ยามดวงตะวันใกล้ลับขอบฟ้า สายฝนห่าใหญ่ซัดกระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่ว ลานกว้างหน้าห้องบรรพชนสกุลซีปรากฏร่างเด็กหญิงตัวน้อยอายุห้าขวบกับเด็กสาววัยสิบสองปีสองคน ทั้งสามนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นหินที่เย็นเยียบเสียดกระดูก เสื้อผ้าเปียกปอนแนบไปกับร่างอันสั่นเทา เด็กหญิงตัวน้อยมีใบหน้าซีดขาว ริมฝีปากเล็กบางเป็สีม่วง ในที่สุดร่างกายเด็กน้อยก็ทนความหนาวเย็นไม่ไหวหมดสติล้มลงไปนอนกับพื้น
“คุณหนู!!” ภายในห้องนอนเล็กที่อับชื้น ข้างเตียงไม้หลังเก่าสภาพผุพัง สาวใช้สองนางกำลังเฝ้าปรนนิบัติผู้ที่นอนซมอยู่บนเตียงด้วยความปวดใจ ร่างเล็กบนเตียงไม้เริ่มขยับเปลือกตาเบา ๆ ก่อนลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ“คุณหนูฟื้นแล้ว!” สาวใช้ทั้งสองเอ่ยพร้อมกันอย่างดีใจ พร้อมถอนหายใจอย่างโล่งอก มือหยาบหนากุมมือเจ้านายตัวน้อยไว้แน่น“คุณหนูคนดีของบ่าว ท่านฟื้นแล้ว บ่าวดีใจจริง ๆ เจ้าค่ะ ท่านหลับไปสองวันกับหนึ่งคืน บ่าวเห็นไข้ลดลงแล้วแต่คุณหนูไม่ยอมฟื้น กำลังร้อนใจจะไปแจ้งเรือนใหญ่ให้ตามผู้ปรุงโอสถมาตรวจอาการ คุณหนูดื่มน้ำหน่อยนะเจ้าคะ”ไป๋จิ้ง สาวใช้ในชุดสีม่วงอ่อนหน้าตาจัดว่างดงามพอควร เดินไปรินน้ำชาอุ่นมาป้อนให้เด็กหญิง“คุณหนูคงจะหิวมากแน่ ๆ เดี๋ยวบ่าวจะไปทำข้าวต้มร้อน ๆ มาให้ทานเจ้าค่ะ”ไป๋อิง สาวใช้ในชุดสีฟ้าหน้าตาจิ้มลิ้ม รีบวิ่งออกจากห้องนอนเล็ก วิ่งตรงไปทางห้องครัวในเรือนบ่าวเด็กน้อยนามว่า ซีหลิน นอนนิ่งอยู่บนเตียง ดวงตากลมโตเหม่อมองไปบนเพดาน ในใจนึกทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ว่าตนทำผิดสิ่งใดจึงถูกสั่งลงโทษให้คุกเข่าหน้าห้องบรรพชน“ท่านแม่! นางตัวไร้ค่าตั้งใจผลักลูก ลูกเจ็บขามากเจ้าค่ะ ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับลูกนะเจ้าคะ”ซีเฟิง น้องสาวต่างมารดาของซีหลินที่อายุห่างกันเพียงสองเดือน เอ่ยปากฟ้องมารดาของนางด้วยเสียงสะอื้นไห้ พร้อมทำท่าน่าสงสาร“เฟิงเอ๋อร์! เหตุใดเจ้าพูดเช่นนี้เล่า? ข้าไม่ได้ผลักเจ้านะ ที่เจ้าหกล้มเพราะรีบวิ่งเข้ามาแย่งตุ๊กตาผ้าของข้า”ซีหลินที่คุกเข่าอยู่กลางห้องโถงพูดเสียงสั่นด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าเล็กซีดขาวราวกับกระดาษ“บังอาจ! เจ้าจะบอกว่าเฟิงเอ๋อร์กำลังพูดโกหกเพื่อใส่ร้ายเจ้าอย่างนั้นรึ?”เจียงเหมยแผดเสียงดังลั่น นางเดินไปหาซีหลินแล้วยกมือขึ้นฟาดฝ่ามือใส่ใบหน้าเล็กอย่างเต็มแรง ร่างซีหลินเซล้มลงกับพื้น ใบหน้าซีกซ้ายปรากฏรอยบวมแดงเป็นรูปฝ่ามืออย่างชัดเจน มุมปากเล็กมีเลือดไหลซึมออกมา“แค่ตุ๊กตาผ้าที่นำเศษผ้าเก่า ๆ มาเย็บ มีหรือที่เฟิงเอ๋อร์จะอยากได้ เจ้าทำร้ายเฟิงเอ๋อร์ก็ถือว่ามีความผิดมากพออยู่แล้ว เจ้ายังไม่สำนึก กล้าบอกว่านางพูดจาใส่ร้ายเจ้า ข้าในฐานะที่เป็นแม่รอง ขอสั่งลงโทษเจ้าให้ไปคุกเข่าหน้าห้องบรรพชนทุกวันจนกว่าจะสำนึกผิด”ซีหลินนอนเหม่ออย่างใจลอย น้ำตาไหลออกจากดวงตาทั้งสองข้าง เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ครั้งนี้เป็นครั้งแรก แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ มาตลอดสองปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่มารดาของนางนามว่า ซีหลิง ผู้มีฐานะเป็นฮูหยินใหญ่ของจวนราชครูล้มป่วยแล้วเสียชีวิตจากไป นางก็โดนกลั่นแกล้งรังแกมาโดยตลอด บิดาผู้ให้กำเนิดก็ไม่เคยสนใจไยดีเลยแม้แต่น้อย นางโดนเจียงเหมยซึ่งเป็นฮูหยินรองสั่งทำโทษให้เจ็บเนื้อเจ็บตัวอยู่เสมอ แม้แต่พวกบ่าวไพร่ก็ยังกล้าหาเรื่องทำร้ายนางอยู่เป็นประจำ“คุณหนู! ร้องไห้ทำไมเจ้าคะ?” ไป๋อิงเดินถือชามข้าวต้มเปล่าที่มีเม็ดข้าวติดก้นถ้วยอยู่เพียงน้อยนิด เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงไป๋จิ้งไม่พูดอะไร สองมือช่วยประคองเด็กหญิงให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง แล้วเดินไปที่ปลายเตียง เปิดผ้าห่มมองดูหัวเข่าทั้งสองข้างของเด็กน้อยที่บวมแดงด้วยความสงสารจับใจ แล้วหยิบตลับยาแก้บวมช้ำที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อมาทาให้อย่างเบามือ“ไม่ร้องนะเจ้าคะคุณหนูคนดีของบ่าว ทานข้าวต้มเถอะเจ้าค่ะ กำลังอุ่น ๆ”ไป๋อิงเช็ดน้ำตาให้เด็กน้อย พร้อมป้อนข้าวต้มให้ทีละคำอย่างใส่ใจหลังปรนนิบัติเจ้านายน้อยให้กินข้าวกินยาเรียบร้อยแล้ว ไป๋จิ้งก็เช็ดตัวให้อีกรอบก่อนประคองร่างเล็กลงนอน เด็กน้อยหลับไปอย่างรวดเร็วด้วยความเพลียเพราะในร่างกายยังมีพิษไข้อ่อน ๆ“ไป๋อิง ต่อไปนี้เจ้ากับข้าต้องดูแลคุณหนูให้ดีอย่าให้นางห่างกายอีกเป็นอันขาด จะทำงานก็ให้ผลัดกันไปทำอย่าทิ้งคุณหนูไว้คนเดียว เวลาพวกคนเลวมาหาเรื่องคุณหนูเราจะได้ช่วยกันรับมือรับเท้าแทน เจ้ากับข้าล้วนหนังหนา แต่คุณหนูร่างกายอ่อนแอบอบบาง เราต้องปกป้องนาง” ไป๋จิ้งพูดสั่งเสียงเบาไป๋อิงพยักหน้าตอบรับ “เรื่องนี้เป็นความผิดของข้าเองที่ไม่ระวังตัว หลงกลพวกคนชั่วโดนหลอกให้ออกห่างจากกายคุณหนู ข้านึกไม่ถึงว่าคุณหนูรองจะวางแผนเข้ามาหาเรื่องแกล้งคุณหนูถึงในเรือน เป็นเพราะความโง่ของข้า คุณหนูถึงได้เจ็บตัว..ฮือ ๆ”“จุ๊จุ๊! เจ้าอย่าร้องไห้เสียงดังไปเดี๋ยวคุณหนูตื่น คนชั่วพวกนั้นวัน ๆ จ้องแต่จะหาเรื่องทำร้ายคุณหนูหนักขึ้นเรื่อย ๆ ต่อไปนี้พวกเราต้องระวังตัวให้มากขึ้น ดึกแล้วรีบนอนพักเถอะ พรุ่งนี้จะได้มีแรงไว้ปกป้องคุณหนู”"ต่อไปนี้ข้าจะเฝ้าคุณหนูไม่ให้ห่างจากสายตาแม้แต่น้อย" สามเดือนต่อมา...เสียงฝีเท้าคนกลุ่มหนึ่งตรงมายังเรือนหลังเก่าสภาพทรุดโทรมที่ซีหลินอาศัยอยู่ ฉับพลันประตูเรือนถูกถีบเข้ามาอย่างแรง ผู้ที่เดินนำเข้ามาคือจื่อเยว์สาวใช้รุ่นใหญ่คนสนิทของเจียงเหมย หญิงร่างอวบยืนกอดอกตะโกนเรียกเจ้าของเรือนให้ออกมาพบตนด้วยเสียงดังลั่น“พี่จื่อเยว์! พาผู้คุมกฎหญิงมาเรือนคุณหนูด้วยเหตุใด?”ไป๋อิงที่รีบวิ่งออกมารับหน้าเอ่ยถามด้วยความสงสัย“ไม่ใช่เรื่องที่ขี้ข้าอย่างเจ้าต้องสอดรู้ รีบไปเรียกนายของเจ้าออกมาเดี๋ยวนี้!”จื่อเยว์ตวาดลั่นพร้อมยกเท้าถีบไปที่ท้องน้อยของไป๋อิงอย่างแรงจนล้มก้นกระแทกพื้น ไป๋อิงเจ็บจนร้องครางออกมาเบา ๆซีหลินได้ยินเสียงตวาดของจื่อเยว์ก็หน้าซีดตัวสั่นรีบคว้าแขนของไป๋จิ้งเข้ามากอด ดวงตากลมโตมีน้ำตาคลออยู่ทั้งสองข้าง“คุณหนูไม่ต้องกลัวเจ้าค่ะ บ่าวจะปกป้องคุณหนูเอง เราออกไปดูกันเถอะเจ้าค่ะ”ไป๋จิ้งเอ่ยปลอบเจ้านายน้อย แล้วจูงมือเล็กเดินออกไปหน้าเรือน“ซีหลิน ฮูหยินรองเรียกพบ” จื่อเยว์พูดอย่างเย็นชา“ท่านแม่รองเรียกข้าไปพบด้วยเรื่องใด?” เด็กน้อยถามจื่อเยว์เสียงเบาด้วยความหวาดกลัว“ตามข้าไปก็พอ ไม่ต้องถาม!” จื่อเยว์ตวาดเสียงดุ พร้อมหันมาส่งสัญญาณให้ผู้คุมกฎหญิงเดินเข้าไปพาตัวซีหลินไปยังห้องโถงของเรือนหลัก โดยมีไป๋จิ้งและไป๋อิงเดินตามหลังไปติด ๆเมื่อซีหลินเดินเข้ามาภายในห้องโถงของเรือนใหญ่ก็พบว่าในห้องมีคนในครอบครัวนั่งอยู่กันพร้อมหน้า ผู้ที่นั่งตำแหน่งประธานคือบิดาของนาง ราชครูซีเหลียง ถัดมาด้านทางซ้ายคือเจียงเหมยกับซีเฟิง ตำแหน่งที่นั่งด้านขวามือคือนักพรตชราเคราขาว“หลินเอ๋อร์คารวะท่านพ่อ ท่านแม่รองเจ้าค่ะ”เด็กหญิงย่อกายคำนับราชครูซีเหลียงกับเจียงเหมย นางยังไม่ทันได้เอ่ยถามว่าเรียกตนมาด้วยเหตุใด เสียงของนักพรตชราก็ดังขึ้น“ไม่ผิด! เป็นแม่นางน้อยผู้นี้อย่างแน่นอนที่มีดวงพิฆาตบุพการี!”นักพรตชราลุกขึ้นยืนพลางชี้นิ้วมือเหี่ยว ๆ ไปที่ซีหลิน เสียงของนักพรตชราดังก้องกังวาน เด็กน้อยตกใจจนเข่าอ่อนลงไปนั่งร้องไห้เสียงเบากับพื้น“ท่านนักพรต! ท่านแน่ใจหรือเจ้าคะว่าบุตรสาวคนนี้ของข้ามีดวงพิฆาตบุพการี!”เจียงเหมยเอามือทาบอกแสร้งทำสีหน้าตกใจ เอ่ยถามนักพรตชราด้วยน้ำเสียงเจือความสงสาร“ข้าตรวจดูดวงชะตาของทุกคนในจวนตามที่ท่านให้มาแล้ว เวลาตกฟากของคุณหนูใหญ่เป็นดวงมรณะที่จะนำแต่ความหายนะมาสู่คนรอบข้าง โดยเฉพาะบุพการีจะได้รับไออัปมงคลมากที่สุด ยิ่งได้มาเห็นใบหน้าของนางที่มีไอดำมรณะปกคลุมข้ายิ่งมั่นใจ อาการป่วยของฮูหยินผู้เฒ่าและหน้าที่การงานของท่านราชครูที่ติดขัดมีปัญหา ล้วนเป็นเพราะนางทั้งสิ้น ถ้าคุณหนูใหญ่ยังอยู่ในจวนต่อไป ดวงมรณะก็จะยิ่งทำร้ายทุกคนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขั้นทำให้มีคนเสียชีวิต” สิ้นเสียงพูดของนักพรต ภายในห้องโถงก็เงียบกริบไม่มีใครกล้าเอ่ยคำใด ๆ ซีหลินตัวสั่นเป็นลูกนก ใบหน้าซีดขาว ดวงตาทั้งสองข้างมีน้ำตาไหลออกมาราวกับน้ำตก หัวใจดวงน้อยเจ็บปวดราวกับคำพูดของนักพรตชราเป็นเข็มแหลมนับพันเล่มทิ่มแทงจนหัวใจฉีกขาดไม่มีชิ้นดี“แล้วข้าต้องแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร?”เสียงเยียบเย็นของซีเหลียงดังขึ้น ในขณะที่สายตาจ้องมองซีหลินอย่างรังเกียจราวกับว่านางไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของตนเด็กน้อยเห็นสายตาที่บิดามองตนอย่างรังเกียจก็เจ็บปวดที่หน้าอกจนหายใจไม่ออก ร่างกายไร้เรี่ยวแรงจนล้มลงนอนกับพื้น“คุณหนู! เป็นอะไรไปเจ้าคะ?” สองสาวใช้คนสนิทวิ่งเข้าไปประคองร่างเล็กขึ้นมากอดไว้แนบอก สามคนนายบ่าวนั่งกอดกันร้องไห้เสียงเบาอย่างน่าเวทนา“วิธีแก้ไขก็ทำได้ไม่ยาก เพียงแค่ท่านราชครูส่งคุณหนูใหญ่ออกไปอยู่ให้ไกลจากจวนเป็นเวลาสิบปี เท่านี้ไอมรณะของนางก็จะเสื่อมลงจนไม่เหลือความอัปมงคลอีก เมื่อครบกำหนดสิบปี คุณหนูใหญ่ก็สามารถกลับจวนราชครูได้”นักพรตชราตอบซีเหลียง ดวงตาเจ้าเล่ห์มองสบกับเจียงเหมยครู่หนึ่ง ก่อนกลับไปนั่งที่เดิม“ส่งตัวหลินเอ๋อร์ไปอยู่บ้านชนบทของสกุลซีเป็นเวลาสิบปี ครบกำหนดค่อยรับตัวกลับมา ฮูหยินรอง เรื่องนี้มอบให้เจ้าเป็นคนจัดการ”ซีเหลียงพูดจบก็เดินออกไปจากห้องโถง โดยไม่หันหลังกลับมามองแม้แต่น้อย