ตอนที่ 10 วิหคคืนถิ่น
อาค่อและเหล่าซันพกพาสัมภาระพะลุงพะลัง ช่องน้ำตกคับแคบทั้งสิ้นเปลืองเรี่ยวแรง ทั้งใช้เวลาเคลื่อนย้ายสัมภาระสร้างความเหน็ดเหนื่อยแก่พวกมันจนหลั่งเหงื่อโทรมกาย แต่ในที่สุดพวกมันก็มาถึงรังของเทพคุ้มครองแล้ว
“เหล่าซันกลไกที่เ้าค้นพบอยู่ที่ใด”อาเค่อเอ่ยถามหลังจากช่วยกันขนย้ายสัมภาระไว้มุมหนึ่งของถ้ำ เหล่าซันนึกทบทวนความทรงจำ ก่อนชักนำอาเค่อไปยังซากของเทพคุ้มครองที่เน่าเปื่อยเหลือเพียงโครงกระดูก
“ในตอนนั้นเ้าสั่งให้ข้าซ่อนตัวไว้ ข้าคลืบคลืนลึกเข้าไปจากนั้นก็กลับมาจากบริเวณนั้น”เหล่าซันทบทวนความทรงจำอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดนนำหน้าอาเค่อไปจนถึงบริเวณกลไกที่มันพบเจอ
“การเรียงตัวของหินเป็รูปแบบของกลไกจริงๆ”อาเค่อสำรวจผนังหินโดยรอบ กลไกเหล่านี้ถูกสร้างด้วยก้อนหิน มีร่องรอยการสลักตัวอักษรรูปภาพไว้ แต่ก็ถูกกาลเวลากัดกร่อนทำลายจนไม่สมบูรณ์
“อาเค่อเ้าดู”เหล่าซันสังเกตุเห็นบางสิ่ง มันจึงเรียกให้อาเค่อสังเกตุตาม ด้าข้างของกลไกทั้งสอง บนผนังมีช่องกลวงลึกเข้าไปในผนังหิน ดวงตาทั้งสี่คู่ทอประกายวูบหนึ่ง พวกมันหันมาสบตากันคล้ายกับเข้าใจความคิดโดยมิต้องเอ่ยปาก ทั้งคู่รีบตรงกลับไปที่ซากของเทพคุ้มครองที่หลงเหลือเพียงโครงกระดูก ช่องกลวงของพนังถ้ำมีขนาดเท่ากับเขี้ยวพิษของทพคุ้มครองได้อย่างพอดีตามที่พวกมันคาดการณ์ไว้ หลังจากช่วยกันถอนดึงเขี้ยวพิษอยู่นานแต่ก็ไม่สามารถถอนดึงมันออกจากกะโหลกได้
“พยายามต่อไปคงเสียแรงเปล่า ถึงเวลาใช้ของวิเศษของข้าแล้ว”เหล่าซันหยิบเอ็นเหล็กดำออกมาใช้งาน สมกับที่เหล่าซันยกให้เป็ของวิเศษเพียงไม่นานเขี้ยวพิษของเทพคุ้มครองที่พวกมันทุ่มเทเรี่ยวแรงไปมากมายยังไม่สามารถถอนดึงได้กลับถูกเลื่อยตัดออกมา
“เอ็นเหล็กดำของเ้า เป็ของวิเศษจริงๆ”อาเค่อกล่าวชม ตลอดระยะเวลาหลายปีนี้ เอ็นเหล็กดำของหล่าซันช่วยเหลือพวกมันยามอับจนหนทางไว้หลายครั้งจริงๆ
“ไปกันเถอะอาเค่อ ข้ารอที่จะเห็นท้องฟ้าไม่ไหวแล้ว”อาเค่อกับเหล่าซันพกพาสัมภาระกับเเขี้ยวพิษของเทพคุ้มครองมาจนถึงตำแหน่งกลไก พวกมันแยกกันถือเขี้ยวพิษไปที่ช่องกลวงบนผนังหิน
“เมื่อข้าให้สัญญาณ พวกเราจะเสียบเขี้ยวพิษเข้าไปพร้อมๆกัน เตรียมพร้อม...จัดการได้”เมื่ออาเค่อให้สัญญาณ เหล่าซันก็เสียบเขี้ยวพิษเข้าที่ช่องกลวงบนผนัง ขี้ยวพิษทั้งสองจมหายเข้าไปในผนังถ้ำพร้อมๆกัน
“ฉี่ๆ”พิษร้ายภายในเขี้ยวพิษถูกปลดปล่อยอกมา มีเสียงคล้ายเกิดการกัดกร่อนขึ้นภายในกลไก หลังจากนั้นเส้นสายบนผนังก็ปรากฏแสงเรืองรอง เส้นสายเชื่อมต่อประสานกันไปมาจนผนังถ้ำสว่างไสว
“ครืนๆ”โพรงถ้ำเกิดการสั่นสะทือนเล็กน้อย อาเค่อกับหล่าซันขยับตัวถอยห่างจากกลไก จ้องมองดูผนังหินค่อยๆแยกออกจากกันอย่างน่าประหลาดใจ ด้านหลังผนังหินที่เลื่อนออกจากกันปรากฏช่องทางแคบๆขึ้นช่องหนึ่ง
“ช่องทางอีกแล้ว ถ้าข้างหน้าเป็ทางตันอีกเล่า”เหล่าซันกล่าวด้วยท่าทางวิตกกังวล
“มีแต่ต้องไปให้สุดทางเท่านั้นถึงรู้ได้”อาเค่อก็รู้สึกกังวลเช่นกัน แต่นี่เป็ครั้งแรกในรอบเจ็ดปีที่มันรู้สึกว่ามีผลลัพธ์มากกว่าครั้งใด อาเค่อหยิบฉวยสัมภาระออกนำเหล่าซันเข้าสู่ช่องทางแคบๆนั้นด้วยจิตใจที่ตื่นเต้นวิตกกังวล
ช่องทางภายในไม่คับแคบเท่าใดนัก ถึงแม้อาเค่อและเหล่าซันพกพาสัมภาระมาด้วยจำนวนหนึ่ง ยังสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างราบรื่นไม่ติดขัดเท่าใดนัก เส้นทางทอดยาวไปในความมืดโชคดีที่ละอองเกสรตะไคร่ละอองตาวช่วยให้แสงสว่างระดับหนึ่ง อากาศรอบๆตัวทั้งร้อนทั้งชื้นพวกมันออกเดินจนเสื้อผ้าเปียกปอนด้วยหยาดเหงื่อ
“อาเค่อเ้ารู้สึกได้หรือไม่”หลังจากดินมาได้ระยทางหนึ่งเหล่าซันก็เอ่ยปากถาม
“อากาศเริ่มเย็นสบายขึ้น ไม่อันชื้นเช่นตอนแรก”อาเค่อตอบ
“ใช่แล้ว ข้ารู้สึกได้ถึงสายลมอ่อนๆ รีบตามมา”เหล่าซันออกวิ่งตามสายลมเบาบางไปด้วยความตื่นเต้น อาเค่อที่หอบหิ้วสัมภาระมากกว่าได้แต่ติดตามไปด้านหลัง ความรู้สึกยามสายลมกระทบผิวยิ่งมายิ่งชัดเจน เหล่าซันลิงโลดวิ่งสุดฝีเท้าอย่างลืมตัว แสงสว่างที่ปลายทางยิ่งทำให้จิตใจของมันเต้นรัว
“ท้องฟ้า ทุ่งหญ้า ป่าไม้ ข้ากลับมาแล้ว”สองแขนของเหล่าซันกางออก คล้ายกับ้าโอบกอดโลกเบื้องนอกไว้ในอ้อมแขน มันอยากล้มกลิ้งตัวลงบนทุ่งหญ้าเบื้องนอกหากแต่พื้นใต้เท้าของมันกลับหายไป
“อาเค่ออ ช่วยด้วย!”เหล่าซันกรีดร้องไม่เป็ภาษา ที่แท้ปลายทางที่แสงสว่างส่องเข้ามาเป็ปากถ้ำแห่งหนึ่ง ด้านนอกเป็หน้าผาสูงชัน เบื้องล่างมีแม่น้ำไหลเชี่ยวรุนแรง
“อาเค่อ อาเค่ออ”เหล่าซันมองสัมภาระส่วนหนึ่งของตนเองที่หล่นกระทบเบื้องล่าง จากนั้นก็จมหายไปในกระแสน้ำที่ไนเชี่ยว โชคดีที่มันปล่อยสัมภาระท้ิงแล้วคว้าจับเส้นเถาวัลย์ไว้ได้ แต่สภาพการณ์ก็น่าหวาดหวั่น
“ฮ่าๆๆ สภาพเ้าน่าตลกยิ่งนัก จับเถาวัลย์ให้แน่นข้าจะดึงเ้าขึ้นมา”สภาพเหล่าซันที่ส่งเสียงร้องปานจะร่ำไห้สร้างความขบขันแก่อาเค่อยิ่ง หลังจากช่วยเหล่าซันที่เกาะเถาวัลย์เป็วารน้อยเกาะหลังมารดาขึ้นมาได้ พวกมันต่างจ้องมองไปที่ท้องฟ้าเบื้องนอก ครุ่นคิดถึงอิสระที่ได้รับกลับมาอีกครั้ง
“อาเค่อ ั้แ่ติดอยู่ในถ้ำพวกเราคิดแต่หาทางเอาชีวิตรอดออกมา ในตอนนี้ออกมาได้แล้ว เ้าตั้งใจจะทำอย่างไรต่อไป”คำถามของเหล่าซันทำให้อาเค่อนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
“ผู้คนที่รักข้าเสียสละไปมากมายเพื่อให้ข้ามีชีวิตอยู่ต่อไป ข้าตั้งใจจะใช้ชีวิตให้ดี มีความสุขเพื่อให้การเสียสละของคนเ่าั้ไม่สูญเปล่า แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำเช่นไร”เหล่าซันรู้สึกได้ถึงความแน่วแน่ และความวิตกกังวลในน้ำเสียงของอาเค่อ
“หากตอนนี้ยังไม่รู้ ก็ต้องใช้เวลาเรียนรู้ เ้าอาจไม่รู้วิธีการ แต่เ้ามีเป้าหมายที่ชัดเจนนั่นก็เพียงพอแล้ว”อาเค่อยิ้มรับ มันย่อมทราบดีว่าสหายรักของมันกำลังพยายามช่วยให้มันคลายความกังวลลง
“ขอบใจเ้ามาก แล้วเ้าจะทำเช่นไรต่อไป”อาเค่อถามกลับ
“ข้าจะไปที่เมืองหู่หลง ท่านพ่อเคยเล่าว่าเมืองแห่งนั้นเป็ที่ชุมนุมของพยัฆซ่อนัหมอบ เต็มไปด้วยผู้แข็งแกร่งมากมาย ในบุคคลเ่าั้มีสุดยอดมือธนูผู้หนึ่ง ท่านพ่อมุ่งมั่นจะพิสูจน์ฝีมือด้วยสักครั้ง ในเมื่อท่านพ่อไม่มีโอกาสนั้น ข้าจะสานต่อความมุ่งมั่นของท่านผู้เฒ่าเอง อาเค่อเ้าจะไปกับข้าหรือไม่”ดวงตาที่เป็ประกายยามพูดถึงบิดาของเหล่าซัน สะกิดให้อาเค่อนึกถึงเื่ราวในหมู่บ้าน ชีวิตที่เติบโตมาด้วยความรักความเสียสละของท่านตา ท่านพ่อและท่านแม่ ั้แ่เกิดรื่องจนถึงบัดนี้มันไม่มีโอกาสได้กล่าวลาแม้สักคำหนึ่ง
“คงไม่ ข้าคิดกลับไปที่หมู่บ้านสักครั้งเพื่อกล่าวคำลา หลังจากนั้นข้ายังไม่แน่ใจ”เหล่าซันยิ้มรับ มันย่อมทราบดี ทุกคนย่อมมีเป้าหมายที่แตกต่าง สักวันหนึ่งต้องออกเดินไปบนเส้นทางที่แผ้วถางด้วยตนเอง
“ถึงเวลาแยกจากกันแล้วสินะ ข้าจะอยู่ที่เมืองหลงหู่จนกว่าจะสานฝันท่านพ่อได้สำเร็จ เ้าสามารถหาข้าได้ที่นั่น”เหล่าซันกล่าว
“ข้าต้องไปเยี่ยมเยียนเ้าสักวันหนึ่งอย่างแน่นอน”ใบหน้าของพวกมันประดับด้วยรอยยิ้ม ต่างจ้องมองแสงอาทิตย์ยามสนทยา สาดส่องผ่านหมู่เมฆสะท้อนประกายหลากสีงดงามจับตา
ดวงตะวันลาลับขอบฟ้า สายลมพัดพาใบไม้แห้งโปรยปราย อาเค่อจ้องมองพื้นที่ว่างเบื้องหน้า ในใจของมันดุจดั่งมีหินหนักก้อนหนึ่งกดทับเอาไว้ ความรู้สึกมากมายถาโถมเข้ามา ความทรงจำนับร้อยพันเชื่อมโยงั้แ่อดีตจนปันจุบันผันผ่านภายในชั่วพริบตา อาเค่อคุกเข่าลงก้มหัวจรดพื้นคำนับไปเบื้องหน้าที่ว่างเปล่า
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านตา อาเค่อมากล่าวลาพวกท่านแล้ว ชีวิตนี้ที่พวกท่านสละให้ข้าจะใช้มันให้ดีมีความสุข ข้าจะไม่ให้การเสียสละของพวกท่านต้องสูญเปล่า”หลังจากแยกกับหล่าซันอาเค่อจับทิศทางมุ่งเข้าสู่หุบเขาสามดินแดนจนถึงสถานที่ว่างเปล่าที่เคยเป็หมู่บ้านของมัน เมื่อกล่าวคำลาและคำนับให้แก่ครอบครัวของมันเสร็จสิ้น อาเค่อก็ออกเดินเท้าลึกเข้าไปในป่า ทิศทางของมุ่งตรงสู่ท้องทะเลทางทิศใต้
หลังจากแยกจากอาเค่ เหล่าซันเดินทางกลับสู่กระท่อมกลางป่าใหญ่ ระยะเวลาเจ็ดปีผ่านไป ต้นไม้ใบไม้และสิ่งต่างแปรเปลี่ยนไป แต่เหล่าซันยังสามารถจดจำเส้นทางได้อย่างแม่นยำ เพียงหนึ่งอาทิตย์เหล่าซันก็ดินทางถึงที่หมาย กระท่อมน้อยยังคงอยู่ เพียงแต่ชำรุดเสียหายเกินกว่าจะใช้งานได้ หลังคาที่มุงจากใบหญ้าผุพังจนหมดสิ้น คงเหลือไว้เพียงโครงไม้บนหลังคา หน้าต่างประตูล้วนถูกสายลมพายุพัดพังไปนานแล้ว เหล่าซันทอดถอนใจจ้องมองภาพตรงหน้า มันก้าวเดินผ่านพ้นธรณีประตูด้วยความทรงจำและความรู้สึกอันหลากหลาย น้ำตาแห่งความคะนึงหาไหลหยดลงกระทบพื้นโดยไร้ซึ่งซุ้มเสียง ความเงียบที่น่าหดหู่ใจดำเนินไปอยู่ครู่นึง สายตาของเหล่าซันพลันเหลือบไปเห็นม้วนอักษรที่ขาดวิ่นยังคงแขวนอยู่ แม้จะผ่านกาลเวลาจนสถานที่ผุพังลงแต่ถ้อยคำบนม้วนหลังอักษรยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความมุ่งมั่นอันแรงกล้า
“พิชิตพันลี้”ดุจดั่งพลังและความมุ่งมั่นบนอักษรนั้นไหลกระแทกเข้าสู่จิตใจของเหล่าซัน สองมือของมันกุมธนูไผ่แดงไร้ป้อง ประสานมือคุกเข่าคารวะต่อหน้าม้วนอักษรนั้น
“ท่านพ่อ ข้าจะสานต่อความฝันของท่านเอง”เหล่าซันบรรจงพันม้วนอักษรนั้นลงบนด้ามธนูไผ่แดงไร้ปล้งของมันจนแแ่ ก่อนพกพาห่อสัมภาระของมันมุ่งตรงสู่เมืองหู่หลง