หยางซูหนิงเกิดใหม่ทั้งทีขอถล่มแคว้นจิ้งให้ราบ

    บทที่ 10 ชินหวังอ๋องหลี่ไท่หนาน

    รุ่งเช้าวันต่อมา...แสงอรุณยามเช้าสาดส่องลอดผ่านหน้าต่างพร้อมกับลมโชยอ่อนเข้ามายังโต๊ะประทินโฉม เบื้องหน้าของโต๊ะคือซูหนิงที่กำลังหยิบแผ่นชาดบางเบาขึ้นแตะประทับลงบนเรียวปากอย่างแผ่วเบา ก่อนเม้มริมฝีปากเข้าหากัน เผยสีชาดแดงระเรื่อดุจกลีบบุปผาแรกแย้มยามต้องแสงอรุณ งดงามละมุนจนชวนให้ผู้คนมิอาจละสายตา

    “เร็วเข้าคุณหนูทุกท่าน ใกล้ได้เวลาแล้ว!” เสียงป่าวลั่นของกูกู ทำให้คุณหนูจากตระกูลต่างๆที่พักอยู่ภายในห้องพักของตนรีบออกมาอวดและให้ยวนโฉม...ประชันความงามของใบหน้าและอาภรณ์

    ซึ่งผิดกับซูหนิงที่เดินออกมาด้วยอาภรณ์ที่ให้ความรู้สึกเรียบง่ายธรรมดา ทำให้เหล่าบรรดาคุณหนูจากหลายตระกูลมากมายที่แต่งกายอย่างงดงามฟุ่มเฟือยเมื่อเห็นก็พลันมองมาด้วยสายตาเหยียดหยาม ซูหนิงเมื่อได้เห็นแววตาเหยียดหยามที่สื่อออกมาของเหล่าบรรดาคุณหนูผู้สูงศักดิ์ในใจลึกๆก็อดไม่ได้ที่จะลอบรู้สึกขบขัน

    หลังจากที่เหล่าบรรดาคุณหนูจากหลายตระกูลมารวมตัวกันครบจนหมดแล้ว กูกูก็เริ่มจัดให้พวกนางเรียงแถวตามลำดับความสูงให้ดูงดงาม ซูหนิงที่มีร่างสูงบางจึงได้ยืนอยู่แถวท้ายๆ ทันทีที่จัดแถวเสร็จ กูกูจึงเริ่มนำพวกนางเดินตรงไปยังโถงพิธีเพื่อเริ่มการคัดเลือก ระหว่างทางซูหนิงได้ใช้สายตากวาดมองเหล่าบรรดาคุณหนูก็พบว่า...พวกนางทุกคนต่างแต่งกายให้หรูหราโดดเด่นสะดุดตา ทว่ามีเพียงแต่ซูหนิงที่แต่งงานเรียบง่ายดูธรรมดา เมื่อซูหนิงเห็นดังนั้นก็พลันรู้สึกว่าแผนการที่วางไว้ดูเหมือนจะสำเร็จไปแล้วกว่าครึ่ง

    บัดนี้ก็เหลือเพียงตัวแปรสุดท้ายอย่างชินหวังอ๋องก็เท่านั้น ซึ่งว่ากันว่าชินหวังอ๋องผู้นี้ไม่ชอบคลุกคลีกับสตรี ซ้ำยังมีนิสัยที่เย็นชาเงียบขรึมคาดเดาได้ยาก แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ไม่ได้ทำให้หยางซูหนิงผู้นี้รู้สึกหวาดหวั่นเลยแม้แต่น้อย

    ทันทีที่มาถึงยังโถงพิธี เบื้องหน้าของพวกนางคือโถงของพระราชวังขนาดใหญ่ถูกสร้างให้หรูหราและมั่นคง ภายในยังมีฮ่องเต้ที่มานั่งรออยู่ก่อนส่วนที่นั่งอีกที่หนึ่งกลับว่างเปล่าไร้ซึ่งเงาของชินหวังอ๋อง

    ‘นั่นคงจะเป็นฮ่องเต้หลี่ตงเฉิน รัศมีไม่เหมือนคนธรรมดาเสียจริง...’ ซูหนิงคิดขึ้นพร้อมกับหวนนึกถึงคนคนนั้นที่หลอกใช้นาง รัศมีของคนทั้งสองชั่งเเต่งต่างกันราวฟ้ากับเหว

    “นี่พวกเจ้า! ทำไมท่านพี่ข้ายังไม่มาอีกล่ะ คิดจะเบี้ยวอีกแล้วใช่หรือไม่ ข้าอุตส่าห์จัดงานเลือกชายาให้เขามาสามหนแล้วนะ หากรอบนี้เขาไม่มาข้าจะ—” เสียงบ่นพึมพำของหลี่ตงเฉินฮ่องเต้กำลังกล่าวบ่นอย่างหัวเสียใส่ขันทีคนสนิท แต่ทว่าประโยคยังกล่าวไม่จะทันจบก็ถูกคำกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวพูดแทรกขึ้น “จะอะไร!?” เสียงแข็งกร้าวของชินหวังอ๋องหลี่ไท่หนาน พี่น้องร่วมมารดาของฮ่องเต้หลี่ตงเฉินกล่าวขึ้นจนทำให้ผู้เป็นน้องพลันเหงื่อตก ทันทีที่เขาก้าวเข้ามาบรรยากาศรอบๆก็เริ่มอุณหภูมิลดต่ำลงจนรู้สึกหนาว หลี่ตงเฉินเมื่อเห็นผู้เป็นพี่มาก็รีบกล่าวเปิดงานอย่างรวดเร็ว “เริ่มการคัดเลือกได้!”

    ซูหนิงเมื่อเห็นชินหวังอ๋องหลี่ไท่หนานก็รู้สึกว่าเขาต่างจากที่คาดไว้เล็กน้อย ‘ข้านึกว่าจะชรา หัวขาวโพลน ผิวหนังเหี่ยวย่นเสียอีก...’  ส่วนบรรดาคุณหนูคนอื่นเมื่อเห็นใบหน้าอันหล่อเหลาคมสันพร้อมกับบุคลิกที่มาดขรึมกลับรู้สึกใจสั่นและแสดงใบหน้าที่เขินอาย

    หลังจากที่หลี่ไท่หนานนั่งลงสายตาที่สุดแสนจะเย็นยะเยือกก็มองมายังบรรดาคุณหนูจากหลายตระกูล ใบหน้าของเขาแสดงให้เห็นว่ากำลังหงุดหงิดและไม่พอใจ เหล่าบรรดาคุณหนูที่ถูกสายตาดุจน้ำแข็งนั้นมองมาก็รู้สึกผวาและเริ่มหวั่นเสียแล้ว แต่ดวงตาน้ำแข็งนั่นใช้ไม่ได้กับหยางซูหนิง นางไม่ได้ดูสึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังไม่ได้สนใจในตัวของหลี่ไท่หนาน แม้ว่าเขาจะมีใบหน้าที่หล่อเหลาแต่ความหล่อเหลานั้นมันกินไม่ได้สำหรับนาง ซ้ำยังช่วยให้นางแก้แค้นคนคนนั้นไม่ได้อีกด้วย มีเพียงแต่ตำแหน่งพระชายาของเขาที่นางสนใจและต้องการ

    หลี่ไท่หนานที่มองมายังบรรดาเหล่าคุณหนูในใจก็รู้สึกว่าสตรีพวกนี้ช่างน่าเบื่อยิ่งนัก ไม่ว่าจะนิสัยที่เสแสร้งทำเป็นว่าอ่อนแอ พูดจาหวานหูจนรู้สึกอึดอัด ไม่มีซึ่งความจริงใจ ทำตัวเสแสร้งว่าเรียบร้อยแต่จริงๆเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและมารยา ช่างเหมือนๆ กันทุกคน!

    คล้ายกับเรื่องหยางซูหนิงเกิดใหม่ทั้งทีขอถล่มแคว้นจิ้งให้ราบ ที่คุณอ่าน