หลินฉางชิงย่องกลับไปยังกระท่อมไม้หลังเล็กของตนเองอย่างเงียบเชียบ ทว่าในขณะที่เขาเพิ่งมาถึงหน้ากระท่อม และกำลังเตรียมจะผลักประตูเข้าไปนั้น
"เ้าหนูฉางชิง" เสียงแหบพร่าและแก่ชราดังขึ้นจากทางด้านหลังของหลินฉางชิงอย่างกะทันหัน จนเขาใสะดุ้งโหยงในทันที
บนูเาด้านหลังอันกว้างใหญ่แห่งนี้มีเพียงเขากับเหยียนเฉินสองคน ดังนั้นโดยไม่ต้องคิดก็รู้ว่าผู้ที่มาคือใคร
"ผู้าุโเหยียน..." หลินฉางชิงปรับสีหน้าของตนเองเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะหันกลับไปพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูเก้อเขินบนใบหน้า
ทันทีที่หันกลับมาก็สบเข้ากับใบหน้าที่เคร่งขรึมของเหยียนเฉินโดยตรง ดวงตาที่ฝ้าฟางภายใต้แสงจันทร์นั้นยิ่งทำให้ดูลึกลับและยากจะคาดเดา แต่หลินฉางชิงรู้ดีว่าดวงตาคู่นั้นกำลังจับจ้องมาที่เขาโดยไม่ละสายตาเลยแม้แต่น้อย
"ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ท่านไม่พักผ่อน แต่มาหาข้าที่นี่ทำไมขอรับ?" หลินฉางชิงถามกลับ เขาพยายามแสร้งทำเป็ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ในระหว่างทางที่กลับมา ด้วยผลของคัมภีร์หัวใจแปรเซียนะ าแที่ถูกเจตจำนงกระบี่ฟันบนตัวของหลินฉางชิงจึงฟื้นฟูได้เกือบทั้งหมดแล้ว
แม้จะยังเหลือาแบางส่วนที่ยังไม่สมานตัวดี แต่ภายใต้การปกปิดของความมืดในยามค่ำคืน เขาก็ไม่กังวลว่าจะถูกเหยียนเฉินมองเห็นพิรุธใด ๆ
ขณะนี้เหยียนเฉินยังคงจ้องมองหลินฉางชิงเช่นนั้น
"นั่นคือสิ่งที่ข้าอยากจะถามเ้ามากกว่า เวลาป่านนี้แล้ว เ้าไม่นอนแล้วออกไปวิ่งเล่นข้างนอกทำไม?" เหยียนเฉินถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
ดูจากท่าทางแล้ว เขาเหมือนอยากจะจับพิรุธบางอย่างจากตัวของหลินฉางชิงให้ได้
เมื่อถูกจ้องมองด้วยสายตาเช่นนี้ หลินฉางชิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียวสันหลังวูบ แต่ยังโชคดีที่เหยียนเฉินมาพบเขาที่หน้ากระท่อมและไม่มีหลักฐานอื่นใดที่ชัดเจน
"ผู้าุโเหยียน ข้าเพียงแต่ลุกขึ้นมาทำธุระส่วนตัวกลางดึกเท่านั้น ท่านไม่จำเป็ต้องกังวลถึงเพียงนี้หรอกขอรับ คงเป็ไปไม่ได้ที่จะให้ข้าจัดการเื่นี้ในกระท่อมโดยตรงหรอกจริงหรือไม่ขอรับ?" หลินฉางชิงยิ้มอย่างเก้อเขินและกล่าวอย่างจนใจ
ในกระท่อมไม้มีพื้นที่เพียงเล็กน้อย เื่แบบนี้โดยปกติแล้วต้องออกไปจัดการข้างนอก แน่นอนว่าในฐานะผู้ฝึกตน หลินฉางชิงไม่ควรจะมีปัญหาในด้านนี้ แต่ในสายตาของเหยียนเฉิน หลินฉางชิงเป็เพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง คำอธิบายเช่นนี้จึงถือว่าสมเหตุสมผล
"อย่างนั้นหรือ..."
เมื่อได้ยินคำพูดของหลินฉางชิง เหยียนเฉินก็พยักหน้าอย่างครุ่นคิด ก่อนที่เขาจะโบกมือที่แก่ชราคู่นั้นอย่างรำคาญใจ
"ไอปีศาจบนูเาด้านหลังในตอนกลางคืนจะเข้มข้นกว่าตอนกลางวัน ถ้าไม่มีธุระอะไรสำคัญ อย่าเดินเตร่ไปทั่วบนูเาเด็ดขาด เ้าเป็แค่คนธรรมดารับมือไม่ไหวหรอก" เหยียนเฉินกล่าวเช่นนั้น
แม้หลินฉางชิงจะไม่รู้ว่าทำไมเหยียนเฉินถึงมาปรากฏตัวที่นี่ในเวลานี้ แต่เมื่อเห็นว่าเหยียนเฉินเชื่อคำอธิบายของตนแล้ว เขาก็ไม่มีความตั้งใจจะพูดอะไรเพิ่มเติม
สำหรับคำเตือนของเหยียนเฉิน เขาจึงพยักหน้าตอบรับอย่างรวดเร็ว
"คำพูดของผู้าุโ ข้าจะจำไว้ในใจแน่นอน! ตอนนี้ดึกมากแล้ว ผู้าุโเหยียนรีบกลับไปพักผ่อนเถอะขอรับ"
หลังจากหลินฉางชิงพูดจบ โดยไม่รอให้เหยียนเฉินตอบกลับ เขาก็หันหลังเดินเข้าไปในกระท่อมทันที พร้อมกับเสียง ปัง! ของประตูไม้ถูกหลินฉางชิงปิดลง
เหยียนเฉินที่ยืนอยู่ด้านนอก ดวงตาที่เคยฝ้าฟางกลับกลายเป็ใสกระจ่างขึ้นมาอย่างกะทันหันโดยไม่ทราบสาเหตุ เขามองไปยังกระท่อมตรงหน้าด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน
"เสียงระฆังดังสิบครั้ง… นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะทำได้อย่างแน่นอน หลินฉางชิงผู้นี้ แท้จริงแล้วมีฐานะเป็ใครกันแน่? เขาเป็เพียงศิษย์ธรรมดาที่ถูกทำลายวรยุทธ์ในสำนักชูซานจริง ๆ หรือ?" เหยียนเฉินพึมพำกับตัวเอง
เห็นได้ชัดว่าสำหรับเหตุผลที่หลินฉางชิงออกไปข้างนอกนั้น เหยียนเฉินย่อมรู้ดีที่สุด แต่เมื่อครู่เขากลับไม่ได้เปิดโปงออกมา
ในตอนนี้เขาไพล่มือไว้ด้านหลังและค่อย ๆ เดินไปยังหน้าหอคอยผนึกมารทีละก้าว และเมื่อเงยหน้ามอง หอคอยผนึกมารขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ที่นี่ อักขระโบราณบนตัวหอคอยดูเหมือนจะเปล่งแสงสีทองระยิบระยับท่ามกลางความมืดของยามค่ำคืน
"เฮ้อ..." เหยียนเฉินถอนหายใจยาว
สีหน้าและระหว่างคิ้วของเขา กลับมีความกังวลเพิ่มขึ้นมาอย่างประหลาด
"ไม่รู้ว่าการปรากฏตัวของเด็กคนนี้ จะเป็โชคหรือเคราะห์สำหรับสำนักชูซานของข้ากันแน่… หากเด็กคนนี้ถูกปีศาจล่อลวงหรือภายใต้เปลือกนอกนี้เปลี่ยนเป็ผู้อื่นไปแล้ว ตัวข้าเองอาจจะต้องแบกรับหน้าที่ในการกำจัดมารปกป้องธรรมด้วยเช่นกัน" เหยียนเฉินกล่าวอย่างแช่มช้า
สายตาของเขาเปลี่ยนเป็เฉียบคมขึ้นมาทันทีเมื่อเอ่ยถึงคำว่า 'กำจัดมารปกป้องธรรม'
พลังปราณสายเล็ก ๆ ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นรอบกายของเขา กลิ่นอายทั่วทั้งร่างของเหยียนเฉินเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
นี่คือภาพลักษณ์ที่หลินฉางชิงไม่เคยเห็นเลยตลอดระยะเวลาสี่เดือนที่อยู่ที่นี่
"หลินฉางชิง เ้าอย่าทำให้ข้าผิดหวังล่ะ"
ทันใดนั้น เหยียนเฉินก็หันหลังกลับ สายตาของเขาจับจ้องไปยังกระท่อมที่หลินฉางชิงอาศัยอยู่ และจ้องมองกระท่อมหลังนี้อยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นกลิ่นอายทั่วร่างก็สลายกลับคืนสู่สภาพชายแก่ธรรมดาดังเดิม ดวงตาที่เฉียบคมก็กลับมาฝ้าฟางอีกครั้ง
"แค่ก แค่ก ดึกมากแล้ว ควรกลับไปพักผ่อนได้แล้ว" เหยียนเฉินกล่าวเช่นนั้น จากนั้นเขาก็เดินทอดน่องกลับไปยังบ้านของตนบนูเา
เพียงแต่หลังจากที่เหยียนเฉินจากไป ภายในหอคอยผนึกมารอันกว้างใหญ่ดูเหมือนจะมีเสียงสะอื้นแว่วออกมาเบา ๆ
ทว่าเสียงนั้นเบาบางอย่างยิ่ง
และในไม่ช้าก็ถูกกลืนหายไปในสายลมหนาวของยามค่ำคืน
...
หลังจากคืนที่สำนักชูซานเกิดความสั่นะเื เวลาได้ผ่านไปสามวัน
สำหรับหลินฉางชิงแล้ว ชีวิตใน่สามวันนี้ไม่มีอะไรแตกต่างจากเดิมเลย แม้คืนนั้นจะเผชิญหน้ากับเหยียนเฉินแต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้เซ้าซี้ถามอะไรเขา ทำให้หลินฉางชิงคิดว่าเหยียนเฉินเชื่อคำพูดของเขาจริง ๆ
ในเวลาว่างจากการเช็ดป้ายศิลาจารึก หลินฉางชิงมักจะไปยืนอยู่ที่ริมหน้าผาของูเาด้านหลัง ซึ่งจากมุมนี้เขาสามารถมองเห็นภาพรวมทั้งหมดของสำนักชูซานได้อย่างพอดี
"ดูเหมือนว่าหลังจากคืนนั้น บรรยากาศในสำนักชูซานตึงเครียดขึ้นไม่น้อย คิดว่าท่านอาจารย์ของข้าคงจะทุ่มเทแรงกายแรงใจไม่น้อยเพื่อตามหาข้า" หลินฉางชิงเดาะลิ้นพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า
เขาใช้มือลูบคางเบา ๆ สายลมที่พัดผ่านได้พัดพาเอาเสื้อคลุมรอบกายของหลินฉางชิงให้สะบัดพลิ้ว ส่งเสียงดังเป็ระยะ ราวกับมีเจตจำนงกระบี่หลายสายพลุ่งพล่านขึ้นมาจากด้านหลังของเขาแล้วเลือนหายไปอย่างรวดเร็วในสายลมเบา ๆ นั้น
"เกรงว่าท่านอาจารย์ของข้า คงไม่มีทางคิดได้เลยว่าคนที่ก่อเื่วุ่นวายครั้งใหญ่ในวันนั้นจะเป็ข้า" หลินฉางชิงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียดายแทนเสิ่นอู๋หยา
เขารู้ถึงความปรารถนาอันแรงกล้าของอาจารย์ที่้าฟื้นฟูสำนักชูซาน
หากเป็เมื่อก่อน หากเขามีพร์ที่น่าทึ่งเช่นนี้ย่อมต้องรีบบอกให้อีกฝ่ายทราบในทันที แต่ตอนนี้หลินฉางชิงไม่มีความคิดที่จะเปิดเผยเื่นี้เลยแม้แต่น้อย
"ก่อนจะมีพลังที่เด็ดขาด การกบดานฝึกฝนอยู่ที่นี่อย่างสงบดีที่สุด มิฉะนั้น ลำพังแค่การอธิบายที่มาของพลังนี้ก็คงต้องใช้เวลาและความพยายามมหาศาล"
หลินฉางชิงมองไปยังสำนักชูซานที่อยู่ไกลออกไป และกล่าวอย่างช้า ๆ