่อ
“เพลงดาบไร้อัตลักษณ์ทั้งห้าประกอบด้วย ไม่รู้ ไม่มี ไม่หนี ไม่ขัด และไม่ลังเล”
เฉินซือหยางพึมพำไปพร้อมกับหัวคิ้วที่ขมวดเป็ปม
“ไม่รู้ ไม่มี ไม่หนี ไม่ขัด ไม่ลังเล…”
จินเยว่อธิบายหลักสำคัญ
“ไม่รู้ คือไม่รู้ตัวตน ไม่รู้ว่าจะฟันดาบเล่มใดออกมา พลิกแพลงการใช้ตามสถานการณ์
…ไม่มี คือไม่มีความแน่นอน วิถีดาบไม่มีความตายตัว เน้นความหนักแน่น สยบด้วยวิถีการโจมตีเดียว
…คำว่าไม่หนี คือไม่หนีห่าง ชิงช่องว่างระยะประชิด ใช้ความสั้นยาวเข้าประหัตถ์ปะา ชิงความมีเปรียบของระยะอาวุธ
…ไม่ขัด คือไม่ขัดแย้งต่อหลักธรรมชาติ ไม่ต้านทานแบบทื่อตรงเกินไป แต่อาศัยการลู่ไหวไปตามแรงของวิถี ใช้หลักการเคลื่อนไหวชักนำการเคลื่อนไหว ต้านรับผ่อนแรง สวนกลับหนักหน่วง
…และสุดท้าย ไม่ลังเล ดาบที่เป็หนึ่งคือดาบไร้ปราณี จิตใจต้องหนักแน่นทุกการวาดออก อานุภาพของดาบอยู่ที่ใจ เด็ดเดี่ยวเพิ่มคม ลังเลไร้คม… นี่ก็คือหลักการไร้อัตลักษณ์ทั้งห้า เ้าจงจดจำเอาไว้ให้ดี”
เฉินซือหยางผงกศีรษะ
“หลักการที่จำไม่ยากแต่กลับรู้สึกถึงความยากที่จะใช้ออก”
“ไม่มีสิ่งใดง่ายดายหากไม่ผ่านการฝึกฝนหรือผ่านสถานการณ์คับขันเป็ตาย”
“เข้าใจแล้ว เช่นนั้นมาเริ่มฝึกกันเถอะ"
“ยังฝึกไม่ได้”
“ทำไม”
“เ้าโง่จริงหรือแสร้งโง่กันแน่ ฝึกเพลงดาบแต่ไร้ซึ่งดาบจักฝึกอย่างไร”
“ก็จริง เช่นนั้นข้าจะไปหาดาบ”
“ห้าเล่ม… เพลงดาบนี้ต้องอาศัยดาบห้าเล่ม อีกทั้งความสั้นยาวต้องไม่เท่ากัน"
เฉินซือหยางไม่ถามเหตุผล เพราะเมื่อมันลองนึกถึงหลักการของดาบไร้อัตลักษณ์ทั้งห้า มันก็เริ่มจะเข้าใจว่าทำไมต้องเป็ห้าดาบ และทำไมถึงต้องมีความสั้นยาวไม่เท่ากัน แต่มันเพียงสงสัยว่า
“หากข้าหาอาวุธมาใช้ก่อน แล้วจะมีผลต่อการเลือกอาวุธคู่กายที่มีพลังจิติญญาแห่งสรรพสิ่งคู่กายที่สัมพันธ์กันหรือไม่"
“บางคนแก่ชราจนใกล้ตายค่อยค้นพบจิติญญาแห่งสรรพสิ่งคู่กาย ค่อยได้ใช้อาวุธที่เหมาะสมกับตนเอง แต่เ้าคิดว่าระหว่างนั้นมันจะสู้กับศัตรูด้วยมือเปล่าหรือไม่ แน่นอนว่าคนเราเมื่อถึงคราจำเป็ก็ต้องหยิบอาวุธที่หาได้ขึ้นสู้ไปก่อน จะพบหรือไม่พบอาวุธที่เหมาะสมกับตนจริงๆ ค่อยว่ากันไปตามโอกาสและวาสนา อีกอย่างแม้เชื่อมโยงเป็อาวุธคู่กายแล้ว แต่หากไม่ผูกพลังชีวิตร่วมด้วย เมื่อพบอาวุธใหม่ที่ดีกว่าก็สามารถทำลายอาวุธเดิมและพันธะการเชื่อมโยงเสริมประสานเดิมเพื่อทำการเชื่อมโยงกับสิ่งใหม่ก็ยังได้”
"หากผูกพลังชีวิตร่วมด้วยเป็อย่างไร"
"อาวุธคู่กายจะสำแดงอานุภาพแห่งพลังจิติญญาสรรพสิ่งจำเพาะได้สูงสุด แต่ข้ออันตรายคือเมื่อใดที่อาวุธคู่กายนั่นถูกทำลาย มันจะกระทบไปถึงพลังชีวิต ทำลายไปถึงแก่นฐานหรือแก่นกำเนิดพลังจิติญญา หากไม่ตายก็สติฟั่นเฟือน เช่นนั้นคนทั่วไปจึงไม่ทำการผูกพลังชีวิตร่วมกับการเชื่อมโยง อย่างเช่นคนงานบ้านเ้า พวกมันไม่ได้ผูกพลังชีวิตร่วมด้วย เมื่ออาวุธคู่กายพังเสียหาย จึงแค่กระอักโลหิตและาเ็ไม่ถึงขั้นชีวิต"
เฉินซือหยางพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“เช่นนี้นี่เอง ขอบคุณท่านที่ชี้แนะ"
เหลือเวลาอีกสามวัน เมื่อปลุกพลังจิติญญาจากการเพาะบ่มยังไม่ได้ มีแต่ต้องอาศัยการฝึกลมปราณและวิชาทางกายภาพนี้ เฉินซือหยางค้นหาตามแผงอาวุธทั่วเมืองไผ่เขียว มันไม่สนใจถึงการตอบสนองระหว่างอาวุธกับจิติญญาของตนแล้ว มันเห็นว่าดาบเล่มใดเหมาะมือ ดาบเล่มใดน่าจะเข้ามือมากที่สุด มันก็ซื้อดาบเล่มนั้น จนในที่สุดก็ได้ดาบห้าเล่มสั้นยาวไม่เท่ากันมาพกติดตัว
สองเล่มถูกสะพายเคียงคู่อยู่ที่แผ่นหลัง
อีกสองเล่มถูกพกติดด้านข้างลำตัวบริเวณเอวซ้าย
และเล่มสุดท้ายที่สั้นที่สุดพกขนาบอยู่ที่สายรัดเอวบริเวณด้านหลัง
แม้มีดาบห้าเล่มติดตัว แต่การจัดวางตำแหน่งของการพกดาบกลับเป็ระเบียบดูไม่เกะกะสายตา ดูเหมาะสมทะมัดทะแมงราวกับเป็ส่วนหนึ่งของร่างกาย แต่ทั้งที่เป็เช่นนั้น ผู้ใดได้เห็นก็ล้วนแต่พากันลอบกลั้นขำในใจ หากเป็ผู้อื่นพกดาบห้าเล่มคงดูสง่าน่าเกรงขาม แต่เมื่อเป็เ้าคนไร้ค่าไม่เอาไหนพกดาบ จึงนับเป็เื่ที่น่าตลกอย่างแท้จริง ผู้คนต่างซุบซิบนินทา ทั้งคาดเดาไปต่างๆ นานาว่าชายหนุ่มคงกลัวจนขึ้นสมอง ไม่นานจะถูกตระกูลส่งไปยังเหมืองที่ว่ากันว่าอันตรายที่สุด มันถึงได้ทำตัวน่าขันหาซื้ออาวุธพกติดกายหลายเล่มเช่นนี้
เฉินอู่หลงเมื่อได้เห็นก็ยิ่งดูแคลน
“ต่อให้เ้าขนอาวุธไปทั้งเมืองไผ่เขียว อาวุธเ่าั้ใยจะคุ้มกะลาหัวเ้าได้"
ผู้าุโสูงสุดก็ลูบเคราแลยิ้มเหยียดออกมา
“ขยะก็ยังเป็ขยะอยู่วันยังค่ำ มันคงคิดว่าพกอาวุธเยอะแล้วจะปลอดภัยสินะ"
เฉินหลี่ไป๋ก็กล่าวขึ้นพลางยกยอบุตรชายตนเอง
“คนเช่นนี้หรือจะมาเทียบบารมีบุตรชายของแม่ได้”
เฉินอู่หลงก็พ่นลมหายใจออกมา
“หากเป็ปกติย่อมไม่ แต่มันดันบัดซบชิงเกิดในฐานะที่ควรจะเป็ข้า”
“ลูกแม่ อีกไม่นานสิ่งนั้นก็จะเป็ของเ้า ในตระกูลนี้ นอกจากนังจื่อรั่วแล้วยังมีใครยอมรับในตัวของมันอีก”
“ต้องเป็ของข้าแน่ และจะเป็ของข้าโดยไร้สิ่งกวนใจใด!”
เฉินซือหยางพกดาบมุ่งไปทางด้านหลังตระกูลไม่สนสายตาใคร แม้จะรับรู้ได้ถึงความชิงชังและการเหยียดหยามจากสายตาเ่าั้ แต่มันก็หาได้ใส่ใจ ตราบใดที่ยังไม่มีใครมารังควานหรือรังแกมันในตอนนี้ แน่นอนว่ามันก็จะไม่หาเื่ผู้อื่นอย่างแน่นอน
ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างไม่ก้าวก่าย หากใครดีมาก็ดีไป แต่ใครร้ายมามันจักร้ายกว่า นี่ก็คือสิ่งที่มันเริ่มยึดถือนับั้แ่เริ่มเห็นฝันตื่นหนึ่งซ้ำไปซ้ำมา
เฉินซือหยางมาถึงประตูด้านหลังของตระกูลก็ตรงไปที่ธารน้ำตกที่มันเคยฝึกแบกหินยืนต้านกระแสน้ำต่อทันที วันนี้จินเยว่มิได้ให้มันแบกหิน แต่นางให้มันฝึกฟันดาบห้าเล่มสลับไปมาภายใต้ธารน้ำตกที่ร่วงหล่นกระแทกร่าง ชายหนุ่มฝึกซ้ำไปซ้ำมา สลับการฟาดฟันดาบแล้วดาบเล่า พร้อมกับการชักดาบสอดดาบเข้าออกฝักให้มีความชำนาญ ชายหนุ่มขมักเขม้นฝึกดาบอย่างหนักหน่วง ฟันดาบซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้ผ่านไปกี่หน จวบจนอาทิตย์ลาลับ ท่อนแขนหนักอึ้งราวกับแบกไว้ด้วยูเา แต่ชายหนุ่มก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด มันยังคงฝืนฟาดฟันดาบอยู่อย่างนั้น
จินเยว่เสมอมาคอยชี้แนะวิถีของการวาดดาบ ประกอบกับทิศทางที่สะบั้นดาบแต่ละเล่ม แนวทางใดที่นางพอจะจดจำได้จากการที่เคยเห็นบิดาใช้ออก นางก็ถ่ายทอดแก่เฉินซือหยางทั้งสิ้น นางแม้ไม่มั่นใจว่าถ่ายทอดได้เต็มสิบส่วนหรือไม่ แต่พอเห็นวิถีดาบของชายหนุ่ม การกวัดแกว่งดาบที่เฉียบคมหนักแน่น การสลับดาบฟาดฟันอย่างต่อเนื่องไม่ขาดตก นางก็พอรู้สึกได้ว่านี่เพียงพอต่อการใช้สู้ป้องกันตัวแล้ว
ขณะที่เฉินซือหยางยังคงสลับฟันดาบใต้ธารน้ำตกอย่างมุ่งมั่น สายลมหอบหนึ่งก็พุ่งผ่านกระแสน้ำที่ร่วงตกไป เฉินซือหยางััได้ถึงความไม่ธรรมดาของสายลมนี้ อีกทั้งหางตาก็คล้ายเห็นเงามายาขนาดใหญ่เคลื่อนผ่าน สัญชาตญาณของชายหนุ่มส่งให้มันได้ตวัดดาบในมือสองเล่มฟันเฉียงจากล่างขึ้นบนอย่างรวดเร็ว
ด้วยความเร็วของการตวัดดาบ กอปรกับพลังแขนที่อัดแน่นไปด้วยพลังกายภาพที่ดุดัน ส่งให้ดาบนี้ตัดม่านน้ำตกจนราวกับตัดกระดาษ ในชั่วพริบตากระแสน้ำหายไปทั้งแถบราวกับถูกตัดแบ่งออกจากกัน หลายอึดใจมวลน้ำค่อยร่วงหล่นตามวิถีธรรมชาติดังเดิม ส่วนร่างของเฉินซือหยางพุ่งออกมาเบื้องหน้าตามวิถีของดาบแล้ว
หนึ่งดาบแม้ฉับไวและทรงพลัง แต่ก็ยังมิทันเงาร่างที่ใหญ่โตวูบนั้นอยู่ดี ตอนนี้ภายใต้ลำธารไม่มีตัวตนใดปรากฏอยู่ มีเพียงเฉินซือหยางที่มองไปรอบๆ ก่อนพบว่าที่โขดหินเบื้องหน้า โขดหินที่เสมอมาว่างเปล่าไร้สิ่งใด บัดนี้กลับมีกล่องไม้สี่เหลี่ยมขนาดเท่ากำปั้นวางอยู่ เฉินซือหยางจึงหยิบกล่องไม้ขึ้นมาดู รอบกล่องไม้มีรอยคล้ายเขี้ยวสัตว์ที่แหลมคมขบกัดอย่างเห็นได้ชัด ไม่รู้ว่าเงาร่างนั่นจะเกี่ยวข้องกับกล่องไม้นี้หรือไม่
“นี่มัน?”
ด้วยความสงสัยชายหนุ่มจึงเปิดดู เพียงเปิดออกก็ได้กลิ่นหอมของสมุนไพรบางอย่างกระทบโสตประสาท แม้มีเพียงกลิ่นก็ทำให้คนรู้สึกกระปี้กระเปร่าอย่างบอกไม่ถูก หลังจากมีกลิ่นหอมจางปรากฏ แสงสะท้อนเล็กๆ ก็เจือออกจากกล่องตามมา แสงนี้เกิดจากของสิ่งหนึ่งที่มีลักษณะกลมมน ขนาดเท่าหัวแม่มือ มีสีฟ้าครามสดใสราวกับกระแสน้ำจากธารน้ำตกที่ตนกำลังยืนแช่อยู่ เฉินซือหยางไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใด แต่จินเยว่ได้ถ่ายทอดกระแสเสียงออกมา
“ไม่คิดว่าที่เมืองเล็กๆ อย่างเมืองไผ่เขียวจะมียาลูกกลอนจิตวารีระดับนี้ได้ แม้ความบริสุทธิ์นับว่าอยู่ในระดับต่ำแลห่างไกลจากที่ข้าเคยพบเห็น แต่สำหรับกับคนที่อยู่แดนดาราแห่งนี้ แน่นอนว่าย่อมมีประโยชน์ต่อการฝึกฝนเพิ่มพูนพลังจิติญญาอยู่ไม่น้อย”
“หากสำคัญเช่นนี้ใยถึงทำตกหล่นได้"
จินเยว่มองไปยังทิศทางของเงาร่างที่เคลื่อนผ่านมาวูบหนึ่ง นางััถึงตัวตนของเงาร่างนี้ั้แ่ต้น ทว่าเนื่องจากนางมิได้ััถึงจิตสังหารของฝ่ายตรงข้าม นางจึงมิได้เตือนเฉินซือหยางหรือทำอะไร เพียงแต่คิดสงสัยว่าเหตุใดที่แดนดาราพิภพอันห่างไกลและไร้ทรัพยากรจึงปรากฏสัตว์เทวะที่หายากเช่นนี้ได้ จะบอกว่านางตาฝาดก็คงมิใช่
“เ้ามองไม่ออกจริงๆ? ตัวตนที่แม้แต่ดาบซึ่งรวดเร็วแลเฉียบคมของเ้ายังตามไม่ทัน คิดว่ามันจะมาทำของสำคัญตกลงอย่างง่ายๆ อย่างนั้นหรือ"
“จะบอกว่ามันจงใจมอบให้ข้า?... ตัวข้าไม่เคยมีสหาย ไม่เคยมีใครอยากผูกมิตร…”
“มีไม่มีก็ช่างเถิด แต่เมื่อได้ทรัพยากรดีมาอยู่ในมือก็จงไขว่คว้าซะ สิ่งนี้แม้ไม่อาจเติมเต็มและปลุกพลังจิติญญาของเ้าให้ตื่นขึ้นมาได้ แต่อย่างน้อยมันก็จะค่อยๆ สะสมแลเพิ่มพูนพลังจิติญญาที่เพาะบ่มของเ้าไปทีละนิด เมื่อไหร่ที่พลังจิติญญาที่เพาะบ่มถูกเติมเต็ม พลังจิติญญาของเ้าก็จะทะลวงขึ้นมาเหมือนคนทั่วไป"
“นี่ก็คือหนึ่งในโอกาสและวาสนาที่ท่านเคยบอกสินะ"
“ไม่ใช่เสียทั้งหมด โอกาสและวาสนาของเ้ายังต้องมากกว่านี้ มากชนิดที่ว่าเ้ายังมิอาจจินตนาการถึง"
เฉินซือหยางได้ฟังคำตอบของนางถึงกับลอบทอดถอนใจ ครุ่นคิดไปว่าตกลงการบ่มเพาะพลังจิติญญาของตนเป็อย่างไรกันแน่ เหตุใดจึงดูยุ่งยากมากกว่าผู้อื่นมากนัก ก่อนมันจะมองยาลูกกลอนในมือแล้วกล่าวถาม
“สิ่งนี้ใช้ยังไง"
จินเยว่ตอบ
“กินมันซะ… ใช้จิติญญาของเ้ากินมัน"